ห่างไกล ใกล้ใจ
ลมนิ่งๆ ไล้ผ่านผมของภารดีขณะยืนรอรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย มือขวากำร่มพับผืนเก่าแน่น สายตาเธอเหม่อมองรถเมล์ที่จอดและเคลื่อนผ่านทุกๆ คันอย่างไร้จุดหมาย โลกของกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยเสียงจอแจ ทว่าสำหรับภารดีวันนี้กลับเงียบงันกว่าที่เคย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า กรีดปริแตกความเงียบ ภารดีหยิบขึ้นมา—แต่ก็เพียงข้อความแจ้งเตือนโปรโมชั่นจากร้านกาแฟ เธอกดปิดพลางถอนใจ ก่นว่าโลกนี้ช่างมีแต่สิ่งที่ไม่ตรงใจ
ขณะเดียวกันที่อำเภอย่านชานเมือง พีระลากข้าวถัง จัดการฟางให้ควายในคอก ดูแลแม่ผู้เสียขา และน้องสาววัยหกขวบ ทั้งหมดคือชีวิตประจำวันและภาระหน้าที่ แม้ความฝันอยากเรียนต่อวิศวะที่กรุงเทพยังเรืองรองในใจเขา แต่ความจริงกลับตึงแน่นเหมือนไม่มีที่ว่างให้ความฝันเหล่านั้น
เย็นวันหนึ่ง ภารดีรับโทรศัพท์สายหนึ่งจากอาจารย์โนรี นัดประชุมงานศิลปะระดับประเทศ หลังวางสาย เธอหัวใจสูบฉีด ทั้งกลัวและตื่นเต้น เมื่อได้ยินว่าใครบางคนจากจังหวัดไกลจะเดินทางเข้ามาร่วมสัมมนาด้วย
เช้าวันเปิดสัมมนา ภารดีใส่เกราะด้วยความมั่นใจ เท้าก้าวช้าๆ เข้าห้องโถง ก่อนสะดุดกับรองเท้าแตกของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนงงอยู่แถวแผนกลงทะเบียน เสื้อเชิ้ตขาวรีดไม่เนี๊ยบดูขัดกับหน้าตาที่จริงจัง “พี่มองหาห้องไหนคะ?” เธอถาม—ฝ่ายนั้นอ้ำอึ้งก่อนตอบว่า “ผม… คืองานประชุมศิลปะใช่ไหมครับ พีระครับ จากอุบลฯ”
ระหว่างงาน พีระดูงุ่นง่านกับระบบทุกอย่างในเมืองใหญ่ แนวคิดบรรยากาศกรุงเทพและศิลปะร่วมสมัยแปลกหูแปลกตาไปหมด ภารดีเห็นแต่แรกจึงช่วยอธิบายทีละอย่าง เหมือนความรู้สึกผูกพันบางอย่างกำลังเริ่มก่อตัวทั้งที่ต่างคนต่างไม่ยอมรับ
“เอ่อ… พี่กินอะไรเป็นพิเศษมั้ยคะ?” ภารดีถามในมื้อกลางวัน หญิงสาวทำท่าเหมือนพูดเล่นแต่ซ่อนความห่วงใยไว้ลึก ๆ พีระตอบว่า “ข้าวเหนียวหมูปิ้ง… คงกินได้ทุกร้านแหละ” เขายิ้มอาย ๆ
วันถัดมา ภารดีพาพีระเดินชมอาร์ตแกลเลอรีแห่งใหม่ในย่านศิลป์ คนดูน้อย บรรยากาศจึงเงียบ พีระเดินตามอย่างเก้อเขิน “ทำไมศิลปะกรุงเทพดูยากจัง” เขาเอ่ยเบา ๆ ภารดีหัวเราะ “มันก็สื่อถึงความรู้สึกละมั้ง บางครั้ง…ความสับสนแบบนี้เราไม่ได้ต้องแปลให้เข้าใจจนหมด”
“พี่อยากเป็นวิศวะ…แต่ที่บ้านไม่มีใครเข้าใจ กลัวเสียเวลาทำกิน” พีระเปรยขณะหยุดหน้าภาพเพ้นท์สีคราม ภารดีชะงักวางมือบนราวไม้ “หนูก็กลัวนะ กลัวว่าเดินไปไกล ๆ จะไม่มีใครมองเห็นเราเลย” เสี้ยววินาทีที่สายตาสองคู่วิ่งชนกัน ต่างคนต่างเงียบ
สัมมนาผ่านไปหลายวัน สองคนใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าเดินข้ามเส้นมิตรภาพ ภารดีทำท่าเย้าต่อเสมอ พีระมักจะส่งยิ้มเขินกลับมา ทุกอย่างเหมือนหยอกเย้าว่างเปล่า แต่ลึก ๆ ต่างคนต่างเคลื่อนไปอีกนิดในใจ
คืนก่อนกลับบ้าน พีระชวนภารดีเดินเล่นข้างคลองเลียบสวนสาธารณะ “กรุงเทพฯ สวยแปลกตาตอนกลางคืน” เขาว่า ภารดีนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนตอบ “ถ้าพี่กลับไป…จะคิดถึงที่นี่มั้ย?”
“คิดถึงสิ… แต่คงคิดถึงคนพาเดินมากกว่า” ประโยคที่หลุดออกมาแทบทำทั้งคู่ขยับตัวไม่ถูก กลางความเงียบของเมืองใหญ่ เสียงหัวใจเต้นแรงจนอาจได้ยินกัน
วันรุ่งขึ้น พีระต้องเดินทางกลับ ท่ารถหมอชิตคึกคัก ภารดีมายืนส่ง เขายื่นของฝากถุงเล็กให้ “ขนมเปียกปูน…ของที่บ้านพี่เอง” สายตาสบกันเพียงชั่ววินาทีก็ผละออก ต่างคนต่างมีเรื่องในใจแต่ไม่มีใครพูดขึ้นมาสักที
การแยกจากกันเกิดขึ้นเร็ว แต่ความรู้สึกไม่ได้จางหาย ต่างฝ่ายยังติดต่อกันผ่านแชต บางวันสั้น ๆ บางวันยาว ๆ บางวันก็ไม่มีใครกล้าเริ่มบทสนทนา ความไม่แน่ใจคลุมคลุมตลอดเวลา
ช่วงหนึ่ง พีระหายไปจากโลกออนไลน์หลายวัน ภารดีเริ่มกระวนกระวาย มือถือถูกดึงขึ้นมาเช็กทุกชั่วโมง ความเงียบของอีกฝ่ายกลายเป็นหลุมดำที่ดูดอารมณ์ดีทั้งหมดของเธอ
ค่ำหนึ่งเมื่อทนไม่ไหว ภารดีส่งข้อความว่า “ทุกอย่างโอเคมั้ย?” แต่นานแค่ไหนก็ไร้เสียงตอบกลับ
ฝั่งพีระ หัวใจหนักอึ้งหลังพ่อแม่ป่วยกระทันหัน งานที่ไร่ล้นมือ ทุกคืนเท่านั้นถึงจะนั่งเงียบ ๆ คิดถึงเสียงหัวเราะของภารดี ภาพรอยยิ้มเธอลอยวนในหัว ทว่าโลกความจริงโถมเข้ามาจนเขาไม่กล้ามองหาอนาคตอื่น
เมื่อพ่อดีขึ้น พีระเห็นข้อความที่ภารดีทิ้งไว้ เขาพิมพ์ตอบสั้น ๆ ว่า “ขอโทษนะ ช่วงนี้วุ่นมากเลย” แล้วเงียบอีกครั้ง
สองเดือนผ่านไป ทิ้งช่องว่างในความสัมพันธ์ ภารดีดูเหี่ยวเฉา ศิลปะในมือจืดจางลงอย่างประหลาด เพื่อนร่วมคลาสเริ่มถามไถ่ เธอตอบอย่างเสียไม่ได้ว่า “แค่ช่วงเหนื่อยน่ะ” แต่ลึก ๆ เธอเองก็งุนงงกับใจตัวเอง
วันประกวดศิลป์ระดับมหาวิทยาลัยมาถึง ภารดีวาดรูปการจากลา รูปที่ทำให้หัวใจเธอหน่วงนัก ขณะที่คณะกรรมการพิจารณาผลงาน เธอยืนนิ่งอยู่มุมหนึ่ง รู้สึกแปลกแยก แม้คนรอบข้างแสดงความยินดี แต่ใจเธอภาพเสียงเดินหายไปกับพีระ
เย็นวันหนึ่ง ภารดีได้รับข้อความภาพจากพีระ ภาพผืนไร่กับทิวทัศน์พระอาทิตย์ตก พร้อมข้อความ “คิดถึงกลิ่นสีน้ำมันบนเสื้อนักวาด” หญิงสาวยิ้มอย่างไม่ได้ตั้งใจ ใจหวิวอย่างไม่กล้าหวัง
ทั้งสองกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง ผ่านข้อความอ้อมแอ้ม งุ่มง่าม และความเงียบที่แฝงอยู่ในแต่ละคืนที่ส่งรูปวิวกับบทโต้ตอบสั้น ๆ ให้กัน แต่ต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอข้อความใหม่ในแต่ละวัน
กระทั่งฤดูฝนมาเยือน กรุงเทพฯ เหงาเกินบรรยาย ภารดีรับข่าวว่าได้ทุนเรียนต่อในต่างประเทศ เธอควรดีใจแต่แววตากลับว่างเปล่าเพราะนึกถึงคนที่ไม่เคยพูดชัดเจนเลยว่ารู้สึกอย่างไรกับเธอ
ในขณะเดียวกัน พีระถูกครอบครัวเตือนเรื่องความรับผิดชอบ เขาเดินฝ่าสายฝน เสียงฝีเท้าเปียก ๆ บนพื้นโคลน ความรู้สึกมั่นใจในวันแรกของเขากลับกลายเป็นความลังเล ทว่าในใจเขากลับชัดเจนขึ้นทุกขณะ
คืนหนึ่ง พีระตัดสินใจโทร.หาภารดีหลังไม่ได้โทรหากันมาเนิ่นนาน “พี่ไม่รู้จะพูดยังไง…แต่ทุกครั้งที่อากาศเงียบ ๆ พี่นึกถึงเสียงหัวเราะของเรา” เขานิ่งไปนาน “แต่พี่ไม่แน่ใจว่าจะดูแลชีวิตใครได้จริง ๆ”
ภารดีเงียบไปครู่เดียวก่อนตอบ “หนูก็ไม่มั่นใจอะไรเลย เราอาจจะไม่มีวันกล้าเดินไปด้วยกันจริง ๆ ก็ได้” น้ำเสียงเธอเบาซ่อนรอยร้าว
ทั้งคู่เงียบกันไปนานต่างปล่อยให้เสียงลมหายใจเป็นคำตอบ ระยะห่างที่ไม่มีใครกล้าเติมเต็ม
วินาทีหนึ่ง พีระพูด “ถ้าย้อนเวลากลับไป… พี่คงเลือกวิ่งหาเราตั้งแต่วันแรกนะ”
หลายอาทิตย์ต่อมา ข่าวการเดินทางของภารดีเริ่มใกล้เข้ามา เธอวุ่นวายกับการเตรียมเอกสาร ยิ่งห่าง พีระยิ่งเงียบ ทุกสิ่งดูเข้าข้างการจากลาอย่างสมบูรณ์
วันอำลามาถึง ภารดีนั่งมองวิวสนามบิน คำพูดยังคงค้างในใจ พีระเองได้แต่นั่งข้างทะเลสาบหน้าบ้าน ท้องฟ้าครึ้ม
ขณะเครื่องบินรอเทกออฟ โทรศัพท์ภารดีดังขึ้น“ถ้ามีโอกาส…ขอให้เรากลับมาวาดรูปที่มีพี่อยู่ในนั้นได้มั้ย” พีระส่งข้อความมาแค่นั้น น้ำตาเธอไหลลงโดยไม่รู้ตัว
วันเวลาผ่านไป สองชีวิตเดินบนทางต่างกันจนครบปี ภารดีกลับมาเมืองไทย นั่งวาดรูปที่อาร์ตแกลเลอรีแห่งเดิม จู่ ๆ มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง “ถ้ายังว่าง… ขออยู่ในรูปนั้นด้วยคนได้มั้ย?” เธอหันไป พบพีระยืนอยู่ เงาพาดยาวทาบผนัง ทุกอย่างเงียบงันเหมือนวันแรก—แต่ความเข้าใจของทั้งคู่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีก