คืนลวงบนเกาะมรณา
เสียงโทรศัพท์ในห้องพักเก่า ๆ ดังขึ้นแทรกสายลมแรงจากนอกหน้าต่างกระจกฝ้า ปันวางหนังสือเรียนในมือ ก้าวย่องเบา ๆ ไปหยิบเครื่องรับด้วยมือที่ชื้นเหงื่อ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฮัลโหล…?” ปันเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเล ใบหน้าเด็กหนุ่มเหนื่อยล้าจากการอ่านหนังสือมาทั้งวัน มิ้น เพื่อนร่วมหอหมายเลข 2 วิ่งออกจากห้องอย่างตกใจ “ใครโทรมาดึกขนาดนี้?”
เสียงจากปลายสายก้องต่ำ “ปัน ระวังอย่าออกไปคืนนี้…” สิ้นประโยคก็มีเสียงขาดหาย แล้วโทรศัพท์ก็ดับสนิท ปันยืนนิ่ง ขนลุกเกรียว มองหน้ามิ้นที่ตามเข้ามา “ใคร?” มิ้นถามเบา ๆ
“ไม่รู้ แต่มันแปลกมาก เหมือนจะขู่มากกว่าห่วง…” ปันกระซิบ ก่อนแสงไฟหน้าเกาะวูบวาบ ฟ้าร้องและพายุเริ่มคืบคลานเข้ามา พวกนิสิตที่เหลือในหอทยอยเดินมาผสมโรงในห้องนั่งเล่น คุณริตา เจ้าหน้าที่หอดูแล รีบรวบยอดกลุ่ม “คืนนี้อย่าออกจากอาคาร เข้าใจนะ! ตั้งแต่เมื่อเย็น เต้เพื่อนเราเพิ่งหายไป…”
กลิ่นความหวาดกลัวลอยอวล คู่กับเสียงคลื่นกระแทกฝั่ง อิงฟ้า สาวร่วมหอตาเข้มพูดตัดบท “ตกลงเมื่อคืนใครเป็นคนเห็นเต้คนสุดท้าย?” เสียงจัตวาย้อยต่ำ “น่าจะเป็นเรา เต้เดินไปชายหาดคนเดียว ดูซึม ๆ ด้วย”
ปันเบือนหน้า หลีกเลี่ยงสายตา ทุกคนรู้ว่าเขาไม่กล้าออกไปหลังตะวันตกดินเพราะกลัวความมืดหลังเหตุการณ์ในวัยเด็ก ทุกฉากเงากลายเป็นกับดักในสมองของเขา มิ้นมองปันอย่างเข้าใจ เอื้อมจับมือแน่น “คืนนี้เราจะไม่ปล่อยให้นายอยู่คนเดียว”
เสียงเคาะประตูเบา ๆ สองครั้ง ทุกคนชะงัก สายตาคนร่วมหอย้ายไปมองที่ประตู คุณริตาตั้งท่า “ใครน่ะ?” ความเงียบสั้น ๆ ก่อนเสียงเด็กผู้หญิงคนใหม่ นา ออกมาว่า “ฝันร้ายใช่ไหม?” ไม่มีใครตอบ พวกเขามองกันเองอย่างหวาดหวั่น เหมือนราวกับเงายาวของเกาะกำลังคลี่คลุมทุกชีวิต
ฟ้าคำรามพร้อมเสียงกรีดร้องแว่วมาจากชายหาด ปันยืนแข็ง “เสียงเต้! เราต้องออกไปช่วย!” แต่มิ้นคว้าแขนไว้ น้ำเสียงสั่น “อย่า! เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรที่ข้างนอก…” อิงฟ้ากลอกตา “ถ้าเป็นเรา นายก็ต้องทำแบบนี้ใช่ไหม?”
ความเงียบปกคลุม ทุกคนลังเล คุณริตาตัดสินใจ “พวกผู้ใหญ่จะไปดูเอง เด็ก ๆ อยู่รวมกันที่นี่! ฝ่าออกไปอันตรายเกินไป” กลุ่มแยกเป็นสองฝั่ง เสียงหายใจอัดแน่นทั่วห้อง
ปันก้มหน้าหลบสายตาทุกคน ในสมองหวนนึกถึงเสียงขู่ปลายสายและเงามืดที่ยังมีชีวิตในหัวใจ เลือกนิ่งเงียบท่ามกลางเสียงโต้เถียง
ไม่ทันไร ไฟดับทั่วเกาะ เสียงเครื่องไฟสำรองแผดลั่น เบาบางและหนาวเยือก มิ้นกอดตัวเอง อิงฟ้าเดินวน “มีอะไรที่เราไม่รู้หรือเปล่านอกเกาะนี้?”
ปันอยากหนีแต่ขากลับขยับไม่ได้ น้องนาเดินมาแนบข้างพูดแผ่ว “คืนนี้เหมือนเดิม…บางอย่างจะกลับมาเอาใครไปอีกคน”
ปันสะดุ้ง มิตรภาพถูกโยนทิ้ง เป้าหมายแรกคือเอาตัวรอด ท่ามกลางเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างความรักกับความลับ ทุกสายตาเห็นความกลัวในกันและกัน เพื่อนจะกลายเป็นศัตรูหรือผู้ช่วย รุ่งเช้าจะเหลือใครบ้าง?
เสียงครูประจำเกาะกลับมา คนเดียว เปียกปอนไปทั้งร่าง “ที่ชายหาด มีแต่รอยเท้า…รอยเดียว” มือสั่น ๆ กำกระเป๋าแน่น คุณริตาเช็ดหน้าด้วยมือสั่น
คืนต่อมายังคงดำเนินด้วยความหวั่น ทั้งหมดประชุมกันในห้องโถง ตกลงตั้งเวรยาม ปันเสนอ “เราต้องสู้กลับ ถ้าอะไรบางอย่าง…มาจริง” เสียงทะเลพัดใส่หน้าต่าง เสียงขู่ในหัวจี้ซ้ำ
อิงฟ้าขวาง “จะสู้กับอะไร? ผี? ฆาตกร? นายหยุดเพ้อก่อน…” จัตวาเสริม “หรือจริง ๆ แล้วฝีมือคนในกลุ่มเรา?” ทุกคนหันหากัน เพื่อนที่ไว้ใจเสมอแปรเปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้าในคืนอันลึกลับ
คืนนั้น นาเดินออกจากหอพักอย่างเงียบ คนเดียว ปันเห็นจากหน้าต่าง พลั้งปาก “นาไปไหน!” อิงฟ้าฉุดมือ “อย่าออกไปนะ!” แต่ปันเมิน รีบคว้าไฟฉาย กระโจนฝ่าความมืดออกไปตามนา มิ้นกับจัตวาตามมาแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
สายลมจากทะเลพัดแรง เสียงฟ้าร้องถี่ ๆ นาเดินเร็วผิดปกติ เข้าไปในป่าด้านหลังหอพัก ปันเรียก นิ้วสั่น “นา หยุดเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น เงาขาวพริบไหว แหวกม่านต้นมะพร้าว นาพลันล้มลงกับพื้น ร้องไห้ “พวกมันจะเอาเราไป!” ปันพยายามลากนากลับ มิ้นกระโดดเข้ามาช่วย เท้าที่เปียกลื่น เสียงสุ่มในพงหญ้าทำให้ทั้งกลุ่มหยุดนิ่ง ยินเสียงกระซิบลึกลับ
“อย่าให้ไฟดับ…” เสียงนั้นดังไม่รู้ต้นตอ ทุกคนเร่งกลับหอพัก ทำหลอดไฟสำรอง น้ำตานาไหลอาบแก้ม “เรารู้ปมนี้มานานแล้ว…ทุกปิดเทอมต้องมีคนหายไป แต่นี่…คืนนั้น…เห็นเงาเดินเข้าป่า คนละคนกับเต้”
จัตวาเดินตรงประชิดนา “พูดจบซะ ว่าเงานั้นคืออะไร?” นาสะอื้นเสียงขาดห้วง “มันเคยเป็นเด็กผู้หญิง…แต่ตอนนี้…เราไม่แน่ใจแล้ว”
อิงฟ้าเขยิบเข้า ลมหายใจหอบ “เรายังมีเวลาพิสูจน์ คืนนี้ยังเหลืออยู่…”
การเผาผลาญแสงเทียนและเอาไฟฉายแตะรอบหอพักหลอมกลุ่มเข้าด้วยกัน จิตใจตึงเครียด แต่มิตรภาพใหม่ค่อย ๆ งอกขึ้นกลางวิกฤต ปันซึ่งกลัวความมืดมาตลอดเริ่มลุกขึ้นจัดเวรยามด่านหน้า นำกลุ่มอย่างเงียบ ๆ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นกว่าทุกคืน
รุ่งสาง ปันเห็นก้อนกระดาษเสียบใต้ประตู “จำไว้ ความกลัวจะชนะทุกอย่าง” ตัวอักษรเขียนด้วยทั้งหยดน้ำและร่องรอยดิน ปันนำไปให้ทุกคนดู เสียงอิงฟ้าสั่น “นี่มันบ้าชัด! มีใครล้อเล่นอยู่ในหอ?”
มิ้นเบาเสียง “เราว่าไม่ใช่คนใน…บางอย่างในเกาะนี้ ไม่ต้องการให้พวกเราออกไป” จัตวาทำหน้าหนักใจ “ความลับของแต่ละคน…คืนนี้อาจถึงคิวเราบ้าง”
ขณะเดียวกัน ปันอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองก็มีบาดแผลที่ปิดซ่อน ความกลัวความมืดในใจลึกกว่าใคร แม้แต่จะบอกความจริงตรง ๆ ยังไม่กล้า
ในคืนนั้น พายุทะเลโหมกระหน่ำอีกครั้ง ทุกคนรวมตัวในห้อง กลัวเกาะจะขาดการติดต่อข้างนอก มิ้นเฝ้ามองหน้าปัน “ถ้าพรุ่งนี้ยังหายไปอีกคน…จะทำยังไง?” ปันไม่ตอบ นั่งนิ่งหลบตา
แสงจากระเบียงกระพริบ มีเงาคนเดินทอดร่างยาวลาง ๆ อิงฟ้าเอี้ยวข้อมือหยิบมีดพก เดินเบา ๆ ออกไป มิ้นตาม ปันลังเล แต่ก็ออกไปด้วย ความกลัวในใจไหลบ่า
ประตูกระแทกเปิด ฉับพลัน อิงฟ้าถูกใครบางคนผลักล้ม เสียงรองเท้าข่วนพื้นดังยาว ทุกคนกรูตามเสียงนั้นไปหน้าหอ พบเต้…ซูบผอม เสื้อผ้าเปื้อนดินและคราบเลือดจาง ๆ สายตาเต้าว่างเปล่าเย็นยะเยือก
อิงฟ้าถาม เสียงดุ “เต้! เกิดอะไรขึ้น?” เต้ไม่ตอบ แต่อ่านปากว่า “อย่าออกไปตอนนี้…เงาสีขาว…อยู่กับพวกเรา”
เงาคลุมตัวเต้ ยืนแข็ง ฝ่ามือติดแน่นพร้อมบีบแน่นกว่าเดิม คุณริตารีบเข้ามาคั่น “ฟังเต้! พวกเธอจงอยู่ในแสง หากไฟดับ…จะไม่มีใครเหลือ”
นาเริ่มร้องไห้สะอึก มิ้นกอดปันแน่น ปันกล้ากว่าเดิม คำพูดของเต้และทุกเหตุการณ์สะท้อนใจ ได้เวลาที่เขาต้องเผชิญความกลัวเพื่อช่วยทุกคนจริง ๆ
กลุ่มทุกคนลงความเห็นจุดไฟเฝ้ายามจนสว่าง ยามดึกอิงฟ้าแข็งใจถามปัน “นายเคยกลัวมากสุดคืออะไร?” ปันยิ้มเจื่อน “กลัวความมืด เพราะมืดคือพื้นที่ให้จินตนาการทุกอย่างที่เราไม่ควบคุม”
อิงฟ้าสบตา “บางทีความกลัวก็ช่วยให้เรารอดได้นะ ถ้ามันทำให้เราไม่ยอมตายง่าย ๆ” ทั้งสองยิ้มบาง ๆ พายุยังคงคำราม
รุ่งขึ้น คุณริตาขึ้นเรือออกไปขอความช่วยเหลือ ปันนำทีมตรวจสอบรอบเกาะ หาเบาะแสเจอร่องรอยใครสักคนขุดหลุมใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้ชายหาด ค้นพบซากตุ๊กตาเด็กเน่า ๆ นารีบผงะออก “นี่มัน…ของยายพูดเอง ว่าเป็นของเด็กที่ตายเมื่อสิบปีก่อน”
เสียงฟ้าคำราม ทุกคนตกตะลึงกับความจริงเก่า ปันย่อกายดูใกล้ ๆ มือเขาเปื้อนโคลน เย็นเยือกกว่าเดิม สายตาเริ่มมุ่งมั่น “ความกลัวแบบนี้…ไม่ได้ฆ่าใคร แต่มันปล่อยให้ ‘บางอย่าง’ ในใจเราเดินออกมา”
ณ คืนสุดท้าย ทุกคนรวมตัวในห้อง เดินสายไฟฉุกเฉินจนทั่ว เสียงเครื่องไฟสำรองอ่อนแรงลง มิ้นพูดขึ้นเบา ๆ “ปัน นายกล้าเผชิญคืนนี้จริงไหม?”
ปันหายใจลึก ตอบช้า ๆ “กลัว…แต่จะทำเพื่อคนที่เราห่วง” ทั้งกลุ่มยิ้มบาง ๆ น้ำตาเอ่อ ทุกคนพร้อมเผชิญหน้าด้วยกัน
สายลมเย็นยะเยือกพัดประตูเปิดออก แว่วเสียงหัวเราะเด็กหญิงปริศนา เงาเผือกโผล่ผ่านประตู ทุกคนยืนประจันหน้า ปันเอาตัวไปบังเพื่อน ๆ “ถ้าจะเอาใคร…เอาฉัน!” สายตาเขาไม่หลีกหนี แม้มือจะสั่นโหยหาแสงสุดท้าย
เงาขาวหยุดนิ่ง ยังกังวานเป็นเสียงเด็กผู้หญิงอายุราวสิบขวบ “ทุกคืน…ไม่มีใครเห็นฉัน…จนมีใครกล้าหันมามองตรง ๆ” สายตาเธอสบกับปัน จนเงาค่อย ๆ จางจางจนหายไปกับสายลม เทียนในมือทุกคนยังลุกวาว
เช้าสุดท้าย อากาศสงบลง เรือเจ้าหน้าที่เทียบท่า คุณริตากลับมา นำเจ้าหน้าที่เข้ามารับทุกคน ปันยืนกลางแดด รู้สึกถึงความกล้าครั้งแรก ไร้เงาเด็กหญิงผู้โดดเดี่ยวคอยหลอกหลอน กลุ่มเพื่อนร่ำลากันด้วยน้ำตา
มิ้นยิ้มเจื่อน “คงไม่มีใครลืมอีกใช่ไหม?” ปันยิ้ม “คืนนี้เราเอาชนะความกลัวในตัวเองแล้ว อย่างน้อยเราก็ได้เพื่อนแท้กลับไป”
กล้องค่อย ๆ ซูมออกจากเกาะ เงาเด็กผู้หญิงปรากฏ ณ ขอบหาดเป็นวินาทีสุดท้าย ก่อนจะละลายไปกับแสงตะวัน โล่งใจและงดงาม เงื่อนไขแห่งความกลัวถูกจบลง ณ ที่แห่งนี้