เสียงกระซิบใต้มหาสมุทร
ประกายแสงขลับใต้ผิวน้ำลึกส่องผ่านม่านสาหร่าย สองศรีพี่น้อง “นุช” หญิงสาววัย 20 ปี กับ “พล” เด็กชายขี้กลัววัย 13 ปี กำลังปีนเรือประมงเก่าของพ่อที่ทอดสมออยู่ริมชายฝั่งหมอกหนาทึบ ภายใต้ม่านหมอก นุชมือหนึ่งฟาดเส้นผมข้างหู อีกมือหนึ่งกระชับถังออกซิเจนเก่า พลมือไม้สั่นแต่ก็พยายามเก็บรวบอุปกรณ์ดำน้ำตามคำสั่งของพี่สาว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นุช…เราต้องไปจริง ๆ เหรอ” พลเอ่ย พร้อมชำเลืองเรือเล็กที่โยกไปมาตามคลื่นลึก
“เราต้องหาให้เจอ” น้ำเสียงนุชแข็งกร้าว แม้เธอเองจะฝืนกล้ามเนื้อที่สั่นเทากดความกลัวเอาไว้ เธอมองไปที่แผ่นไม้ที่เจาะร่องเล็ก ๆ อยู่ริมท้ายเรือ สลักด้วยชื่อ “พ่อตา” แบบขยุกขยิก
เสียงคลื่นซัดคุกคาม ทว่าเสียงที่คุกคามกว่านั้นคือความเงียบและคำถามในใจเอ่ย ว่า “พ่อหายไปที่ไหน” เมื่อลมเย็นตัดผ่าน เงาสลัวลึกลับลอยพาดผ่านคลื่นราวกับกวักมือ…
พลก้มหน้าซ่อนน้ำตา นึกถึงคืนก่อนที่พ่อยิ้มให้ทั้งคู่ “ลูก…ชีวิตมันเหมือนทะเล…ลูกต้องกล้าฝ่าคลื่น” รอยยิ้มและกลิ่นเหงื่อของพ่อยังติดจมูก
เรือวิ่งออกกลางทะเล ชายฝั่งเลือนไปพร้อมแสงตะวัน นุชนั่งชิดพล จังหวะเรือสั่นน้อย ๆ ในความเงียบระหว่างสายลม พลกระซิบเสียงสั่น “หนู…คิดถึงพ่อ…”
นุชไม่ตอบ เธอมองไกล ไล่ตะวันตรงขอบฟ้าแต่หัวใจหนักอึ้ง พี่สาวที่เก่งที่สุดในสายตาใครต่อใคร กลับกลัวว่าความจริงที่รอหน้าจะทำลายทั้งครอบครัว
เมื่อถึงจุดที่ได้ยินเรื่องเล่าจากชาวเรือ – ว่ามีบางอย่างอยู่ใต้แก่งหิน “แปซิฟิกดาวน์” – สองพี่น้องเตรียมดำน้ำ สำรวจอุปกรณ์เงียบ ๆ พลจับหน้ากากแน่น “ถ้าเจอพ่อ จะ…เอ่อ จะทำยังไง”
“ก็กลับบ้านสิ” นุชตอบสั้น ดูแข็งกระด้างจนน้ำเสียงห้วน พวกเขาสวมหน้ากากแล้วดำดิ่งลงผืนน้ำ ดวงอาทิตย์คล้ายตากลอกลวง ทุกอย่างกลืนไปกับความมืดลึก
เสียงฟองอากาศแตกตัว ความเงียบใต้ทะเลกลายเป็นเสียงกระซิบขุ่นมัว ประกายวาวจากปลาขนาดยักษ์แหวกผ่านเบื้องหน้า เงาเมฆสีเขียวขมุกขมัวเลื้อยล้อมรอบราวกับปกป้องอะไรอยู่
แสงไฟฉายสะท้อนกำแพงหินขรุขระ รูปสลักประหลาดผลุบโผล่รอบตัวนุชกับพล เจดีย์และรูปคนคล้ายโบราณสถานจมน้ำ เงาดำซ้อนกันจนดูเคลื่อนที่ได้เอง
“พล เห็นนั่นมั้ย?”
“มัน—มันเหมือนพ่อ…รึเปล่า?” เสียงพลสั่นพร่า ทั้งสองไล่ตามเงาลึกลับ เสียงกระซิบดังขึ้นในหัว ประโยคสั้นสลับกันไปมาในภาษาแปลกประหลาด คล้ายจะมีข้อความจากอีกโลก
ทางเดินแคบ ๆ ลอดใต้หิน สองพี่น้องคลานสลับกัน บางจังหวะเมื่อร่างทั้งสองประสาน เหล็กหน้ากากกระทบกับกำแพง เสียงดังกริ๊ก ๆ กลบเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม ปลายสุดของทางคือประตูรูปทรงประหลาด ใบหน้าคนมีเขี้ยวสองข้างกางเหมือนรออะไรอยู่
พลมือสั่นจะยื่นแตะประตู นุชชะงัก “อย่า เพิ่ง…เดี๋ยว…”
แต่เสียงกระซิบหนักแน่นขึ้น “จงเข้าไป…จงเข้าไป…” จู่ ๆ กระแสน้ำวนหมุนรอบตัว ประตูดูดทั้งสองเข้าไปในโพรงแคบแล้วปล่อยขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง
ทั้งสองหายใจเฮือกเมื่อเงยหน้าขึ้น พบตัวเองในเมืองใต้น้ำ – อาคารบิดเบี้ยวหักมุมล้อมรอบ ต้นไม้ใต้น้ำเรืองแสง บรรยากาศประหลาดแต่สวยงามจนน่าหวาดหวั่น
เมืองนี้ไม่มีผู้คน ดูร้างแต่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบ พวกเขาเดินอย่างระวัง ท่ามกลางซากปรักหักพัง พลซุบซิบ “ที่นี่มัน…เหมือนฝันร้าย”
นุชข่มใจ เดินเร็วขึ้น “ถ้าเรามีเป้าหมาย เราต้องหาพ่อให้เจอ เข้าใจมั้ย?”
เสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับถูกจ้องมอง สองพี่น้องเดินเซซังไปตามซอยเล็ก ๆ เงาดำเบื้องหลังเคลื่อนไหวโดยไร้ร่างจริง
ฝั่งหนึ่งของถนนเมืองใต้น้ำ มีประตูไม้บานหนึ่งเปิดแง้มอยู่ เบื้องในกลิ่นอายแปลกใหม่ลอยออกมา
พลหยุดเท้าทำท่าจะหนี นุชชะงักดึงน้อง “ใจเย็น อย่าเสียงดัง” พลกลืนน้ำลาย รับรู้ความกลัวผ่านดวงตาสั่นระริก ร่องรอยน้ำทะเลเปื้อนชุดดำน้ำคล้ายคราบน้ำตา
ทั้งสองตัดสินใจเปิดประตู แม้มือจะสั่น เสียงไม้ลั่นดังเอี๊ยดขณะเปิด – ภายในคือห้องกว้าง เงาคนเจือจางปรากฎราง ๆ ตรงกลางห้อง
พลหลับตานับหนึ่งถึงสาม ค่อย ๆ ลืมตา “พ่อ…?” ร่างเงาปรากฎชัดขึ้นทีละนิด ร่างของชายมีหนวดเครา มองกลับมาด้วยแววตาอ่อนโยนปนเศร้า
นุชนิ่งไปชั่วขณะ น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วเงาคนกลับเอียงตัวหนี มือกวาดไปวาดสัญลักษณ์กลม ๆ ในอากาศ เสียงกระซิบดังเป็นถ้อยคำ “โทษที…ยังกลับไม่ได้…ต้องซ่อมบางอย่าง…”
ทั้งสองเดินเข้าใกล้ เสียงบางอย่างสั่นกระพือรอบตัว โครงสร้างเมืองใต้น้ำเริ่มสั่น มือพ่อชี้ไปที่แท่นศิลา ท้อแท้ในแววตาชัดเจน “มีบางสิ่งปกป้องที่นี่ ลูก…ถ้าอยากเจอพ่อจริง ต้องเข้าใจอดีตก่อน”
นุชเดินเข้าไปใกล้ สัมผัสได้ถึงสายใยอบอุ่นระหว่างร่างวิญญาณนั้นกับตัวเอง “พ่อ…เราอยากพาทุกคนกลับบ้าน…” น้ำเสียงกลั้นสะอื้น เสียงพลสั่น “บ้านมันไม่มีพ่อ มันเงียบเกินไป…”
พ่อเอื้อมมือใกล้เหมือนจะลูบหัวพล ก่อนที่แสงซึมผ่านฝ่ามือ จุดเล็ก ๆ บนแท่นศิลาโผล่ขึ้นมา หนังสือเก่าเยินเขียนด้วยตัวอักษรแปลกประหลาดวางอยู่
“หนังสืออะไร?” พลเอ่ยตะกุกตะกัก
เสียงพ่อแผ่วเบา “อดีตครอบครัวเรา…จงอ่าน…”
พลหยิบหนังสือมาเปิดพร้อมกับนุช ตัวอักษรชวนเวียนหัวแต่ก็เริ่มเห็นภาพในหัว – อดีตของพ่อ…ชีวิตที่เลือกเมืองใต้ทะเลนี้แทนครอบครัวเพราะแรงผลักดันปริศนา
เงาต่าง ๆ ในห้องเริ่มก่อตัวหนาแน่นขึ้น กลายเป็นร่างเงาคนอื่น ๆ ที่มองพวกเขาด้วยสายตาว่างเปล่า สองพี่น้องถูกห้อมล้อม
“นุช…เราจะออกไปได้ยังไง…” พลมือสั่นมากขึ้น
“เราต้องเข้าใจอดีตทั้งหมด” นุชกัดฟัน ฮึดทั้งน้ำตา เธออ่านต่อ ร่องรอยในหนังสือคล้ายกุญแจไขปริศนาเมืองใต้น้ำ เธอเริ่มเข้าใจว่าที่นี่คือเมืองของผู้ถูกลืม ผู้คนเลือกอยู่ใต้เงาอดีต ไม่ยอมจากไป
เงาในห้องกระซิบพร้อมกัน “เจ้าจะเลือกอย่างไร อยู่กับอดีตหรือฝ่ากลับอนาคต”
เสียงพลหัวเราะอย่างสิ้นหวัง “ถ้าเลือกได้ ผม…อยากกลับบ้าน…แต่…”
นุชจ้องแสงอบอุ่นจากร่างพ่อ “พ่อต้องมีโอกาสกลับบ้านเหมือนกัน…” เธอตัดสินใจวางหนังสือลงบนแท่นศิลา สายลมวูบผ่าน โครงสร้างอาคารเมืองเริ่มสั่นไหวรุนแรง
“อย่า!” พ่อร้อง สีหน้าเจ็บปวด “อดีตของพ่อ…ผ่านมาแล้ว ไม่ต้องจองจำใครอีกต่อไป…”
เสียงกระซิบจางหาย เมืองใต้น้ำเริ่มรูดรั้งเหมือนหลอมรวมสู่ความว่างเปล่า พลกับนุชฝ่าเงาที่พยายามรั้งมือพวกเขา วิ่งไปตามทางเดินดั่งเขาวงกตกลางน้ำ
ฝ่าหมอกเมฆ น้ำลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว พี่น้องกุมมือกัน วิ่งออกจากประตูโบราณที่เคยเข้ามา แล้วทั้งสองดิ่งสู่แสงสว่างเหนือผิวน้ำ
ทันทีที่ถึงพื้นผิว เสียงลมหายใจดังชัดเจน พลร้องไห้สะอึกสะอื้น “เรา…ไม่เหลืออะไรแล้วใช่ไหมนุช…” ดวงตาเด็กชายฉายสุญญากาศ
นุชเอื้อมกุมมือน้องแน่น “เราเหลือกันสองคน และอดีต…กลายเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่ต้องหนีอีกแล้ว”
พลพยักหน้า ดวงตาแดงก่ำ เรือลอยกลับเข้าชายฝั่ง เมฆหมอกเจือจาง พวกเขามองเห็นแดดยามเช้า กลับสู่โลกเดิมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป—แต่พร้อมจะเผชิญ