เสียงลับในสถานีอวกาศยมธารา
แสงไฟนีออนสีขาวสะท้อนบนผนังโลหะแวววาว เสียงเครื่องปรับอากาศในสถานีอวกาศยมธาราแผ่วเบา คอยย้ำเตือนว่าความเงียบไม่ได้หมายถึงความสงบเสมอไป เพียงแต่เป็นม่านบาง ๆ ที่บดบังความปั่นป่วนข้างใน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สายพิณ—นักวิทยาศาสตร์ดาวรุ่งที่เพิ่งย้ายมาประจำสถานีเมื่อเดือนก่อน—นั่งปลายนิ้วลูบกระจกที่เปิดรับวิวจักรวาล ถูกบังคับด้วยคำสั่งของตนเองให้จดจ่ออยู่กับผลการทดลองตรงหน้า ถึงอย่างนั้นสมาธิเธอกลับวอกแวกไปกับเสียงกระซิบประหลาดที่เล็ดลอดออกมาจากช่องระบายอากาศ ใครบางคน หรือบางสิ่ง กระซิบชื่อเธอเบา ๆ
“คุณได้ยินเสียงอะไรไหม?” สายพิณถามโรท นักเทคนิคช่างยิ้มกว้างที่มักทำตัวราวกับไม่มีอะไรสั่นคลอนได้ โรทเหลือบตาขึ้นมาจากสมาร์ทโฟน “เสียงอะไร—โอ้ แค่ท่อมันเก่า ไม่ต้องห่วง” สายพิณกัดฟัน พยายามข่มความกลัว เธอต่างจากคนอื่นตรงที่กลัวความเงียบ และความเงียบในอวกาศนั้นไม่ธรรมดา
ขณะค่ำลง แสงจากดาวเคราะห์น้อยลอดกระจกหน้าต่างทำให้เธอมองเห็นรอยเท้าที่เปียกน้ำดูเหมือนเพิ่งเหยียบเข้ามา ทั้งที่ในสถานีไม่มีใครอยู่ตรงชั้นนี้ โรทเดินเข้ามาตามเสียงเรียกจากอินเตอร์คอม “สายพิณ เธอทำกล้องวงจรปิดในแล็บห้องเจ็ดมีปัญหาเหรอ?” เธอส่ายหน้า แต่แววตาข้องใจ
ช่วงค่ำ สายพิณแวะไปที่แล็บห้องเจ็ดเพื่อตรวจสอบกล้อง กล้องไม่ได้เสีย แต่กลับบันทึกภาพแปลก ๆ มีเงามืดแวบผ่านไปราวกับเงาคน ทั้งที่ห้องว่างเปล่า ระหว่างที่ยืนอยู่คนเดียวก็มีเสียงเคาะประตูสองครั้ง ไม่มีใครตอบเมื่อเธอตะโกนถาม จิตใจเธอเริ่มตึงเครียด ขอบตามืดเพราะอดหลับอดนอน
วันต่อมา หัวหน้าสถานี—ดร.เกรียงไกร—ประกาศว่าซิน นักเคมีหญิง ขาดงานโดยไม่แจ้งเหตุและหายตัวไปจากห้องนอน ทุกคนเริ่มวิตกกังวล ข่าวลือเรื่องเสียงประหลาดสั่นคลอนจิตใจคนทั้งสถานี “บางทีเธออาจวิกลจริต” เสียงหนึ่งกระซิบเย้ยใส่สายพิณในห้วงความคิด แม้ปากจะเฝ้าย้ำว่าสบายดี
สายพิณกับโรทตามหาซินตามห้องเครื่องและทางเดินลับรอบสถานี ระหว่างทางสายพิณพบปากกาอันหนึ่งซึ่งเป็นของซิน กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ พวกเขาตั้งสติ โรทหยิบเครื่องสแกนหาตัวตน “ไม่มีร่องรอย DNA เลย ยิ่งกว่าผีอีก”
สายพิณประจันหน้ากับดร.เกรียงไกรในห้องประชุม “เธอคิดว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในสถานีนี้หรือเปล่า?” เกรียงไกรเผลอเหลือบสายตามองไปยังภาพถ่ายเก่าที่แขวนบนผนัง ภาพที่มีทีมเก่าซึ่งหลายคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขากัดริมฝีปาก “อย่าแม้แต่จะคิดเรื่องนั้น ฉันไม่อยากให้ความวุ่นวายแพร่กระจาย”
คืนนั้นสายพิณนอนหลับไม่ลง เธอฝันเห็นเงาดำแอบมองจากข้างประตู แต่พอตื่นมากลับพบว่ามีรอยเล็บขูดบนผนังห้องนอนเธอ โรทแวะมาส่งอาหารเช้า เห็นสีหน้าซีดเผือดของสายพิณก็แสร้งทำเป็นพูดเล่น “อาจเป็นแมวอวกาศ” แต่ไม่มีใครหัวเราะ
เสียงเคาะและเสียงกระซิบยังคงดังขึ้นทุกวัน มาพร้อมกับอากาศเย็นเฉียบผิดปกติที่บางช่วงคล้ายคลึงคืนที่ซินหายไป สายพิณเริ่มสงสัยว่าสถานีนี้ถูกบางอย่างสิงสู่อยู่ เธอเก็บข้อมูล รวบรวมบันทึกจากคอมพิวเตอร์เก่า พบล๊อกไฟล์การติดต่อห้องควบคุมกลางที่ไม่ได้บันทึกไว้ในรายงานรายวัน—คืนซินหาย สถานีเกิดไฟตกอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ระหว่างที่เธอค้นข้อมูลด้วยมือที่สั่นเทา โรทยื่นแก้วน้ำให้ “ถ้าไม่อยากอยู่คนเดียว ฉันนั่งเป็นเพื่อนได้นะ” เขาพูดเสียงเบาคล้ายแฝงอะไรไว้ในน้ำเสียง สายพิณพยักหน้า ไม่พูดอะไร เธอไม่ได้กลัวผีเท่ากลัวความเงียบที่ซ้อนอยู่หลังคำพูดของคนเป็น
คืนถัดมา สายพิณกับโรทตัดสินใจส่องกล้องอินฟราเรดตามรอยเย็นที่ปรากฏในแผนผังสถานี กล้องจับภาพสิ่งมีชีวิตปริศนา เงาคล้ายมนุษย์แต่กลับโปร่งแสงก้าวผ่านกำแพงโดยไม่เหลียวมองกล้อง ทั้งสองต่างช็อคเจียนพูดไม่ออก
สายพิณรวบรวมความกล้าเดินตามรอยเย็นสู่ห้องเสบียง เธอพบตุ๊กตาผ้ากระต่ายตัวจิ๋วที่มีชื่อซินเย็บไว้ด้วยด้ายแดง ข้าง ๆ ตุ๊กตามีร่องรอยเล็บจิกและเส้นผมที่ย้อมสีฟ้าซึ่งซินชอบ เสื้อกล้ามของซินยังพาดข้างกล่องอาหาร เธอจับเส้นผมเหล่านั้นขึ้นมาดู ใจสั่นระรัว
“ถ้าเจออะไร อย่าเผลอพูดชื่อมัน” โรทเตือนพลางมองไปรอบห้อง “ที่บ้านเก่ามีคนเล่าว่า—ถ้าเรียกชื่อต้องสัญญากับสิ่งนั้น” สายพิณเหลือบดูเขาแวบหนึ่ง “นายกลัวอะไรนัก?” โรทนิ่งไป ไม่ตอบ แล้วเดินออกจากห้องโดยแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
สิ่งเหนือธรรมชาติยิ่งคุกคามหนักขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าดับเป็นช่วง ๆ เงามืดเดินวนเวียนตามทางเดิน สายพิณเริ่มพูดกับร่างเงา เหมือนรู้สึกว่าซินอยู่ใกล้ ๆ ทั้งที่ใคร ๆ ว่าซินตายไปแล้ว แต่เธอไม่เชื่อ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป หัวหน้าสถานีเรียกประชุมฉุกเฉิน มีคนหายเพิ่มอีกคน—ภาพ วิศวกรอารมณ์ร้อนที่วันก่อนเพิ่งทะเลาะอย่างหนักกับสายพิณ หัวหน้าประกาศให้ทุกคนห้ามออกนอกห้องพักนอกเวลางาน สายพิณขบฟันแน่น พยายามบังคับไม่ให้น้ำตาซึม
คืนนั้นขณะเธออยู่คนเดียวในห้อง สัญญาณไฟฉุกเฉินกะพริบ เสียงหัวเราะแหลม ๆ ดังมาจากเพดานก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบแผ่ว “ช่วย…ฉัน…” เธอปล่อยมือจากแท็บเล็ตอย่างไม่รู้ตัว ใจสั่งให้วิ่งไปที่ห้องเครื่อง แต่ขาแข็งเป็นหิน
โรทเข้ามาพอดี เห็นสีหน้าเธอก็รีบเข้ากอดแน่น “เธอไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว” เสียงเขาสั่นเล็กน้อย เธอปล่อยโฮออกมาครั้งแรกในรอบหลายปี ก่อนบอกความลับในใจ “ฉันกลัวจะเสียใครไปอีก ฉันเคยตัดสินใจผิด—เคยปล่อยมือจากแม่จนไม่ได้ร่ำลา”
“ไม่มีใครไม่เคยผิด” โรทตอบอย่างระมัดระวัง “แต่เราเลือกโอกาสแก้ไขได้เสมอ” พวกเขาตัดสินใจร่วมกันตามหาความจริงในคืนถัดไป
ขณะเดินตามเสียงกระซิบไปถึงห้องเก็บข้อมูล พวกเขาเผยความลับจากกล้องย้อนหลัง ให้เห็นภาพซินกำลังร้องไห้อยู่หน้าจอ เธอป้อนรหัสบางอย่างเข้าเครื่องแล้วเงาโปร่งแสงก็คืบคลานเข้าหลังเธออย่างเชื่องช้า ก่อนภาพจะดับพรึบ
โรทสบตาสายพิณ “เราต้องช่วยเธอ—ไม่ใช่แค่ซิน แต่อาจเป็นทุกคนที่หายไปก่อนหน้านี้” นั่นคือจุดเปลี่ยนปลุกปฏิกิริยาในใจสายพิณ กลัว แต่รู้ว่าต้องเดินหน้าต่อไป
สายพิณนั่งสมาธิท่ามกลางความมืด จับมือโรทแน่น เธอกล่าวขอโทษต่อวิญญาณและเพื่อนที่หายไป ยอมรับความผิดและความกลัวของตัวเอง เจตนาของเธอส่งผลแรงอย่างประหลาด เสียงกระซิบมากมายกลายเป็นเสียงร้องไห้ เสียงร้องขอให้ช่วย สายพิณสะอื้นไปกับเสียงเหล่านั้น
ทันใดนั้น ประตูสถานีเปิดผางออกเอง ลมอากาศภายในถูกดูดออกดั่งมีมือมหึมาฉุดรั้ง—เงาดำร่างยักษ์โผล่ขึ้นตรงกลางสถานี มันเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูด “สัญญานั้น…ยังไม่สิ้นสุด…” สายพิณกลั้นหายใจ กล้าที่จะพูด “ฉันสัญญาว่าจะไม่ทิ้งใคร—จะไม่หลบซ่อนอีก” เงาดำแผดเสียงแล้วค่อย ๆ สลายกลายเป็นหมอกเบาบาง
แสงไฟกลับคืนมาอีกครั้ง เสียงระบบต่าง ๆ ทำงานเป็นปกติ แม้บรรยากาศจะยังหม่นหมองแต่ความตึงเครียดผ่อนเบาลง ดร.เกรียงไกรเดินเข้ามาด้วยสีหน้าครุ่นคิด “เธอ…เลือกถูกแล้ว” คำพูดสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยนัยยะ
วันรุ่งขึ้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์แสดงว่าซินและคนที่หายไปไม่ได้จากไปอย่างแท้จริง หากแต่ ‘ค้างอยู่’ ในระหว่างมิติอันเย็นเยียบ คล้ายยังมีบางส่วนของพวกเขาหลงเหลือในสถานีนี้ สายพิณมองออกไปนอกกระจก เห็นเงาเล็ก ๆ ของเพื่อนยิ้มให้ พลางกระซิบ “ขอบใจ” เธอยิ้มหวานแม้น้ำตาคลอเบ้า
ในที่สุดเสียงกระซิบในยมธาราก็หายไป เหลือไว้แต่ความกล้าและการให้อภัย—ต่อผู้อื่น และต่อหัวใจของตนเอง