เมื่อวาน…ในวันพรุ่งนี้
เสียงรถติดแน่นขนาบสองข้างถนนในยามเช้า กรุงเทพฯเหมือนจะดึงผู้คนให้ไหลย้อนกลับ สายฟ้ากระโดดลงจากรถเมล์ มือข้างหนึ่งถือแฟ้มงานอีกข้างแบกกระเป๋าผ้า โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นเบา ๆ เขานิ่วหน้าแต่ไม่หยิบขึ้นมาดู รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นครู่เดียวแล้วหายไปคล้ายไม่ติดใจอะไรในชีวิต
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทางเดินเข้าบริษัท Creative Box ดูทันสมัย กระจกใสแวววาว ใครสักคนชนไหล่สายฟ้าเบา ๆ เขาก้าวถอย หันไปเห็นเจ้าของร่างผอมเพรียวในเสื้อเชิ้ตเข้ารูปกับกระโปรงกางเกงธรรมดา ใบหน้าขาวจัดผูกผมสูง สายตาเธอเฉียบคมแต่เหน็ดเหนื่อย
“ขอโทษค่ะ พอดีรีบนิดหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ไม่ได้ดูทาง” เสียงสายฟ้านุ่มแต่ห้วน พริมเงยหน้า ปากขยับเหมือนจะพูดอะไรแต่ไม่มีเสียง สุดท้ายเธอเดินต่อโดยไม่เหลียวกลับ
เวลาประชุมทีมเริ่มขึ้นแล้ว ห้องประชุมเล็กแต่ตกแต่งมีสไตล์ ผนังประดับภาพวาดกราฟิก สายฟ้านั่งติดผนัง ซ่อนตัวเองจากสายตาทุกคน พริมเปิดประเด็นเสียงชัดถ้อยชัดคำ “งบโครงการใหม่นี้ไม่มีที่เหลือให้การ์ตูนแฟนซี”
เสียงหัวเราะเบา ๆ แทรกขึ้นจากผู้จัดการ “แต่ไอเดียที่สายฟ้าเสนอ ทีมผู้บริหารสนใจนะพริม ลองมาดูด้วยกัน ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน”
พริมสบตาสายฟ้าอย่างประเมิน ดวงตาคู่นั้นนิ่งลึกคล้ายจะขับไล่ ขณะที่เขามองกลับอย่างไม่หวั่นเกรง จังหวะที่ทุกคนคุยเบา ๆ พริมเลื่อนสมุดบันทึกมาใกล้ พูดเสียงเบา “คุณเคยอยู่ฝ่ายบัญชีไหม ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจว่าแต่ละบาทมันมีค่าแค่ไหน”
สายฟ้าชะงัก ทำท่าจะตอบแต่หยุดไป ใบหน้าขาวซีดคล้ายมีรอยขีดเขียนอะไรสักอย่างฉายความอึดอัด แล้วชายหนุ่มก็ยักไหล่ “ผมไม่เก่งบัญชีครับ ถนัดวาดให้คนยิ้มมากกว่า”
วันนั้นจบลงด้วยความประหลาดใจของทั้งสอง ต่างคนเดินออกจากบริษัทคนละทาง แม้บริษัทจะเพิ่งเริ่มโครงการใหม่ แต่ความขัดแย้งก็เหมือนถูกฝังเมล็ดไว้ในหัวใจแล้ว
หลายวันต่อมา พริมโยนแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ สายฟ้ามองนิ่ง ๆ “คุณว่าไงกับคาแรคเตอร์ตัวเอกนี้”
พริมหยุดนิ่งแวบหนึ่ง เธอไม่ทันคิดจะเข้าไปยุ่งกับงานสร้างสรรค์ แต่ก็เปิดแฟ้มดูทีละแผ่น เงียบอยู่นานจนน่าอึดอัด สุดท้ายพูดเสียงแผ่ว “ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนเข้มแข็งแต่จริง ๆ อาจจะกลัวในใจว่าไม่มีใครรัก แก้ตรงนี้ได้ไหมคะ”
สายฟ้าชะงัก ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก “แล้วคุณกลัวแบบในภาพนี้รึเปล่า”
พริมมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา “ทุกคนกลัวหมดนั่นแหละค่ะ เพียงแต่ไม่ยอมรับ”
ความเงียบครู่หนึ่ง สายตาทั้งสองคู่ปะทะกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่พูดถึงความรู้สึกของตัวเองในนามของตัวละคร
โครงการเดินหน้าด้วยความอึดอัดแบบใกล้ชิด ทุกเช้าสายฟ้ามักมาถึงก่อนเวลา นั่งปั่นงานอยู่มุมเงียบ ๆ พริมมาไม่เคยสาย มืออกแฟ้มกระฉับกระเฉง เธอไล่เช็กรายรับรายจ่ายจนสายตาเครียด เขาแอบแกล้งด้วยการเพิ่มค่า ‘แรงบันดาลใจ’ ลงในบิล
“ค่าแรงบันดาลใจ 3,000 บาท?” เสียงเธอดังขัดใจ
“ถ้าไม่มีแรงบันดาลใจ งานก็ไม่เดินไงครับ” สายฟ้ายักคิ้ว
พริมระบายลมหายใจแรง ๆ แต่แวบหนึ่งในดวงตาเหมือนจะคลายเครียดลงนิดหน่อย
หลายสัปดาห์ผ่านไป วันหนึ่งฝนตกหนัก ฟ้าร้องเปรี้ยง ทั้งทีมทำงานค้างที่บริษัท พริมจ้องคอมพิวเตอร์ เหลือบเห็นสายฟ้ากำลังปรับแก้คาแรคเตอร์ในไอแพด
“ทำไมถึงวาดโลกแฟนตาซี แบบนี้ตลอดเลยคะ”
สายฟ้าหยุด ดวงตาเศร้าเล็ก ๆ ปรากฏ “โลกจริงมันแข็งเกินไปสำหรับผมบางวัน”
พริมเงียบ ราวกับคำตอบนั้นกระทบกับบางอย่างในตัวเอง เธอละสายตากลับสู่หน้าจอโดยไม่พูดต่อ
เย็นวันนั้น ไฟดับกะทันหัน หลายคนเริ่มกังวล สายฟ้าส่องไฟมือถือกำแพง เงาชายหนุ่มส่องยาวบนผนัง
พริมเดินไปนั่งข้างๆ เงียบสักพัก เธอล้วงกระเป๋าหยิบลูกอมออกมาแบ่ง “น้ำตาลช่วยให้ใจเย็นขึ้นจริงเหรอคะ”
สายฟ้ารับลูกอมมา พลิกเล่นในมือ ยิ้มเล็กน้อย “บางที แค่มีอะไรหวาน ๆ อยู่ใกล้ตัวก็พอแล้ว”
เด็กฝึกงานสองคนแอบหัวเราะคิกคักที่มุมห้อง พริมขยับห่างอย่างขัดเขิน ก่อนพูดเสียงเบา “ฉันมีเรื่องขอความร่วมมือจริงๆ ทริปบริษัทปีนี้ขอโปรเจกต์ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดก่อนสิ้นเดือน ฉันจะได้วางแผนงบไม่ผิดพลาด”
สายฟ้าเอียงคอ “แสดงว่าคุณไว้ใจผมมากขึ้นแล้วใช่ไหม”
พริมเงียบไปยาว มือขยำกระดาษโน้ต “ฉันไม่ได้เกลียดนายแต่มัน…ยากที่จะไว้ใจใครใหม่ ๆ”
คราวนี้สายฟ้าเป็นฝ่ายเงียบ ปล่อยให้ไฟฉายในมือสว่างอยู่อย่างนั้น
หลังไฟกลับมา สองคนแยกย้าย พริมกลับบ้านด้วยสายฝน เธอมองข้อความเก่าในมือถือ เป็นไลน์ที่ไม่ได้ตอบใครหลายเดือน เป็นเพื่อนสนิทเก่าสมัยมหา’ลัย แต่เธอลบออกโดยไม่ลังเล
กลับกัน สายฟ้าเดินเข้าห้องวาด ทำงานเสร็จเขาเปิดอีเมลจากอดีตแฟนเก่าส่งมา ชวนมานิทรรศการ แต่เขาไม่อ่านต่อ เขาปิดหน้าจอลงทั้งที่ใจแกว่ง
คืนนั้นฝนยังตก สายฟ้าซ้อมวาดตัวละครใหม่ — หญิงสาวในงานใหม่ดูคล้ายพริมมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาลบมุมปากแข็งกร้าวทิ้ง วาดแววตาเปราะบางแทน ความผิดหวังเมื่อหลายปีก่อนยังซ่อนอยู่ใต้เงาจาง ๆ ของภาพ
ผ่านไปสองเดือน โปรเจกต์เริ่มคลี่คลาย พริมกับสายฟ้าจำเป็นต้องไปนำเสนองานกับลูกค้าร่วมกันต่างจังหวัด โรงแรมริมเกาะกะทัดรัด ทะเลนิ่ง ๆ ยามเย็น
“อย่าไปคิดมาก กลุ่มนี้นิสัยดีกว่าที่กรุงเทพแน่ ๆ” สายฟ้าปลอบเสียงเบา ขณะพริมเคลียร์เอกสารด้วยมือสั่นๆ
“คุณดูเป็นนักพูดเหมือนกันนะคะ ทำไมนายเลือกจะอยู่คนเดียว”
สายฟ้าหัวเราะเหม็นเบา ๆ “กลัวถูกทิ้งมากกว่า คนที่เคยเชื่อใจมากที่สุดหายตัวไปเฉยๆ รู้สึกเหมือนใจมันขาด”
พริมเงียบ ลูบผมตัวเองเบา ๆ “ฉันเคยทิ้งบางอย่างไว้ข้างหลังเพราะกลัวเหมือนกัน บางช่วงเหมือนทุกอย่างดีขึ้นแล้ว แต่ก็กลัวว่าจะเสียไปอีก”
“แต่ผมไม่อยากหนีอีกแล้ว” สายฟ้าหันมาสบตาเธอ
ทั้งสองเงียบ แข่งกับเสียงคลื่นและลมทะเลยามค่ำ—ไม่มีถ้อยคำใดเอ่ยออกมาต่อ แต่สถานการณ์ระหว่างเขากับเธอชิดใกล้อย่างไม่ทันรู้ตัว
เช้าวันนำเสนองาน พริมกับสายฟ้ามองหน้ากันตรงประตูห้องประชุม มือเธอสั่นน้อย ๆ เขาจับไหล่เบา ๆ “เชื่อมือผมนะ”
งานผ่านไปด้วยดี ทีมงานลูกค้าหัวเราะ ชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของสายฟ้าและการวางแผนของพริม ทั้งคู่ปล่อยใจไปกับช่วงเวลาอิสระหลังจากนั้น
เดินเล่นริมชายหาดเย็นวันนั้น พริมเก็บเปลือกหอยมาคลึงเล่นในมือ “นายว่าคนเราจะลบอดีตได้ไหม”
สายฟ้าหยุดคิด “มันอยู่กับเราตลอด แค่เราเลือกจะถือมันหนักแค่ไหน”
พริมเงียบ ก่อนเอ่ยเบา ๆ “บางทีฉันก็ยังกลัวตัวเองในวันข้างหน้า”
สายฟ้ายิ้มลึก “ผมกลัวตัวเองวันนี้มากกว่าว่าจะไม่กล้ายิ้มอีกต่อไป”
วันนั้นจบลงด้วยความใกล้ชิดแบบแปลก ๆ ทั้งคู่ต่างกลัวจะเสียสิ่งใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น
เมื่องานหลักจบ สายฟ้ามีโอกาสได้แสดงผลงานเดี่ยวในนิทรรศการที่ฝันไว้ตั้งแต่แรก เขาลังเลจะไปเพราะกลัวอดีตจะย้อนกลับมา
พริมยืนหน้าโต๊ะทำงาน “คุณควรลองเปิดตัวเองบ้าง โลกนอกแฟ้มบัญชีกว้างกว่าที่คิด”
สายฟ้านิ่ง “ถ้าวันหนึ่งคุณจะหายไปล่ะ”
พริมตาแดงวูบ “นายเองก็เหมือนกัน ถ้าฉันเปิดใจแล้ว นายจะยังอยู่ไหม”
อึดอัดจนสูดหายใจไม่ทั่ว ทั้งสองปล่อยระยะห่างกลับมาอีก เหมือนทุกอย่างจะถอยหลัง
ข่าวบริษัทประกาศเลื่อนปลดพนักงาน พริมกลายเป็นคนกลางต้องตัดสินใจและต่อรองในสิ่งที่ไม่อยาก แต่สายฟ้าตามช่วยโน้มน้าวกลุ่มสร้างสรรค์ ไม่ให้แตกแยก
คืนหนึ่ง พริมเสียใจจากการที่ต้องเซ็นชื่อปลดเพื่อนร่วมงาน แอบร้องไห้บนดาดฟ้า สายฟ้าตามขึ้นมา ไม่พูดอะไร เพียงแค่นั่งข้าง ๆ ส่งผ้าเช็ดหน้าให้
“คุณไม่คิดจะปลอบเหรอ” เธอสะอื้นในลำคอ
“บางเรื่อง มันไม่ต้องการคำพูด” สายฟ้าพูดเสียงแผ่ว
พลันเสียงมือถือดัง อีเมลจากแฟนเก่าของสายฟ้าเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้พริมเห็นชื่อบนหน้าจอ สายตาเธอเปลี่ยน
“แฟนเก่าคุณ?” เธอถามเสียงแข็ง
สายฟ้ามองเขินๆ “ก็อดีต ผมไม่เหลืออะไรกับเธอแล้ว เรายังต้องพูดกันในเรื่องงานบ้าง”
“แล้วอนาคตของเรา…ถ้ามี?” เสียงเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัวและหวังในเวลาเดียวกัน
สายฟ้าสบตาพริมยาวเหยียด “ผมอยากเริ่มใหม่ แต่ผมก็ยังกลัวจะเป็นคนเดิมซ้ำอีก”
พริมวางมือบนมือเขา “นายไม่จำเป็นต้องรีบหาคำตอบ ให้เวลา…ฉันก็ยังเดินหนีตัวเองอยู่เหมือนกัน”
ความเงียบครอบงำ ยาวและอึดอัด ทว่างดงามในแบบที่ต่างฝ่ายต่างไม่อยากปล่อยไป
กลางฤดูฝน สองคนเริ่มห่างกัน สายฟ้าหายไปจากบริษัทบ่อยขึ้น พริมทุ่มเทเอาใจใส่งานบัญชีมากขึ้นกว่าเดิม การสื่อสารกลายเป็นเพียงคำถามงานสั้นๆ คำน้อยลงเรื่อย ๆ
ช่วงหนึ่งสายฟ้าได้รับข้อเสนอให้ไปวาดนิยายภาพที่ญี่ปุ่น ฝันที่เคยปิดไว้กลับมาอีกครั้ง แต่ต้องแลกกับการปล่อยมือจากทุกสิ่งที่เพิ่งเริ่มต้นกับพริม
วันสุดท้ายของโปรเจกต์ใหญ่ ในห้องประชุมที่เคยอึดอัด พริมเจอสายฟ้าที่ประตู ทั้งสองต่างนิ่งอึ้ง
“นายจะไปญี่ปุ่นจริง ๆ เหรอ” พริมถามเสียงร้าว
“มันคือฝันของผม…แต่ผมกลัวจะเสียนายไป”
“ฉันเองก็กำลังจะไปเปิดบริษัทของตัวเองเหมือนกัน ฉันกลัวเหมือนนาย…” เธอยิ้มทั้งน้ำตา
“เราไม่ผิดที่กลัวใช่ไหม” สายฟ้าถาม
พริมส่ายหน้า “ใช่ เรายังมีวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม”
ทั้งสองยืนด้วยกันในความเงียบ มองตากัน ในนัยน์ตานั้นเต็มไปด้วยความหวังและความเสียดาย
ผ่านไปอีกหนึ่งฤดูฝน สายฟ้าส่งโปสการ์ดวาดรูปหญิงสาวบนชายหาดส่งถึงพริม ทุกโทนสีเหมือนวาดด้วยใจ เธอยิ้มก่อนจะหยิบแปรงเขียนตัวหนังสือบนแฟ้มใหม่ในบริษัทเล็ก ๆ ของเธอ— พรหมลิขิตไม่อยู่ในโลกจริง มีแต่ใจคนที่เลือกจะเติบโตจากเมื่อวาน…เพื่อไปสู่วันพรุ่งนี้ด้วยกันหรือเปล่า แค่ไม่หยุดพยายามก็เพียงพอแล้ว