คืนลมหายใจบนสถานีสุริยะ
เสียงร้องแจ้งเตือนดังแหวกอากาศนิ่งของสถานีอวกาศซึ่งโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในประวัติศาสตร์ ไอรินวัยสิบแปดปีสะดุ้งจากโต๊ะทำงาน วิ่งออกจากห้องไปคว้าหมวกนิรภัย คำถามโผล่ในใจทันที — มันจะเป็นแค่อีกการซ้อม หรือเป็นของจริง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อรรถชัย พ่อของเธอ วิศวกรหลักของสถานี โผล่มาจากผนังทางเดินตรงกลางท่ามกลางแสงฉุกเฉินสีส้มเข้ม “ไปห้องควบคุม!” เสียงเขาตัดสั้น ฝืนปลดล็อกอะไรบางอย่างในสายตาขรึม เมื่อเจอหน้าลูกสาว เขาตะโกนซ้อนกันกับคอมที่นับเวลาถอยหลัง
ทั้งสองพุ่งเข้าห้องควบคุมด้วยท่าทางว่องไวและประสาทตึงเครียด ไอรินเปิดจอมอนิเตอร์ เห็นภาพภายนอกเลนส์ — ฝุ่นสะเก็ดดาวพุ่งชนแผงโซลาร์เซลล์จนไฟกระตุก ชุ่มเหงื่อแต่เงียบกริบ เธอฝืนท่องในหัวถึงขั้นตอนโปรโตคอลภัยพิบัติ โรงเรียนฝึกมาไม่พอรับมือกับพ่อลูกที่ไม่ได้คุยกันมากว่าสองเดือน
“เช็คสถานะพลังงาน” อรรถชัยออกคำสั่ง ดวงตาเฉียบเฉือนแต่ริมฝีปากสั่นพริ้ว ไอรินตรวจค่าบนจอ รู้อยู่แล้วว่าไม่ดี “เหลือไม่ถึง 15% ระบบช่วยชีวิตอีกแค่ 5 ชั่วโมง” เธอกัดฟัน
ไฟห้องมืดวาบ สว่างอีกครั้งสลับจังหวะระส่ำ อรรถชัยควบคุมจังหวะฝีเท้าให้แน่นทุกย่างก้าว ขณะเดินไปสำรวจตู้ควบคุม “ยังจะเถียงพ่อเรื่องโครงการย้ายถิ่นอีกมั้ย” เสียงเขานุ่มลงอย่างไม่เต็มใจ ไอรินนิ่งเหมือนมีใครเอามือกดหัว สองคนจ้องกัน — อากาศแน่นทึบยิ่งกว่าแอร์ที่ใกล้ดับ
ฉับพลัน แรงระเบิดเบา ๆ จากฝั่งขวาของสถานีสั่นไหว อุปกรณ์หลุดหล่นจากชั้นวางเข้าใส่พื้นอย่างแรง ไอรินโซเซ เกือบล้ม อรรถชัยคว้าแขนลูกไว้ได้ทัน ทั้งคู่หายใจแผ่วพร้อมแรงสั่นระริกที่ส่งต่อกัน
“แม่เคยบอกว่า…คนเราต้องยอมรับอดีตให้ได้” ไอรินพึมพำ เสียงเหมือนล่องลอยในสุญญากาศ อรรถชัยไม่สบตาลูก มือที่เคยแน่นเริ่มคลายออกเล็กน้อย
“ถ้าย้ายถิ่นเมื่อวาน พ่อกับลูกคงไม่ติดอยู่ที่นี่…” เขายอมรับเบา ๆ กล้ำกลืนถ้อยคำ
เงียบอีกครั้ง หูได้ยินเพียงเสียงชีพจรตัวเองกับเครื่องเตือนที่ดังเป็นระยะ ในมุมห้อง มีตู้ขนาดใหญ่ล๊อกอยู่ นั่นคือแคปซูลเอาชีวิตรอด มีได้แค่ที่นั่งเดียว ทั้งคู่เลี่ยงมองมัน
“พ่อไปซ่อมแผงโซลาร์เซลล์ ลูกดูค่าการไหลของอากาศ…” อรรถชัยเอนตัวไปหยิบเครื่องมือแล้วหายไปทางประตู ไอรินนั่งนิ่ง น้ำตาคลออยู่แต่ยังไม่ไหล เธอพิมพ์ข้อมูลลงระบบ มือสั่นจนอักษรหยุดนิ่งบนคีย์บอร์ด
ขณะก้มหน้า ไอรินเปิดไฟล์เสียงเก่าของแม่ ฟังคำพูดแผ่วเบา “อย่ากลัวการให้อภัย…แม่เชื่อในลูก” มือผ่อนคลายเล็กน้อย ความคับแค้นในใจพลิกผันเป็นคลื่นซัดสับสน
ด้านนอก แผงโซลาร์เซลล์ไหม้เกรียม อรรถชัยไต่เชือกนิรภัยไปถึงขอบ ท้องฟ้ารอบสถานีเต็มไปด้วยฝุ่นระยิบระยับราวกับถูกขังในถ้ำเพชร เขาสอดไขควงเข้าอุปกรณ์ เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก นึกถึงคำพูดลูกเมื่อเดือนก่อน “พ่อกลัวหนูจะเหมือนแม่ กล้าพอที่จะจากไป”
เขาเหม่อมองอวกาศ “อาจใช่” เสียงในใจตอบ แต่ก็ไม่มีทางปล่อยมือจากลูกในคืนนี้ได้เด็ดขาด
เสียงพายุสุริยะดังขึ้นเป็นคลื่นเบา ๆ ไอรินในห้องควบคุมมองหน้าจอเห็นค่ารังสีพุ่งสูงขึ้นทุกวินาที ลมสุริยะกระหน่ำกระแทกโครงสร้างสถานี เธอกัดเล็บ มือเหงื่อชุ่ม
“พ่อ รีบกลับเข้ามา!” เสียงเธอกัมปนโซเบา ๆ ผ่านวิทยุ มีชุดของความกังวล ความกลัว และสิ่งที่อยากจะพูดแต่พูดไม่ได้
อรรถชัยแทรกตัวเข้าห้องได้ในนาทีสุดท้าย ขีดพลังงานขยับขึ้นแค่ 3% เขาล้มลงข้างประตู เหน็ดเหนื่อยและโล่งใจในเวลาเดียวกัน ไอรินเข้าไปนั่งใกล้ มองตาพ่อ ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ บทสนทนาเงียบยาวที่สุดก็เริ่มขึ้น
“ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมา โลกข้างล่างคงหมุนต่อไปใช่มั้ยคะ” เสียงลูกนุ่มนวลจนแตก
“โลกจะหมุนต่อไป…แต่หัวใจพ่อหยุดอยู่ที่นี่” คำของอรรถชัยเป็นประกายในความมืด ไอรินวางมือลงบนมือพ่อเป็นครั้งแรกในรอบปี ไม่ใช่เพราะภัยพิบัติ แต่เพราะใจตัวเองกำลังขอให้มีใครอยู่ตรงนี้จริง ๆ
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้คือผู้นำสถานีติดต่อมาจากสำนักงานใหญ่ สัญญาณขาด ๆ หาย ๆ แต่ชัดเจน “ค้นหาความเสียหายซ้ำซ้อนบริเวณโมดูลสอง ถ้าไม่แก้ใน 40 นาที ระบบกรองอากาศจะหยุดชะงัก”
“เราต้องไปโมดูลสอง มีทางเดินเฉพาะผ่านซอกระบบระบายร้อนเท่านั้น” อรรถชัยฟันธง ขณะหยิบไฟฉายกับหน้ากาก “ลูกจะไหวเหรอ” เสียงเขาแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยห่วง
“ถ้าอยู่กับพ่อ ฉันสู้…แต่ขอให้เข้าใจหนูหน่อยได้ไหม แค่วันนี้ก็พอ” น้ำเสียงของไอรินกลืนกลางอากาศบาง ๆ ทั้งคู่มองตากัน ก่อนจะเริ่มออกเดินตัวติดกันเป็นเงา
ทางเดินไปโมดูลสองแคบจนไหล่แทบเบียด สีทึบและกลิ่นโลหะเก่าชวนหายใจติดขัด จังหวะเดินขาด ๆ หาย ๆ แต่ไม่มีใครกล้าหยุดปัญหาในใจกลางทาง เงียบ มีแต่เสียงฝีเท้าตัวเอง
ถึงทางแยกซึ่งเต็มไปด้วยสายไฟหลุดลุ่ย อรรถชัยต้องลุยเข้าไปก่อน ขณะนั้นเขาถามเสียงข้างหู “ถ้ารอดกลับโลก ลูกอยากวาดรูปอีกไหม”
“ไม่รู้สิ…บางทีถ้ามีคนมองเห็นมัน” ไอรินตอบสั้น ๆ แต่หวังให้พ่อเข้าใจอะไรลึก ๆ ในใจ
เสียงโลหะพันกันดังพลั่ก ฝุ่นพุ่งขึ้นใส่หน้า ลมแรงผ่านซอกโถง เศษประตูหลุดมาจากแรงอัดอากาศ ไอรินหอบ ฟุ้งซ่านถึงบ้านริมแม่น้ำที่ทิ้งไว้ และรอยยิ้มของแม่ที่เคยมองเธอด้วยความหวัง
ในโมดูลสอง กลุ่มควันลอยปกคลุม เสียงเครื่องกรองอากาศทำงานแปลก ๆ อรรถชัยก้มซ่อมวุ่นวาย ส่วนไอรินตาแดง น้ำตาไหลเงียบๆ ด้วยความกลัว ไม่มีแรงละอาย เธอมือสั่นจนเกือบทำอุปกรณ์ตก อรรถชัยหยุดซ่อม หันมากอดลูกแน่น เพียงเสี้ยววินาทีที่แปรเปลี่ยนระยะห่างทั้งหมดให้หายไป
“ขอโทษ…ที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างหนูตอนแม่จากไป” อรรถชัยสารภาพ ไอรินไม่ตอบ แต่อ้อมแขนกระชับขึ้น ลมหายใจทั้งสองปะปนกันในความมืดสลัว
หลังการซ่อม เครื่องกรองเริ่มกลับมาทำงาน แต่ค่าออกซิเจนยังต่ำกว่าปกติ ต้องสลับระบบบางส่วน ไอรินเสนอเสียงเบา “ให้หนูอยู่ต่อ พ่อไปแคปซูลสิ อย่างน้อยชีวิตพ่อจะอยู่ต่อในโลก”
อรรถชัยเขย่าไหล่ลูก “ไม่มีทาง! พ่อจะไม่ปล่อยลูกอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ไอรินยิ้มเศร้า น้ำตาหยุดไปแล้ว แต่ตาเป็นประกาย
สถานีเงียบงัน ไอรินพาพ่อลงไปที่ห้องแคปซูล ฉากสุดท้าย ณ จุดตัดสินความเป็นความตาย ทั้งสองนั่งข้างแคปซูลสำรอง มีที่เดียวให้รักษาชีวิตทันที หากระบบดับจริง ๆ
“หนูจะเป็นอะไรต่อไปถ้ารอด” อรรถชัยถามเบา ๆ
“เด็กที่รู้ว่าการให้อภัยตัวเองสำคัญที่สุด…” ไอรินตอบยิ้มเล็กน้อย สุ้มเสียงข้างในกลับหนักแน่นขึ้นอย่างไม่เคยเป็น
เวลานับถอยหลังจวนหมด ทั้งคู่ประคองกันนั่งจ้องจอโฮโลแกรมที่กระพริบแสงจาง ๆ อรรถชัยลูบผมลูกสาว เขากระซิบ “ถ้าต้องเลือก…อย่าเสียใจกับการรักตัวเองและให้อภัยพ่อ”
เสียงเครื่องช่วยชีวิตดับวูบในที่สุด ทุกอย่างนิ่งงัน ไอรินซบพ่อ กระซิบเงียบ ๆ “ขอบคุณที่เลือกอยู่ จนถึงนาทีสุดท้าย”
แสงแรกจากโลกส่องผ่านกระจกหน้าโมดูลเมื่อทีมกู้ภัยแตะเท้าบนสถานีในเช้าวันใหม่ อากาศบางปะทะใบหน้า ไอรินลืมตาช้า ๆ รู้ตัวว่ารอดแล้ว มือยังจับมือพ่อไว้แน่น เธอหายใจลึก ๆ ดูเหมือนลำแสงใหม่ในหัวใจ…คืนลมหายใจบนสถานีสุริยะเกิดขึ้นอีกครั้งในสองคนผู้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป