คำสัญญาในวันฝนพรำ
สายฝนโปรยปรายลงมาทั่วมหาวิทยาลัย เสียงหยดน้ำตกกระทบหลังคาสังกะสีดังสะท้อนในห้องสมุดเงียบสงบ บัวนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง หนังสือวางกองอยู่ข้างมือแต่สายตาเหม่อมองหยดน้ำบนกระจกมากกว่า เธอถอนหายใจเบา ๆ ยกมือเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดเล็ก ๆ ที่เธอไม่เคยให้ใครเห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ข้างนอก นทีรีบวิ่งมาหลบฝนใต้ชายคาตึกวิทยาศาสตร์ เขาสะบัดหยดน้ำออกจากผม ลมหายใจหอบเล็กน้อยจากการวิ่งแต่น้ำเสียงแฝงความสดใสขณะพูดกับเพื่อนสนิท “วันนี้แม่เราส่งข้าวกล่องมาด้วย แบ่งไหม?”
สมชาย เพื่อนสนิทนทีหัวเราะ “แบ่งเถอะ ขอไข่เจียวเยอะ ๆ”
ในขณะที่สองคนนี้หัวเราะ บัวเหลือบตามองผ่านกระจกเห็นฉากแบบนั้นประจำ เธอเคยเป็นเพียงผู้สังเกตอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดกับนทีโดยตรง ทั้ง ๆ ที่ใจจริงอยากทำมากเพียงใด
บัวเดินออกจากตึก มุดร่มเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ เธอก้าวพลาด น้ำกระเด็นใส่กางเกงจนเฉอะแฉะ หยุดยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง
เสียงนทีดังขึ้นข้างหลัง “ต้องการร่มไหม?”
เธอสะดุ้ง หันไปสบตากับเขา นทีถือร่มสีฟ้าอ่อนอยู่ รอยยิ้มเปิดเผยแต่สายตาเหมือนอ่านความรู้สึกเธอออก
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเราจะรีบวิ่งไป” น้ำเสียงบัวสั่นนิด ๆ
“ถ้าลื่นล้มจะไม่คุ้ม” นทีขยับร่มมาบังหัวเธอ พากันเดินช้า ๆ ไปยังป้ายรถเมล์ ไม่มีใครพูดอีกพักใหญ่ ความเงียบระหว่างเสียงฝนคลอไปตามทางเดิน
ท้ายที่สุด นทีพูดขึ้น “เราเห็นเธอนั่งเงียบ ๆ ที่ห้องสมุดบ่อย ๆ ชอบอ่านหนังสือเหรอ?”
บัวพยักหน้า ไม่กล้ามองตรง ๆ “คิดว่าหนังสือมันปลอดภัยกว่าการคุยกับคน”
นทีหัวเราะเบา ๆ เสียงขลุกขลัก “แต่การคุยกับคนก็สนุกดีนะ อย่างน้อยก็ไม่เปียกฝนคนเดียว”
ประโยคนั้นเบาแต่ลึก บัวเม้มปาก ยิ้มนิดหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ สองคนเดินด้วยกันราวกับโลกทั้งใบถูกขับออกไปชั่วคราว
หลังจากวันนั้น นทีเริ่มชวนบัวคุยบ่อยขึ้น บางวันก็ยื่นขนมให้ บางวันก็นั่งข้าง ๆ สอนการบ้านวิชาที่บัวไม่ถนัด เธอค่อย ๆ กล้าเงยหน้ามองเขามากขึ้น ถึงจะยังมีจังหวะเงียบ awkward ในแต่ละครั้ง แต่หัวใจบัวกลับเต้นแรงจนน่ากลัว
กลางเดือน หน้าบอร์ดประกาศคะแนนกลางภาค นทีหน้าเครียด บัวเดินผ่าน เธอกำลังลังเลว่าจะเข้าไปถามดีไหม นทีหันมาเห็น เงียบไปนิดหนึ่งก่อนพูดเสียงแผ่ว “มีปัญหานิดหน่อยกับที่บ้าน… พ่อเราเพิ่งตกงานน่ะ”
บัวขมวดคิ้วอย่างเป็นห่วง อยากจะเอื้อมมือไปจับมือเขาแต่ก็ลังเล ก่อนเปลี่ยนเป็นส่งขนมคุกกี้ในถุงผ้าเล็ก ๆ มาแทน “ถ้าวันไหนเหนื่อย… กินหวาน ๆ จะดีขึ้นได้นะ”
นทีรับไว้ ตาแดงวูบหนึ่งแล้วรีบหลบตา “ขอบใจนะ… บางทีเราก็ไม่กล้าพูดอะไรกับใคร…”
เพื่อน ๆ ของนทีเริ่มสังเกตเห็นความสนิทระหว่างสองคน สมชายพูดยิ้ม ๆ “นี่อย่าบอกนะว่าชอบน้องบัว?”
นทีนิ่งไปก่อนยิ้มเฝื่อน “ก็แค่คนที่ช่วยให้วันมันดีขึ้น”
ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกหนัก บัวเดินคนเดียวกลับหอพัก หลังจากซ้อมละครเวทีสำหรับกิจกรรมมหาวิทยาลัย เธอแอบเห็นนทีกอดบัตรเชิญอยู่หน้าหอ เขาไม่กล้าเดินเข้ามาหาเธอ เหมือนจะรอให้เธอเอ่ยปากก่อน
บัวลังเลชั่วครู่ก่อนตะโกนถาม “เอ่อ… รอใครเหรอ?”
“รอคนที่จะชวนไปดูละครเวที… แต่เขาก็ไม่ถามสักที”
ทั้งคู่หัวเราะ มีบางอย่างในอากาศที่อุ่นขึ้นแม้สายฝนจะยังไม่ซา นทียื่นบัตรให้ “เผื่อว่าง…” บัวรับมาโดยที่หัวใจยังเต้นแรง เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะกลัวว่าคำที่พูดจะเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้น
คืนวันซ้อมละคร บัวเห็นเพื่อนในกลุ่มมองนทีอย่างมีความหมาย เธอได้ยินเสียงซุบซิบ “เขามีคนคุยแล้วหรอ?”
บัวเดินคอตก นั่งซ่อนอยู่หลังเวทีจนดึก นทีมาตาม ตาเขามีแววกังวลปนเจ็บปวด “เธอ… โกรธเราหรือเปล่า?”
“เปล่า แค่กลัวว่า… เป็นแค่ตัวเลือกที่เขาแบ่งใจมาให้มั้ย” บัวเสียงสั่น
“เราไม่อยากให้เธอเป็นแค่ตัวเลือก…” นทีพูดเสียงเบา น้ำท่ามกลางเสียงฝนในคืนนั้นเหมือนทั้งคู่กำลังลอยอยู่ในโลกของความไม่แน่ใจ
หลังงานละครเวที ความสัมพันธ์เหมือนจะเปลี่ยนไป บัวพยายามเว้นระยะ นทีเองก็ดูห่างเหินขึ้น ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างไม่อยากเสียอะไรกันไป แต่ความคิดถึงก็ยังจับใจในทุกวัน เธอเผลอส่องเฟซบุ๊กนทีทุกคืน แม้ไม่กล้าทักไป
นทีเริ่มใช้เวลาทำกิจกรรมจิตอาสามากขึ้น เธอเห็นเขาวิ่งแจกของในชุมชน ทั้งสองแทบไม่ได้คุยกันหลายวัน บัวอดไม่ได้ที่จะน้อยใจ ทว่าก็ไม่กล้าก้าวถอยเข้าหา
คืนหนึ่งหลังเลิกงานจิตอาสา นทีนั่งเหม่อมองแสงไฟถนนโทรศัพท์ยังค้างอยู่ที่หน้าแชทบัว เริ่มพิมพ์แล้วลบข้อความหลายครั้ง สุดท้ายเขาแค่ส่งสติกเกอร์ยิ้มเปื้อนฝนมาแทน
ชีวิตในมหาวิทยาลัยดำเนินไป บัวมุ่งทำโปรเจกต์เรียนจบ เธอเพิ่งรู้ว่าครอบครัวจะย้ายบ้านกลับต่างจังหวัด และปีหน้าเธอจะไม่ได้อยู่นี่อีก ความกลัวที่ต้องจากลาเริ่มก่อตัว เธอค้นพบว่าการไม่พูดอะไรเลยกำลังทำให้เธอสูญเสียทุกอย่างโดยไม่ทันตั้งใจ
ค่ำวันรับปริญญา ฝนโปรยลงมาอีกครั้ง บัวกับนทีบังเอิญมาเจอกันริมระเบียงตึกเรียนเก่า บรรยากาศเงียบ บัวสูดลมหายใจเข้าลึก พูดเสียงแผ่ว “ถ้าเราต้องไป… จะคิดถึงกันบ้างไหม”
นทีเงียบไปนาน “เคยกลัวว่าถ้าพูดอะไร เขาจะเดินหายไปจากชีวิตเรา แต่ตอนนี้…กลัวมากกว่าถ้าไม่ได้พูด”
บัวหลุบตา “เราเองก็เก็บอยู่ในใจมานาน ความกลัวมันใหญ่ขึ้นจนแทบไม่มีที่ให้หายใจ…”
“บัว…ถ้าฝนซานี้ เธอจะยังอยู่ไหม”
น้ำตาบัวเอ่อคลอ เธอสั่นหัวช้า ๆ “อาจจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว…แต่ใจเรายังอยู่กับตรงนี้เสมอ”
ทั้งคู่ยืนเงียบ ท่ามกลางสายฝนและความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเอ่ย ราวกับกำลังอำลาความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีโอกาสเริ่ม
เวลาผ่านไป บัวกลับไปอยู่บ้านเกิด ทำงานเป็นครู กิจวัตรเหมือนเดิมแต่หัวใจยังคงว่างเปล่า หลายครั้งเธอเขียนจดหมายถึงนทีแต่ไม่เคยส่ง
นทีหลังเรียนจบ เริ่มทำงานใน NGO ข้างถนนสายเดิมที่ทั้งคู่เคยเดินด้วยกัน เขาหยุดยืนมองชายคาตึกวิทยาศาสตร์ในวันฝนตก ถามตัวเองว่าสิ่งสำคัญที่ควรทำที่สุดในชีวิตนั้นคืออะไร
ปีต่อมาในคืนฝนพรำหลังเลิกงาน บัวกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้งเพราะต้องพานักเรียนชมรมเข้าร่วมประกวด เธอยืนมองฝนที่ระเบียงตึก ระลึกถึงคำสัญญาเงียบ ๆ ต่อใจ
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง “ยังกลัวฝนหรือเปล่า”
บัวตกใจหันไปพบว่านทีเดินเข้ามาในร่มเปียกฝนสีฟ้าอ่อนใบเดิม เขาหายใจหอบเพราะวิ่งมา “เราเคยกลัวว่าจะพูดช้าเกินไป… แต่ตอนนี้ ไม่กลัวแล้ว”
ความเงียบค่อย ๆ เบาบาง บัวเดินเข้ามาใกล้ เขามองเธอเหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่กลืนลงคอไป สุดท้ายกลับพูดว่า “เรา…คิดถึง”
บัวยิ้ม น้ำตารื้น “เราเองก็คิดถึง…แต่ตรงนี้ก็น่ากลัวเหมือนกัน”
“ถ้ายังกลัว ก็ขออยู่ด้วยกันจนกว่าความกลัวจะหาย…ได้ไหม”
เสียงหยดฝนกลายเป็นเพียงฉากประกอบในวันที่สองคนกล่าวถ้อยคำที่ไม่กล้าพูดทั้งชีวิต แล้วปล่อยให้ความรักค่อย ๆ เติบโตในทุก ๆ วันที่ฝนพรำ