ลมหายใจสุดท้ายที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงไม้กวาดเสียดพื้นในสตูดิโอศิลปะยามค่ำ บรรยากาศคละคลุ้งด้วยกลิ่นสีอะคริลิคและเทอร์เพนไทน์ ต้น นั่งเขียนภาพสีน้ำมันในมุมห้อง ดวงตาเหม่อลึก สองมือขยับช้า ๆ พลางหรี่ตาลง คิ้วขมวดราวกับความคิดไม่เคยหยุดวนเวียนอยู่ในหัว แต่แล้วเสียงประตูดัง “แกร๊ก” ทำให้ทั้งห้องชะงัก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ญารินก้าวเข้ามาพร้อมลมหายใจแรง ทางเดินยาวท่ามกลางเงาสะท้อนจากโคมไฟแสนหม่น เพื่อนอีกสามคนคือ เฟิร์น เปรม และฟิวส์ กำลังทุ่มเทกับผลงานของตัวเอง ฟิวส์ชะโงกหน้ามองญารินแล้วพูดเบา ๆ “มาช้าอีกแล้วนะ หัวหน้าโปรเจกต์ของเรา” เสียงหัวเราะแฝงความเหน็บแนม ฟิวส์เหลือบตาเสไปทางเปรมที่ยังคงตั้งใจแต่งสี
เฟิร์นง่วนอยู่กับผ้าฝ้ายบนเฟรม เธอกัดริมฝีปากเหมือนกำลังแบกปัญหาหนัก ๆ ญารินถอนใจ วางกระเป๋าบนเก้าอี้ “ขอโทษ รถติดนิดหน่อย” น้ำเสียงเคร่งขรึมไม่สบตาใคร เธอปิดบันทึกสเก็ตช์แล้วเดินมาตรงกลาง โต๊ะกลมที่ทุกคนนำภาพมาโชว์ เมื่องานศิลปะถูกวางตรงหน้า แต่ละคนมีทั้งรอยยิ้มและรอยลับในแววตา
เปรมค่อย ๆ เงยหน้า สีหน้าเหนื่อยล้า “ญาริน เรามีเรื่องจะคุย…” เสียงของเปรมเบาเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง ญารินชะงักเพียงครู่ “เดี๋ยวคืนนี้ค่อยว่ากัน ขอทำพอร์ทเสร็จก่อน” สิ้นเสียงนั้น กลุ่มก็แยกย้ายไปทำงานในมุมต่าง ๆ ของห้อง
เวลาผ่านไป ไฟในสตูดิโอจางลงอีก เมื่อเฟิร์นเดินผ่านห้องเก็บอุปกรณ์กับฟิวส์ ที่กำลังเถียงกันเรื่องการคัดเลือกผลงาน “เธอคิดว่าของใครจะได้รางวัลปีนี้” ฟิวส์กระซิบถามท่ามกลางความเงียบ เฟิร์นหลับตาราวกับไม่ใส่ใจ “ถ้าไม่ใช่ของญาริน ก็คง…” เฟิร์นไม่พูดต่อ แต่เพียงแค่สบตากัน ทั้งคู่ก็รับรู้อะไรบางอย่างจากอีกฝ่าย
จู่ ๆ เปรมก็หายไปจากห้องกลางค่ำคืน โต๊ะสีถูกทิ้งร้างไว้ เพียงขวดสีเปิดฝาอยู่ ญารินเดินวนหาตามห้องน้ำและมุมมืด “ใครเห็นเปรมบ้าง?” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย ความกังวลวาบเข้ามาในอากาศ ฟิวส์มองไปรอบห้องเรียกชื่อเปรมเบา ๆ เงามืดปลุกความกลัวที่ฝังลึกในแต่ละคน
ญารินหยิบโทรศัพท์จะโทรหาเปรม แต่ไม่กล้า พอจะกดเบอร์ก็นิ่งอยู่อย่างนั้น มือสั่น เปลือกตากระพริบถี่ สองขาแทบไม่กล้าขยับออกไปค้นหาด้านนอก ฟิวส์ถอนใจ “หรือว่าเขากลับบ้านไปแล้ว” เสียงเบา แต่ไม่มีใครตอบรับ ต่างคนต่างนิ่งเงียบ คนละมุม
เฟิร์นเดินไปหยุดที่หน้าต่าง กระซิบกับตัวเอง “เปรมไม่เคยกลับก่อนนี่นา…” ดวงตาเต็มไปด้วยเงาแห่งความไม่สบายใจ เธอลูบแขนตัวเองพลางปรายตามองญาริน
คืนนั้น ไม่มีใครกล้ากลับบ้าน ทุกคนตัดสินใจนอนในสตูดิโอ ความอึดอัดค่อย ๆ ก่อตัว ต้นนอนหลับตาแต่ขมวดคิ้วเหมือนรอคำตอบ เฟิร์นเอาผ้าห่มคลุมตัวแล้วกระชับใกล้ญาริน “เกิดอะไรขึ้นกับเปรมกันแน่” เฟิร์นกระซิบ ญารินส่ายหน้าช้า ๆ เงียบงัน มองเพดานในความมืด
รุ่งเช้า ทุกคนตื่นในสตูดิโอ อากาศชื้นหนาว ต้นออกไปสูบบุหรี่ที่ทางเดิน เฟิร์นเดินเข้ามาหยิบงานของเปรมดู พลันเจอเศษกระดาษบันทึกของเปรมใต้โต๊ะ ญารินชะเง้อดู แต่แกล้งเมิน ก่อนเงียบ แล้วเอ่ยเสียงสั่น “อ่านดูสิ…” ฟิวส์รับไปอ่านให้ ทุกบรรทัดคือคำสารภาพผิดหวัง กดดัน และความไม่ไว้ใจที่เปรมมีต่อกลุ่ม
ญารินหน้าซีดลง เฟิร์นชิงพูดขึ้น “เปรมเขียนถึงใคร? อะไรคือ ‘ความลับ’ ที่เขาต้องเก็บ?” ต้นเงียบอยู่สักพัก พลางพูดขึ้น “อาจเพราะแรงกดดัน ทุกคนต่างมีอะไรที่ไม่อยากให้ใครรู้…”
เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาตรวจงาน เด็ก ๆ ต่างแสดงสีหน้าประหม่า ญารินฝืนยิ้มต้อนรับอาจารย์ “เมื่อคืนมีใครเห็นเปรมไหมคะ?” อาจารย์ชะงัก สายตากวาดมองสำรวจ “ไม่ได้เจอนะ ญาริน” อาจารย์หันไปเปิดแฟ้ม แต่ลอบสังเกตท่าทางเด็ก ๆ อย่างเคลือบแคลง
บ่ายวันนั้น ตำรวจเข้าตรวจสอบสตูดิโอหลังมีแจ้งคนหาย เฟิร์นหลบสายตาเมื่อตำรวจซักถาม ญารินพยายามนิ่งแต่ท่าทางกระวนกระวาย ต้นพูดเสียงเบา “เขากลัวอะไร เราเองก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดความจริงดีไหม…” ฟิวส์จ้องต้น “หมายความว่ายังไง?”
ท่ามกลางการสอบสวน ญารินแอบเปิดมือถือดูข้อความจากเปรมเมื่อคืนสุดท้าย เขียนเพียงประโยคเดียว “คืนนี้จะบอกความจริง อย่าเพิ่งตัดสินใจแทนเรา” ญารินแอบน้ำตาไหล มือกำโทรศัพท์แน่น เธอไม่พูด ไม่ยอมเล่าให้ใครฟัง
กลางดึก ต้นนั่งวาดภาพเงียบ ๆ จู่ ๆ เฟิร์นเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ สายตาทั้งสองจับจ้องกัน “นายเองใช่ไหมที่บีบให้เปรมเปลี่ยนงานวันสุดท้าย?” ต้นหลบตา กัดปาก กลัวความผิด “เรา…เราคิดว่าถ้าเขาเปลี่ยน เขาจะสอบไม่ผ่าน” ต้นเสียงเครือ เฟิร์นไม่ว่าอะไร เพียงแต่น้ำตาคลอเบ้า
ฟิวส์นั่งอยู่ที่บันไดคนเดียว ค่อย ๆ โทรหาแม่พร้อมเสียงสะอื้น “แม่ ถ้าเปรมไม่กลับมา เราต้องทำไง…” ปลายสายนิ่ง ยินเสียงลมหายใจเท่านั้น
วันถัดมา กลุ่มยังต้องประชุมงานในขณะที่ความอึดอัดเข้ามากลืนกิน ญารินพูดในที่ประชุม “ถ้าเปรมยังไม่กลับ เราก็ต้องไปแจ้งผู้ปกครองแล้ว…” ต้นพูดสวน “กลัวอะไรกันแน่ ญาริน หรือกลัวว่าความลับจะหลุด…” ญารินขบกราม สบตาต้นแรงแต่ไม่พูดอะไร
ความตึงเครียดระหว่างต้นกับญารินเพิ่มขึ้น ฟิวส์กลายเป็นคนกลาง เฟิร์นพยายามประสานรอยร้าวด้วยการเล่าเรื่องตลกเก่า ๆ แต่กลับไม่มีใครขำ เงียบและเย็นยะเยือก
คืนนั้น ญารินฝันเห็นภาพเปรมในห้องมืด เสียงกระซิบ “คืนนี้จะบอกความจริง” เธอสะดุ้งตื่น ร่างกายเปียกเหงื่อ หายใจหอบเหนื่อย เธอคว้าโทรศัพท์และข้อความเดิมที่เปรมส่งมา ทำให้อารมณ์ถาโถมเข้ามาแทนที่
วันรุ่งขึ้น อาจารย์ประกาศตัดสินผลงาน ญารินคว้าสเก็ตช์ของเปรมขึ้นมาโชว์ “นี่ผลงานของเปรม ไม่ควรถูกลบ เราทุกคนต้องรับผิดชอบ” เธอพูดเสียงสั่น ต้นนิ่ง เฟิร์นหลบหน้า ฟิวส์หลั่งน้ำตาต่อหน้าอาจารย์
ตำรวจค่อย ๆ ขุดประวัติเก่าของแต่ละคน เปรมเคยเป็นเด็กที่โดนกลั่นแกล้งมาก่อน ทุกคนที่นี่ล้วนเคยมีประวัติขัดแย้งกับเขา ญารินถูกบีบให้สารภาพ “เรากลัวว่าเปรมจะแฉเรื่องเราลอกไอเดียเขา…” น้ำตาเธอร่วง อาจารย์เดินเข้ามาโอบไหล่
ต้นเอามือลูบผลงานตัวเอง สีหน้าสำนึกผิด เขาสารภาพกับกลุ่ม “เราบอกเปรมเมื่อคืนให้เงียบ ไม่อย่างนั้นเราจะเอาคลิปเขาที่แอบล้อคนอื่นไปปล่อย” ทุกสายตาหันมาจ้องเขาด้วยความสลด ฟิวส์ทิ้งศีรษะลงบนโต๊ะ
เฟิร์นย้อนมองอดีตตัวเอง “เราตะโกนใส่เปรมตอนนั้น เพราะกลัวจะเสียรางวัล แต่ไม่คิดว่าเขาจะหายไปจริงๆ” น้ำตาเอ่อล้นแววตา ญารินเดินเข้าไปกุมมือเฟิร์น “พวกเราผิดกันทุกคน”
ฟิวส์ค่อย ๆ เปิดใจ “ตอนเปรมขอปรึกษา เราตัดสายทิ้ง กลัวโดนขอให้ช่วยแก้ปัญหาให้…” บรรยากาศเงียบเย็นญารินเม้มปาก จ้องมองผลงานที่เปรมฝากไว้อย่างเศร้าสร้อย
วันตัดสินรางวัลมาถึง ไม่มีใครเบิกบาน ไม่มีเสียงเชียร์ รางวัลตกเป็นของกลุ่ม รวมถึงเปรมด้วย ญารินขึ้นรับแต่ถือสเก็ตช์ของเปรมไว้แนบอก
อยู่ ๆ เปรมก็ปรากฏตัวเดินเข้ามาช้า ๆ ภายใต้สายตาอึ้งตะลึง เขาพูดเสียงเครือ “เราทบทวนตัวเอง และมองเห็นว่าคนรอบข้างต่างกดดันเราจนเราต้องหายตัวไป เราอยากกลับมา แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะให้อภัยกันได้ไหม”
ทุกคนสายตานิ่งงัน ญารินเอ่ยเบา ๆ “เปรม เราขอโทษที่ลอกไอเดีย” ต้นสารภาพ “ขอโทษที่ขู่” ฟิวส์น้ำตาคลอ “ขอโทษที่ไม่รับฟัง” เฟิร์นสบตา “ขอโทษที่อิจฉา”
เปรมไม่ตอบ เขานั่งลง วางภาพเขียนของตัวเองไว้กลางวง “ทุกคนเจ็บเท่าๆ กัน เราจะทำเป็นลืมหรือจะขอโอกาสใหม่”
ญารินเงียบ ก่อนยื่นมือกุมมือของเปรม “เรายินดีรับกรรม และจะเริ่มใหม่” ต้น ฟิวส์ เฟิร์น รวมมือเข้าด้วยกัน ความเงียบเต็มไปด้วยการให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่
อาทิตย์ฉายส่องกระจกสีสตูดิโอ บนโต๊ะคือภาพวาดใหม่ของทุกคน ไม่มีใครเหมือนเดิมอีก ญารินมองดูเปรมที่กำลังวาดรูปใหม่ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า เป็นจุดเริ่มต้นของลมหายใจที่ดีกว่า ทิ้งฉากสุดท้ายของความเงียบที่เปี่ยมด้วยความหวังในสตูดิโอศิลปะแห่งนี้