ห้องเรียนว่างเปล่า
ในห้องเรียนว่างเปล่า มีเสียงของลมพัดผ่านและฝุ่นฟุ้งกระจายตามแสงแดดจากหน้าต่าง โดยมีนักเรียนคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ มุมห้องที่เขาเคยนั่งอยู่เป็นประจำ มาร์คมองไปนอกหน้าต่างขณะที่ความคิดยุ่งเหยิงในหัวของเขากำลังต่อสู้กันอยู่ เขาเพิ่งเสียคุณพ่อไปไม่กี่สัปดาห์ที่แล้ว การกลับมาที่นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในโลกที่ว่างเปล่า ทั้งๆ ที่เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของเพื่อนๆ ยังคงดังก้องอยู่ในหู
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เก้าอี้ข้างๆ เขาเป็นที่นั่งของพี่สาว ผู้ซึ่งดูเหมือนจะหลุดออกจากโลกใบนี้ไปนานแล้ว น้ำตาที่ยังไม่แห้งหายบนแก้มของเธอทำให้มาร์ครู้สึกตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเอง เขาเข้าใจว่าพวกเขาต้องอยู่ด้วยกัน แต่การเข้าใจกันในตอนนี้กลับดูเป็นไปไม่ได้เลย
“พี่หน่อย ทำไมพี่ไม่ไปหาเพื่อนสักหน่อย?” มาร์คพูดเบาๆ สายตาของเขายังคงจ้องไปที่เค้กที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ
“ไม่ได้แหละ ว่านอนยังไม่หายเลย” หน่อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาๆ ขณะพยายามเช็ดน้ำตาที่เริ่มจะไหลอีกครั้ง
บรรยากาศอึมครึมทำให้มาร์ครู้สึกอึดอัด เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอสบายใจ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป ทั้งๆ ที่เขารู้ดีว่าทั้งคู่กำลังตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน
เสียงของปีเตอร์ เพื่อนสนิทเสียงทุ้มเรียกมาร์คจากหน้าห้อง “เฮ้ มาร์ค มานั่งรวมกันเถอะ” ปีเตอร์พูดพร้อมกับยิ้มให้ เขายังไม่รู้เรื่องการจากไปของคุณพ่อของมาร์ค มาร์คทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ เนื่องจากเขาคิดว่าตนเองไม่สามารถทำใจให้สนุกสนานได้ในช่วงนี้
“เราจะไปไหนกันต่อ?” หน่อยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“กลับบ้านน่าจะดีที่สุด” มาร์คตอบและเงียบเสียงลง แต่ในใจขณะเดียวกันเขาก็กำลังรอตอบสนองเสียงที่ต้องการหนีจากความจริง
ในขณะที่เริ่มเดินกลับไปที่บ้านสองพี่น้องเห็นภาพของคุณพ่อที่เคยยิ้มแย้มและเต็มไปด้วยความอบอุ่น ถึงแม้ลึกๆ แล้วพวกเขารู้ว่าความทรงจำเหล่านั้นกำลังเริ่มจางหายไป
พอถึงบ้าน มาร์คเดินไปที่ห้องของพ่อ เขารู้สึกว่าห้องนี้กำลังขาดอะไรสักอย่าง ไปยืนตรงโซฟาแล้วนอนลงขณะมองไปรอบๆ
เสียงออดของโทรศัพท์ดังขึ้น ทั้งสองรู้ว่าคนโทรมาเป็นแม่ของพวกเขา พี่สาวมาร์ครีบไปหยิบโทรศัพท์ “แม่” เขาพูดเสียงต่ำแล้วก็ไม่รู้ว่าตนเองต้องการจะพูดอะไร
“พวกเราต้องรวมตัวกัน แม่บอกว่าพรุ่งนี้จะมีการจัดพิธี” หน่อยพลิกโทรศัพท์เพื่ออ่านข้อความ แต่ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกถึงความกังวลในตัว
กราฟิกของภาพช่วงพิธีทำให้ทั้งสองรู้สึกถึงการขาดการผูกพันกับพ่อของตัวเอง ทั้งการกล่าวคำอาลัยและวิธีการจัดงาน สิ่งเหล่านี้กำลังทำร้ายให้พวกเขารู้สึกถึงการสูญเสีย
วันถัดมา เมื่อเดินทางมาที่วัด ทั้งสองยังคงเงียบ และรู้สึกราวกับว่าทุกคนรอบตัวเสียใจแต่ ไม่มีใครสามารถพูดอะไรได้ หน่อยกำลังรู้สึกอย่างหนักใจกับการไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกของตัวเองได้
“ฉันอยากให้พ่อมาอยู่ข้างเรา” มาร์คพูดขึ้น ขณะนั่งอยู่ข้างหลุมฝังศพ
หน่อยเงียบ ไม่รู้จะพูดยังไง
“ทำไมไม่บอกครูและเพื่อนให้รู้ว่าเราต้องการเวลา?” ปีเตอร์ที่มานั่งข้างๆ แก้ต่างให้
“ฉันไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจหรือเปล่า” มาร์คพูดออกมา
ต่อมาเมื่อพิธีเสร็จสรรพ หน่อยนั่งอยู่คนเดียว ขณะที่เก้าอี้ข้างๆ ยังว่างอยู่ มาร์คเห็นแต่เงียบไม่เข้าไปหาเขา
หลายวันผ่านไป พวกเขาพยายามพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถหาคำที่เหมาะสมได้ ตัวคุณแม่เริ่มเข้มงวดมากขึ้น เธอหมายมั่นว่าจะให้ลูกตื่นตัวอยู่เสมอ แต่กลับยิ่งทำให้บรรยากาศอึดอัด พวกเขารู้สึกเหมือนละครชีวิตที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจ
“ฉันว่าการไปพักผ่อนอาจทำให้เราดีขึ้น” หน่อยพูดวันหนึ่งขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
“ที่ไหน?” มาร์คถาม
“อาจจะที่ไหนสักแห่งที่ทำให้เรารู้สึกกลับบ้าน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง
ช่วงเวลานั้นมาร์ครู้สึกว่า ความรักในครอบครัวที่แสดงออกมานั้นเป็นแค่เปลือกนอกที่พวกเขาต้องสะสางเพื่อจะมองไปข้างหน้าได้
การเดินทางสั้นๆ สู่ทะเลในเดือนหน้า กลับมาวันนั้นพร้อมความรู้สึกอบอุ่นอีกครั้งที่บ้าน พวกเขาต้องทบทวนความรู้สึกภายในใจใหม่อีกครั้ง
เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์และพวกเขาตั้งใจทำให้ดีขึ้น ทั้งสองได้บ่นเล็กน้อยเกี่ยวกับอนาคต ขณะที่แม่ยิ้มท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลอดผ่านหน้าต่าง
“ทำได้ดีมากนะ” เป็นคำพูดที่ทำให้ทั้งสองรู้สึกว่าสิ่งที่ทำผ่านมาไม่นานกับการพูดคุยที่เข้มข้น ทำให้เหลือบมองออกไปที่โลกภายนอก ซึ่งกลับสว่างสดใส
ขณะเดียวกัน มาร์คก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับความรักที่พ่อเคยมอบให้กลับมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ทำให้เขารู้ว่าการกลับบ้านนั้นหมายถึงการเปิดใจยอมรับซึ่งฝันที่พวกเขาสร้างขึ้นใหม่
สิ่งสุดท้ายของห้องเรียนว่างเปล่าก็คือการเห็นภาพของคุณพ่ออย่างชัดเจน ขณะที่พวกเขาต้องก้าวเดินต่อไปพร้อมกับครอบครัว