ลมหายใจแห่งภูตป่า
เสียงลมพลิ้วผ่านยอดไม้ส่งเสียงครวญครางเบา ๆ กลางค่ำคืนหนึ่งที่หนาทึบไปด้วยหมอกขาว ต้นไผ่โยกไหวโอนเอนในเงามืด รอยเท้ามนุษย์ปะปนกับลายทับของสัตว์เดินเลียบลำธาร เงาร่างปราดเปรื่องยืนอยู่ปลายทางเดิน เธอหลับตาฟังลมหายใจป่า ในอ้อมแขนกำผ้าสะไบเก่าแน่น ดวงตาคมจับจ้องความมืดเบื้องหน้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไกลออกไปในหมู่บ้าน ลูกผู้ใหญ่บ้านพร้อมคบเพลิงถือจอบเด่นท่ามกลางกลุ่มคน ปากตะโกนเสียงดัง “ใครเห็นวรรณาเมื่อคืน?” ความเงียบปกคลุม ทุกสายตาเบือนหลบ
ปราดเปรื่องยืนพิงต้นไม้ เงี่ยหูฟัง หัวใจเต้นแรง เธอรู้อยู่เต็มอกว่าหมู่บ้านนี้ไม่ต้อนรับเธอ แต่เมื่อถูกตาม เธอก็จำใจลุกจากเพิงไม้ผุ ๆ โรยใบหมากกรอบ ๆ สู่จุดที่ฟืนแตกไฟ
“คงสาบสูญเพราะภูติ” เสิ่ง ผู้เฒ่าชรากระซิบชิดหูภรรยา เหลือบมองปราดเปรื่องแล้วรีบหลบตา
ลูกผู้ใหญ่บ้านเผลอถอนหายใจ สายตาตกกระทบปราดเปรื่อง แม่นางหมอผีสาวสูงโปร่ง ผิวคล้ำตาแข็งทื่อ มุมปากนิ่งสนิท “หากคราวนี้เจ้าสืบหาไม่เจอ ข้าจะไล่ออกไปจากหมู่บ้าน” เขาขู่เสียงเย็น
ปราดเปรื่องไม่ตอบ เธอรู้ดีว่าไม่มีใครศรัทธาในวิชา หากแต่พวกเขาต้องการเธอจริง ๆ เมื่อปัญหามาเยือน ปราดเปรื่องมองผ่านหมู่คนสู่ป่า มองเห็นเงาอดีตที่ยังค้างคา
เกศ ผู้นำลัทธิบูชาภูต ขอพรข้างแสงไฟ เซ่นไหว้ด้วยเหล้าดิบ จู่ ๆ เสียงร้องแหลมของเด็กสาวคนหนึ่งดังจากเงามืด เสี้ยววินาทีนั้น ไฟดับพรึบ หมู่บ้านตกอยู่ในความมืดประหลาด
หัวใจของปราดเปรื่องกระตุก เธอเดินแหวกคนเข้าหาวงไฟที่ใกล้ดับลง มีรอยเลือดจาง ๆ เคลื่อนตัวจากกองฟืนไปสู่ป่า ไม่มีใครกล้าเดินตาม ลมเย็นวูบหนึ่งทำให้แก้มของเธอขนลุก ใบไม้ไหวด้วยเสียงที่เหมือนกระซิบเรียกชื่อเธอ
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเดินเข้าไปคนเดียว?” พริบตานั้น กานต์ เพื่อนในวัยเยาว์ยื่นมือแตะไหล่ ปราดเปรื่องหยุด หันมาสบตา พูดเสียงเบา “ข้าคนเดียวพอ เจ้าไม่ไว้ใจวิชาข้า…แต่ถ้าไม่มีใคร ข้าก็ต้องไป”
กานต์ชะงัก ดวงตาเปื้อนความหวัง หยิบมีดเก่า ๆ ที่พกติดตัวยื่นให้ “ถ้ามีอะไร—” เขากลืนคำ เหลือแต่เสียงถอนหายใจ
ถนนดินเลียบลำธารทอดเข้าเงาไม้ ปราดเปรื่องเดินฝ่าหมอกที่ขาวจัด ร่มไม้บดบังแสง ดาวแทบมองไม่เห็น เธอฟังเสียงฝีเท้าตัวเอง ราวกับมีอะไรเดินตามมาตลอด แต่ทุกครั้งที่หยุด เสียงนั้นก็หยุด เธอแตะรอยเลือดจาง ๆ ด้วยปลายนิ้ว กลิ่นคาวทำให้หวนนึกถึงวันที่สูญเสียทุกอย่างไปในป่าแห่งนี้
เมื่อเดินลึกเข้าไป เสียงกระซิบปริศนาดังขึ้น เหมือนเด็กเล็ก ๆ งึมงำ ทว่ากลับเย็นเยียบ ต้นไผ่บางต้นเริ่มเอียงโอนเข้ามาเหมือนจะขวางทาง เธอจำต้องเบนหลบ ลมหายใจถี่แรงขึ้น เงาร่างลับ ๆ ล่อ ๆ บนยอดไม้อีกฝั่งหนึ่ง
“ถ้าคิดจะออกมาขวาง ข้าก็ยังจะไป” ปราดเปรื่องพึมพำ ฝ่ามือกำของขลังแน่น ในสายตาเธอ แสงวับ ๆ เหมือนเปลวไฟลอยอยู่ไกล ๆ เหนือพื้นดิน
ทันใดนั้น ใต้แสงจันทร์ที่แทรกผ่านยอดไม้ วรรณาในชุดขาดรุ่งริ่งนั่งนิ่งอยู่กลางลานหญ้า ทว่าใบหน้าเธอซีดขาว ปราดเปรื่องรีบวิ่งไป ใจเต้นรัว “วรรณา?”
วรรณาเหลียวหัน ดวงตาเหม่อลอย มือสองข้างจิกดินแน่น เสียงแผ่วออกมา “ภูต…มันยังอยู่…ข้า…ยอมตามมาเอง…”
ปราดเปรื่องทำท่าจะพาวรรณากลับ ทันใดนั้นเสียงขู่ต่ำ ๆ ดังขึ้นรอบตัว ไม้กิ่งร่วงลงกระแทกพื้น หญ้าสั่นไหวคล้ายมีสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่ เธอกำมีดแน่น ละสายตามองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง
“กลับกันเถอะ วรรณา เดี๋ยวนี้” เสียงของปราดเปรื่องอ่อนลง มีรอยหวั่นไหวพาดผ่าน เงาเลื่อนลางขนาดมหึมาค่อย ๆ กวาดผ่านแนวต้นไผ่—สิ่งนั้นไร้รูปร่างแน่ชัด กลิ่นร้อนชื้นฟุ้งขึ้นพร้อมเสียงลมหายใจลึกอยู่เหนือศีรษะ
วรรณาน้ำตาคลอ “มันสัญญาว่าจะปล่อยถ้าข้า—” เธอหยุดพูด ริมฝีปากสั่นเครือ ปราดเปรื่องดึงร่างวรรณาไว้ พลันลมพัดกรรโชกเสียงแตกดังข้างหู
ปราดเปรื่องตวาดลั่นสั่งอะไรบางอย่างในภาษาโบราณ ไฟสว่างแวบขึ้นชั่วครู่ เธอเห็นใบหน้าวรรณาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ฟันกัดริมฝีปากตัวเองจนเลือดซิบ “ข้า…ไม่อยากกลับ!”
ก่อนจะทันได้ถามอะไร ผืนดินสะเทือน วงแหวนแสงส่องรวมบนลำต้นไม้ใหญ่กลางลาน ปราดเปรื่องรู้ดีว่านี่คือสัญญาณของภูติแห่งป่า
เสียงเด็กหัวเราะไกล ๆ ตามด้วยเสียงร้องโหยหวน ปราดเปรื่องตัดสินใจวางของขลังไว้ตรงกลางลาน แล้วกระซิบ “ข้าขอแลกด้วยเรื่องราว ข้านำชีวิต—คืนเจ้าด้วยความลับของข้า” เสียงเงียบ ผืนป่าเงียบสงัด วรรณาสะอื้นไห้กอดเข่าตัวเอง
ทันใดนั้น มอส ลำต้นไม้ใกล้ ๆ ขยับตัวได้ เงาดำเลื้อยพันกันราวงู เสียงกรีดร้องของวรรณาดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะหมดสติ ปราดเปรื่องโผเข้าไปห้าม พยายามดึงเธอกลับ ริมฝีปากสั่นเทา “โปรด—อย่าเอาตัวเธอไป กินข้าแทน!”
แต่ภูติในเงามืดไม่อาจแลเห็นหน้าได้ มีแต่แรงลมและเสียงขำเหี้ยมแหลมอีกครั้ง ปราดเปรื่องตะโกน “ข้าไม่กลัวความตาย! ข้ากลัวแต่ต้องอยู่กับฝันร้ายที่ไม่ได้ช่วยใครไว้!” เธอเงยหน้าขึ้น เผชิญหน้าความกลัวสุดหัวใจ เสี้ยววินาทีนั้นมีเสียงกระซิบในหัวเธอว่า “ความกล้าของเจ้าจะนำทาง”
ลมสงบลง เงาดำค่อย ๆ หายไป ปราดเปรื่องล้มลงข้างวรรณา หอบเหนื่อย น้ำตาไหลพราก สุดท้ายเธอช่วยวรรณาให้ฟื้นคืน เงียบงันใต้แสงจันทร์ที่ลอยต่ำ
พวกเธอเดินกลับหมู่บ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น ลมหายใจของป่าเหมือนเบาลง วรรณาเงียบงันแต่ขอบตาบวมแดง เมื่อกลับถึงบ้าน ชาวบ้านเฝ้ามองด้วยความกลัวและสงสัย แต่ครั้งนี้ไม่มีใครเอ่ยไล่ปราดเปรื่องอีก กานต์เดินเข้ามายื่นมือให้เธอจับ สบตากันอย่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูด
เย็นวันนั้น หมู่บ้านเซ่นไหว้ภูติอีกครั้ง บทสวดเสียงแผ่วตามสายลม ปราดเปรื่องนั่งนิ่ง เงียวางหลุมของอดีตที่เธอแบกมาแสนนาน รู้ว่าหากจะอยู่รอดที่นี่ ต้องกล้าเผชิญหน้าความกลัวในใจ และยอมให้อภัยตัวเองด้วย
คืนต่อมา ป่ากระซิบเหมือนจะยอมรับเธอเป็นส่วนหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็กเล็กในลมหายใจของต้นไม้ค่อย ๆ จางหาย ชีวิตกลับคืนมาอย่างแปลกประหลาดกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในอ้อมกอดของเงามืดป่าเขา