ความลับบนเกาะวารี
เสียงเครื่องยนต์เรือกระแทกคลื่นทะเลในเวลาเช้าตรู่ พล อยู่นิ่งบนเก้าอี้ไม้ปลายเรือ จ้องมองไปข้างหน้าด้วยดวงตาแข็งกร้าว แม้จะปิดหูฟังอยู่แต่เสียงกรีดร้องเจี๊ยวจ๊าวของเพื่อนๆ ก็ยังเล็ดลอดเข้ามาได้บ้าง อัยย์นั่งตรงข้ามเขา กำลังหัวเราะคิกคักขนมปังปลิวหล่นบนตัก สีหน้ายิ้มง่ายแต่แววตากลับเหมือนหลบซ่อนอะไรสักอย่าง ท้องฟ้าสีครามเปิดกว้างเหนือเรือประมงขนาดกลางที่บรรทุกนักเรียนห้าชีวิตและครูประจำค่ายไปยังเกาะวารีอันโดดเดี่ยวใจกลางทะเลอันกว้างไกล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พล ถ้ามีฉลามนายจะว่ายหนีไวไหม?” เก่งโยนคำถาม พลขมวดคิ้ว ก่อนจะถอนหายใจ
“ก็จะรีบว่าย บ้าเหรอ ใครจะอยู่ให้มันกินเล่า” พลตอบเสียงห้วน เก่งหัวเราะ กรณ์, สาวร่างเล็กผมสั้น ผู้เงียบขรึมตลอดทาง เงยหน้ามองพระอาทิตย์
“จะถึงยัง…” เสียงของกรณ์เบาแต่แฝงด้วยความกังวล อัยย์จับมือตัวเองแน่น พยายามไม่ให้อีกฝ่ายเห็นความร้อนรนในมือที่สั่นไหว
“อีกแป๊บเดียว เดี๋ยวครูสั่งให้เข้าฝั่ง” ครูจันทร์ ประจำวิชาชีววิทยาเสียงแข็ง พูดตัดบท
หลังจากเรือจอด พลโดดขึ้นท่อนไม้ที่ยื่นออกจากชายฝั่ง เกาะวารีรายล้อมด้วยป่าทึบ ต้นไม้สูงชะลูดและเสียงนกร้องไม่หยุดหย่อน ทุกคนหิ้วเป้เดินแถวตามกันขึ้นฝั่ง ก้าวแรกที่เท้าแตะผืนทราย พลแอบขยับเสื้อเชิ้ตให้ปิดรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือขวา เขาเดินนำโดยไม่หันกลับ ทั้งที่รับรู้ว่าสายตาของใครบางคนยังคงจ้องหลังเขาอยู่
เย็นวันแรก ถูกเหน็บแนมด้วยตารางกิจกรรมแน่นเอี๊ยดและอากาศเปียกชื้น อัยย์กับมายด์—สาวน้อยเลือดร้อนผู้พูดทันปาก ลากกระเป๋าเข้าไปในบ้านพักไม้สองชั้นที่แบ่งเป็นสองห้องนอนใหญ่ บนฝาผนังมีรูปหมู่คนแปลกหน้าเก่าๆ ติดอยู่เรียงราย บรรยากาศเหมือนจะอบอุ่นแต่กลับทำให้อัยย์รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“พลกับเก่ง ห้ามแกล้งคนนะ ฉันเตือนเลย” มายด์เสียงดัง อัยย์หัวเราะ เอามือปิดปาก “พูดกับพลเหมือนพลจะกล้าแกล้ง—หมอนั่นดูเหมือนอยากกลับบ้านจะตาย” มายด์มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาต้นไม้ไหววูบวาบ
คืนนั้นเสียงป่าดังเข้ามาในห้อง อัยย์นอนพลิกไปมา ขณะที่มายด์หายใจสม่ำเสมอ เหงื่อเย็นซึมตามขมับ อัยย์ปลอบตัวเองว่าไม่มีอะไร แม้ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเสียงเด็กๆ ที่เหมือนจะคุยกันข้างนอกกระจก นานหลายนาทีเธอจึงกล้าลุกไปปิดหน้าต่าง ลมทะเลแผ่วเบาพัดเข้ามาก่อนที่เสียงนั้นจะเงียบหายเข้าไปในความมืด
รุ่งสาง วันใหม่มาถึงเร็วกว่าความง่วง พลเก็บเป้ เดินไปริมทะเลสาบกลางเกาะด้วยความตั้งใจจะหลบคนอื่น เสียงฝีเท้านุ่มๆ ตามมาข้างหลัง เขายอมหยุดรอ
“นายหลบหน้าฉันเหรอ” กรณ์เอ่ยขึ้นกะทันหัน พลเมินหน้าไปทางอื่น
“เปล่า” พลตอบห้วน รอยยิ้มกระตุกบนใบหน้ากรณ์ “โกหกเหมือนเดิมนะ…” แล้วเงียบไป ก่อนเดินไปนั่งใกล้ขอบน้ำ ให้แผ่นหลังพลเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
พวกเขาเริ่มต้นวันด้วยการเดินสำรวจพื้นที่เพื่อบันทึกข้อมูลพรรณไม้ อัยย์สังเกตเห็นว่าในป่ามีทางเดินดินสีแดงแปลกแยกจากพื้นที่โดยรอบ เธอเอานิ้วแตะดู ไม่นานมือก็ชาเฉียบ เธอข่มใจไม่พูดกับใคร ลอบเก็บเศษดินนั้นใส่หลอดทดลอง
ในสวนอาหารยามเที่ยง กลุ่มวัยรุ่นนั่งล้อมวง เก่งพูดไม่หยุด จะเอาเรื่องผีมาเล่า มายด์เบ้หน้า
“เธอกลัวเหรอกรณ์?” พลแหย่ กรณ์เงียบ ริมฝีปากขบแน่น
มายด์หันขวับมาทางพล “นายต่างหากที่กลัว ไม่มีใครสังเกตเลยเหรอว่าเขาไม่ค่อยพูดเรื่องบ้าน… หรือว่า เขามีความลับอะไรเหมือนกับเกาะนี้รึเปล่า?” มายด์เหน็บเสียงต่ำ บรรยากาศเงียบงัน
สายวันนั้น อัยย์พยายามปลีกตัวกลับไปที่ห้องวิทย์ครูจันทร์เพื่อตรวจสอบดินประหลาด เธอหยิบแว่นขยายเพ่งดู พบว่ามีเศษอะไรบางอย่างคล้ายเปลือกไข่ผสมอยู่ จังหวะนั้น ประตูห้องถูกผลักเปิดแรง ครูจันทร์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าหนักใจ
“หนูหาอะไรอยู่น่ะอัยย์” อัยย์ชะงัก มือกำหลอดทดลองแน่น
“เอ่อ…หนูแค่อยากรู้ว่ามีแร่แปลกๆ ที่อยู่บนเกาะนี้มั้ยค่ะ” เธอตอบช้าๆ โดยที่ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา
“ระวังตัวนะ ที่นี่…สิ่งที่ตาเห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด” ครูจันทร์พูดพลางเหลือบมองหลอดทดลองในมืออัยย์แล้วเดินออกไปอย่างไม่อธิบายอะไรเพิ่ม
ตกเย็น พลออกเดินท่ามกลางฝนโปรยเล็กน้อยเพื่อสงบใจใต้ร่มต้นหมาก เขานั่งลง เหยียดขาออกยาว เสียงเท้าแฉะๆ ดังใกล้เข้ามา เป็นเก่งกับกรณ์
“คิดอะไรอยู่?” เก่งถาม พลไม่ตอบ กรณ์ยืนพิงต้นไม้ ใบหน้ายังเครียดขึง
“นายรู้สึกมั้ย… ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล กับที่นี่?” เก่งพร่ำถามเสียงกระซิบ
“ใช่ ฉันฝันแปลกๆ ทั้งคืน ไม่รู้เป็นเพราะอะไร” พลแลบลิ้นแตะริมฝีปาก ลอบมองกรณ์ที่ยังไม่พูดจาอะไรสักคำ
คืนนั้น อัยย์ฝันถึงเสียงคนร้องไห้ ร่างโปร่งใสของเด็กหญิงในชุดขาวเดินวนรอบเตียง เธอกระพริบตาแรง พยายามดึงตัวเองออกจากความกลัว หายใจแรงในความมืด เสียงหัวใจเต้นตึกๆ ยังสะท้อนในห้อง ก่อนแสงจากมือถือมายด์จะสว่างขึ้น “เป็นไรอัยย์? ฝันร้ายเหรอ?” มายด์ถามเสียงงัวเงีย อัยย์นิ่งไปครู่
“ไม่เป็นไร…แค่ฝันไปน่ะ” เธอยิ้มเจื่อน ทว่าในใจกลับไม่แน่ใจเลยว่าเป็นแค่ฝันจริงหรือเปล่า
เช้าวันต่อมา ครูจันทร์ประกาศเปลี่ยนตารางกิจกรรม จะให้ทุกกลุ่มแบ่งทีมเดินสำรวจในป่างูเห่า เฉพาะคนกล้า อัยย์ลังเล พลดูชอบใจผิดคาดเพราะเหมือนได้หลบสายตาประหลาดใจจากเพื่อน
ระหว่างเดินในป่า พลกับกรณ์แยกไปอีกด้านตามรอยสัตว์ เก่งรั้งท้าย เงียบผิดปกติ อัยย์รู้สึกวังเวง เธอหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดู จู่ๆ เห็นอะไรบางอย่างเหมือนเงาเคลื่อนไหวไหลผ่านหลังต้นไม้ใหญ่ มายด์เบิกตากว้าง “เห็นมั้ย! ฉันเห็นจริงๆ!” พลรีบเดินกลับมากระซิบเสียงเครียด “อย่าเพิ่งบอกใคร เดี๋ยวตื่นตระหนก”
ทีมหลงทางชั่วครู่ แต่สุดท้ายกลับออกสู่ทะเลสาบ พลหายใจโล่ง อัยย์เดินเลียบขอบน้ำ หยิบบางอย่างได้—สร้อยข้อมือสีซีด พลเบิกตา ก้มลงจับข้อมือขวาตัวเอง สายตาหลบวูบ
“ของนาย?” อัยย์ถามเสียงแผ่ว
“ไม่ใช่” พลพูดเสียงแผ่ว แต่แววตาแฝงบางอย่าง กรณ์จ้องหน้าเขาเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็กลืนคำพูดลงคอ
ตกรอบกองไฟคืนนั้น มายด์ลุกขึ้นประกาศจะเล่นผีถ้วยแก้ว “ถ้าใครไม่กล้าก็ไม่ต้องเล่นนะ!” เธอตะโกนขู่ แม้แต่ครูจันทร์ยังทำท่าเหมือนไม่อยากอยู่ใกล้ กลุ่มเด็กนั่งล้อม มือลงแก้ว ทุกคนสัมผัสบางสิ่งแปลกปลอมในอากาศ
“มีใครตายบนเกาะนี้ไหม?” มายด์ถามแรง แก้วขยับอย่างรวดเร็ว ผู้เล่นหน้าซีดเผือด เก่งมือสั่น อัยย์มองหน้าพลกับกรณ์ “มัน…มันเล่นไม่ได้จริงๆ มันอันตราย!” กรณ์โพล่งออกมาเสียงสั่น กลุ่มหยุดชะงักทันที
หลังเหตุการณ์กองไฟ แต่ละคนพากันกลับห้อง โดยไม่มีใครคุยเรื่องผีอีก อัยย์หอบหนัก เธอเปิดกล่องไม้เหนือหัวเตียง พบจดหมายปริศนาฉบับเก่า จ่าหน้าถึง “คนที่ยังใจดี” ข้อความในนั้นบอกเล่าว่า เกาะวารีเคยเป็นที่กักกันเด็กกำพร้า และมีเด็กหญิงปริศนาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนเงียบเชียบ อัยย์ขนลุก ซ่อนกล่องนั้นพลางแอบสบตากับเงาสะท้อนในกระจกเงาฝาไม้ ม่านตาของเธอดูเหมือนมีใครแอบยืนอยู่ข้างหลัง