ภาพนิ่ง..สีเทา
เสียงรองเท้าหุ้มผ้าที่ซุ้มอยู่บนพื้นไม้ส่งเสียงดังเบา ๆ ในโถงทางเดินเก่าของหอพักศิลปะแห่งหนึ่งย่านดินแดง แสงแดดสายฝ่าหน้าต่างกรอบสนิมลอดผ่านม่านฝุ่นจนเห็นฝุ่นล่องลอยในอากาศ มิลาเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานริมหน้าต่างที่ติดกับห้องนั่งเล่นของชั้นสาม ในมือถือสมุดร่างภาพเก่าเล่มหนึ่ง ระหว่างทางเธอก้มอ่านบางประโยคของไบเบิลแล้วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สังเกตเพื่อนร่วมชั้นที่กระจายอยู่รอบห้อง—ซันจิบน้ำแข็งในแก้ว พลางเหลือบตามองโทรศัพท์ในมือ กระแตหยิบบล็อกไม้ทีละอัน โรมพูดคุยกับใครบางคนผ่านวิดีโอคอล เธอวางสมุดลง ไอแห้ง ๆ ดังมาจากข้างในสุดของห้อง ทุกอย่างดูเหมือนปกติ หากแต่ในอากาศมีบางอย่างนิ่งงันผิดปรกติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มิลาเปิดประตูห้องพักเล็ก ๆ ของออสการ์ เธอสังเกตเห็นเตียงที่ถูกรื้อผ้าคลุมออก รูปถ่ายสีจาง ๆ ถูกแปะไว้บนผนังเหนือหัวเตียง คนในภาพยิ้มจางจนแทบจะละลายไปกับฉากหลัง แขวนบรรยากาศแปลก ๆ เอาไว้ในห้อง ริมหน้าต่างเปิดทิ้งไว้ ม่านปลิวบิดเบี้ยวไปตามลมอ่อน ๆ เธอกระซิบ “นาย…อยู่ไหนกันนะออสการ์”
เสียงฝีเท้าวิ่งขึ้นบันไดอย่างเร่งรีบ ซันผลักประตูเข้ามา ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมิลาในห้อง “ยังไม่เจอเหรอ” เขาถามเสียงเบา พลางหลบสายตา มือหยิบรูปถ่ายบนโต๊ะขึ้นดู กลืนน้ำลายก่อนจะวางมันไว้อีกที่
“ในกลุ่มแชทไม่มีใครพูดเรื่องเขาเลย” กระแตเดินตามเข้ามา ตาแดงเหมือนคนอดนอน “ไม่มีใครเห็นเขามาสามวันแล้ว มีแต่ข่าวลือกันเองว่าย้ายออกเฉย ๆ”
โรมตามมาสมทบ มือหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังไม่เปิด “ออสการ์เป็นคนที่ไม่มีวันลืมบอกใครถ้าจะไปไหน…แปลกนะ” เธอพูดเบา ๆ แววตาดูเหมือนพูดกับตัวเอง
มิลาเดินวนไปรอบห้อง รอยเท้าบนฝุ่นใกล้หน้าต่างชัดกว่าบริเวณอื่น มุมหนึ่งของห้องมีซองจดหมายขาด ๆ มุมปากถูกฉีก เธอหยิบขึ้นมาอย่างลังเล ถูกมือของซันแตะเบา ๆ ก่อนเอ่ย “เราไม่ควร…”
“ใครกันแน่ที่รู้เรื่องเขามากสุด” กระแตถามเสียงขุ่น “หรือจริง ๆ ทุกรู้อยู่แล้วแต่แค่ไม่พูด”
โรมวางบะหมี่ลง เอามือกอดอก ถอนหายใจ “ไม่เอาน่า…ทุกคนก็คาดเดากันไปเองทั้งนั้น อย่าพาเรื่องใหญ่กว่านี้ได้ไหม”
ซันเงียบอยู่นานมองรูปถ่ายของออสการ์ “เมื่อคืนผมฝัน…ไม่สิ ไม่ใช่ฝัน ผมคิดไปเองนั่นแหละ” เสียงเขาเคร่งเครียด อยู่ดี ๆ ซันก็ทิ้งประโยคกลางค้าง
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด ความอึดอัดแผ่ซ่านออกมาจากแต่ละคน ต่างหลีกเลี่ยงสายตา ออสการ์ที่ไม่มีใครเจอ กลายเป็นเงาหลอนในจิตใจของเพื่อนทั้งกลุ่ม
ช่วงเย็น มิลายืนอยู่หน้าเพ้นท์บอร์ดที่ห้องศิลปะ ร่องรอยผืนผ้าใบที่ออสการ์ทิ้งไว้ยังอยู่ คราบสีหยดเป็นลาย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากกระเป๋าเธอ “มิลา นายยังโอเครึเปล่า” เสียงกระแตจากอีกฝั่ง ฟังดูเจืออาการสั่น “เราจะไปเดินดูแถวคลองหลังหอด้วยกันไหม เผื่อเขาเดินเล่นแล้วล้มป่วย…” มิลาลังเลชั่วครู่ ก่อนจะตอบเบา ๆ “เราจะไป…แต่ถ้าเจออะไรแปลก ๆ สัญญานะ ว่าจะไม่ปิดบังกัน”
ใต้สะพานไม้ริมคลอง กระแตนั่งเหม่อชะโงกหน้ามองน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ เธอโยนเศษไม้ลงไปตามกระแสน้ำ ไม่มีใครพูดจา ทั้งสองนั่งฟังเสียงกบร้องวังเวงอยู่พักใหญ่ จนเสียงซันเดินตามหลังตะโกนดังขึ้น “ไม่มีอะไรเลย ตรงนี้ก็ไม่มี!”
กระแตลุกขึ้นยืนดึงแขนมิลา “แล้วถ้าเขาตั้งใจ…” สิ้นเสียงนั้นเครื่องสแกนใบหน้าโทรศัพท์ดังติ๊ดขึ้นมา มิลายกโทรศัพท์แต่ไม่ได้รับสาย ใบหน้าซีดเซียว สายตามองผ่านหัวไหล่ของเพื่อนเหมือนกำลังเห็นอะไรที่คนอื่นมองไม่เห็น
ค่ำลง โรมและซันช่วยกันค้นหาในห้องอเนกประสงค์ ทั้งคู่เงียบงัน ไม่มีบทสนทนา ซันชี้ไปที่ประตูหลังซึ่งมักถูกปิดตลอดเวลา โรมพึมพำเบา ๆ “คิดถึงวันก่อนที่เราสี่คนทะเลาะกับออสการ์ เขาโวยวายใส่แรงมาก…เราว่าบางทีเขาก็แค่อยากมีที่ของเขาเองนะ” ซันถอนหายใจ “แต่บางทีเขาก็ปิดตัวเองเกินไป จนไม่อยากให้ใครรู้ตัวตนจริง ๆ”
เหนือศีรษะ แสงไฟแว่วสลัวๆ เงาของทุกคนยาวเหยียดบนพื้น รอยกระทืบผนังห้องโดยไม่ตั้งใจของออสการ์กลายเป็นรอยร้าวที่ใคร ๆ ก็หลบตา
เวลาผ่านอย่างหนักอึ้ง วันที่สองที่ไม่มีออสการ์ขึ้นเรียน มิลานั่งวาดภาพ แต่ปลายพู่กันสั่นไหว สีไม่สัมผัสผ้าใบ เธอไม่กล้าเอ่ยชื่อเขาขึ้นมาอีก ซันเดินเข้ามา วางมือบนไหล่เธอ
“อย่าฝืนตัวเองเลย นายโอเคเหรอมิลา”
“มันเหมือนเราติดอยู่กับอะไรบางอย่าง พยายามพูดให้ทุกอย่างปกติ แต่เราไม่ปกติเลย”
สิ้นเสียง มิลาทรุดตัวลง วาดเส้นหนักแน่นลงบนกระดาษจนเสียงขีดข่วนดังทุกอณูห้อง ซันนั่งเงียบ ๆ เพียงส่งสายตาเห็นใจ ก่อนหันหลังเดินไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
ค่ำวันนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง กระแตรีบร้อนรับสายแล้วนิ่งค้าง ลมหายใจสั้น “…ออสการ์ส่งข้อความเสียงมาให้…แต่มันฟังไม่รู้เรื่องเลย เหมือนเสียงป่า” เธอยื่นโทรศัพท์ให้ซันมาช่วยฟัง ทั้งกลุ่มนั่งล้อม สายตาเครียด
เสียงในคลิปเบลอ มีแต่ลมหายใจแรง ๆ เหมือนคนกำลังวิ่ง เสียงกระดาษขูดผนัง แล้วค่อย ๆ เงียบลง
ทุกคนในกลุ่มได้ยินเสียงนั้น แล้วเลือกที่จะเงียบ ไม่ซักถามใครต่อ แต่มิลายังคงไม่ละความสงสัย เธอเปิดสมุดร่างภาพของออสการ์ เจอแผ่นกระดาษที่เขียนว่า ‘มีสิ่งที่เรายังไม่รู้จักซ่อนอยู่ในเงามืด’
คืนวันต่อมา ห้องเรียนศิลปะเงียบสนิท เสียงฝีเท้าของมิลาในความมืด สะท้อนกับเสียงเต้นหัวใจ เธอเดินตามเงาในความทรงจำ เธอลูบผนัง เจอรอยขีดข่วนที่ออสการ์เคยวาด ระหว่างหยุดนิ่ง เสียงประตูแผ่วเบาทำเอาเธอสะดุ้ง ซันเข้ามา คำพูดในลำคอ “เรารู้นะ ว่ามีบางอย่างในหอพักที่ไม่ควรเปิดเผยออกมา…”
“ซัน นายกลัวใช่ไหม” มิลาถามทั้งที่ไม่มองหน้า
“กลัว…กลัวว่าตัวเองอาจเป็นเหตุผลให้เขาหายไป”
“เราทำผิดกับออสการ์ คนที่เราเรียกว่าครอบครัว…แต่เรากลับเป็นคนผลักเขาไปเองสินะ”
เสียงอึ้งเต็มห้อง ซันเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ แสงไฟเส้นเดียวลอดผ่านประตู เลื่อนลงมาบนพื้นไม้เก่า รอยเท้าตอนออสการ์เดินผ่านภาพที่วาดไว้อย่างรีบเร่งยังปรากฏอยู่ ท่ามกลางความเงียบ เหมือนทุกคนกำลังรอฟังคำตอบที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
วันต่อมา หอพักคลาคล่ำด้วยแผ่นประกาศค้นหาออสการ์ รปภ.เดินก้มหน้าไม่สบตากลุ่มของมิลาที่นั่งอยู่ตรงบันได โรมเอ่ยเสียงสั่น ๆ “เราควรบอกความจริงกับท่านผู้ดูแล” กระแตสบตาแต่เม้มปากแน่น
“ถ้าเราบอก เขาอาจจะเข้าใจผิดกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำก็ได้” กระแตกระซิบ
“แต่การปิดบังนี่มันยิ่งร้ายกว่าใช่ไหม” โรมกอดกระเป๋าแน่น ไหล่ห่อเล็กน้อยเงียบลง ฉับพลันมือถือซันสั่นเตือน เขาชะงักก่อนกดดู เป็นรูปถ่ายห้องศิลปะไร้คน แต่ภาพมีเงาใครบางคนที่มุมห้อง
“นี่…มันถ่ายใหม่ สองชั่วโมงที่แล้ว…”
ทั้งกลุ่มเงียบกริบ มิลามองภาพนั้นนานจนสีหน้าเริ่มแข็งกร้าว
ค่ำคืนนั้นในห้องโถง รวมตัวกันแบบเงียบ ๆ ซันเป็นคนแรกที่พูดขึ้น “ผมสารภาพ เรามีปากเสียงกับออสการ์ ฝ่ายนั้นพูดแรงมาก ผมผลักประตูออกไปก่อน แล้วเขายังอยู่ในห้อง…หลังจากนั้นเราไม่ได้เจอกันอีก” ซันน้ำเสียงแหบแห้ง ความรู้สึกผิดสุมอก
โรมเงยหน้าช้า ๆ “ฉันว่ายังมีเรื่องมากกว่านั้น…คืนที่เขาหายไป ฉันเห็นเขาเดินออกจากหอช่วงตีสาม เขาทำหน้าตาเหมือนคนตัดสินใจอะไรบางอย่างเอง”
กระแตปาดน้ำตาเบา ๆ “แต่ทุกเหตุการณ์มันเหมือนทุกคนต่างก็มีส่วน…ได้โปรด บอกเรา จะได้ช่วยกันค้นหา ไม่ใช่โทษตัวเอง”
เสียงประตูดังแผ่วเบาเป็นสัญญาณที่ทั้งกลุ่มสะดุ้ง มิลารวบรวมความกล้าเดินไปเปิดประตูเจอจดหมายสั้น ๆ วางหน้าห้องตัวเอง เขียนว่า “อย่าหยุดหาฉัน ถ้าไม่อยากให้ทุกอย่างกลายเป็นสีเทานิรันดร์”
มิลาตาฉ่ำ มือสั่น กรรณิการณ์ในหัวสับสน เธอเร่งไปยังห้องศิลปะบนดาดฟ้ากับเพื่อน ๆ พบร่องรอยภาพวาดที่ออสการ์ทิ้งไว้เป็นเส้นสายยุ่งเหยิง ราวกับกำลังร้องขอความเข้าใจ
ซันถามเบา ๆ “ถ้าเราตามหาแล้วไม่เจอ…นายโอเคเหรอ”
“แย่ลงกว่าเดิมมั้ยที่ต้องอยู่กับความเงียบ” กระแตเติมเสียงสั่น
โรมยืนเคียงข้าง “เราไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะดีที่สุด…แต่ถ้ามีใครต้องจากไปอีกคน เพราะรับไม่ได้ เราคงอยู่ต่อเองไม่ได้เหมือนกัน”
ความเงียบเย็นยะเยือกต่อเนื่อง รอยเท้าบนฝุ่นเริ่มหายไป รูปถ่ายหน้าประตูถูกวางไว้ใหม่ ในภาพไม่มีใครนอกจากเงาสีเทาเหงาของออสการ์ ระหว่างที่ต่างคนต่างจมอยู่กับความรู้สึกผิด มิตรภาพที่แหลกสลายก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาใหม่ทีละน้อย ภาพจำของออสการ์กลายเป็นเงาบาง ๆ ที่ไม่เคยหายจากห้องนี้อีกเลย