เงาในบ้านสวน
เสียงรองเท้าบนพื้นไม้เก่าดังสะท้อนท่ามกลางความว่างเปล่า ธันวาเดินลากกระเป๋าใบเดียวผ่านประตูบ้านสวนหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ชายหมู่บ้าน อากาศเย็นเฉียบในยามเย็นเดือนกันยายนแผ่ซ่านไปทั่วบ้าน เฉกเช่นความว่างเปล่าที่เกาะกินหัวใจเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บ้านหลังนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงแม่เรียก เสียงครกตำเครื่องแกง แต่บัดนี้ ทุกอย่างเงียบงันหลังการตายกะทันหันของแม่เมื่อเดือนก่อน ธันวาต้องกลับมาเพราะไม่มีทางไปอื่น หลังจากตกงานที่กรุงเทพฯ เขาเป็นเสมือนคนไร้ราก
กลิ่นหอมเย็นของดินหลังฝน และกลิ่นไม้เก่าทำให้เขารู้สึกอึดอัดราวมีอะไรบางอย่างคอยจับจ้อง เขามองไปรอบบ้าน เห็นรูปเก่าของครอบครัวในกรอบไม้ฉลุวางบนชั้น คนในภาพยิ้มแต่แววตากลับเหงา
ขณะเขาเดินสำรวจ เห็นรอยเท้าโคลนจาง ๆ ที่พื้น ไร้เหตุผลที่รอยเท้าจะอยู่ในบ้านที่ปิดเงียบ ธันวาขมวดคิ้ว ตัดสินใจเดินไปเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นไหลผ่าน ผ้าม่านขาวปลิวไหวอย่างไร้เสียง
ค่ำคืนนั้น ธันวานั่งอยู่หน้ารูปแม่ ราวกับต้องการพูดคุยแต่พูดไม่ออก เสียงนาฬิกาติดผนังเดินติ๊ก ๆ เหมือนย้ำเตือนเวลาที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า
“พรุ่งนี้ต้องไปพบผู้ใหญ่บ้านสินะ…” เขาพึมพำคนเดียว กลัวที่จะต้องพบใคร ๆ ในหมู่บ้านที่เขาจากมาเนิ่นนาน
กลางดึก ธันวาตื่นเพราะเสียงกุกกักเบา ๆ ดังมาจากห้องครัว เขาเดินย่องไปอย่างระวัง พบเพียงถ้วยชามเก่า ๆ วางเกลื่อนกรงขังฝุ่นหนา แต่ประตูหลังบ้านกลับเปิดแง้ม ทั้งที่เขาจำได้ว่าล็อกไว้แน่นหนา
“ใครอยู่ตรงนั้น?” เสียงเขาขาดห้วง กลัวจนเงียบไปเอง ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงความมืดและกลิ่นดินเปียก
เช้าวันถัดมา ธันวาเดินไปหาผู้ใหญ่บ้าน แววตาชาวบ้านที่พบระหว่างทางเต็มไปด้วยความลังเล บ้างเมินหน้าหนี บ้างจ้องเขม็งราวกับเขาเป็นคนนอก
“ธันวา…ไม่ได้เจอกันนาน” ผู้ใหญ่สงวนรับหน้าเคร่งขรึม “มาอยู่คนเดียวแบบนี้ ระวังด้วย เดี๋ยวนี้มีเรื่องคนหายบ่อย”
ธันวานิ่งงัน “คนหาย?”
ผู้ใหญ่พยักหน้าเบา ๆ เหมือนจะบอกแต่ก็กลัวอะไรบางอย่าง “ระวังไว้เถอะ ค่ำ ๆ อย่าออกไปไหน”
เขากลับบ้าน อาหารในตู้เย็นยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ของบางอย่างกลับหายไป เช่นโถข้าวสารที่แม่เคยใช้ประจำ เขาเดินหาไปทั่วทั้งบ้านแต่ก็ไร้วี่แวว
ค่ำวันนั้น ฟ้ายังไม่ทันมืดดี ก็มีเสียงคนเคาะประตู ธันวาเปิดออกช้า ๆ พบหญิงสาวท่าทางอ่อนล้า “ธันวา…จำฉันได้ไหม อร”
ธันวาจำได้ เธอคือเพื่อนบ้านที่เคยวิ่งเล่นด้วยกัน อรหน้าซีด เหนื่อยหอบ “ขออยู่ด้วยคืนนี้ได้ไหม บ้านฉัน…ฉันกลัว”
“เกิดอะไรขึ้น?” ธันวาถาม
อรสบตาเขา เงียบไปนานก่อนจะกระซิบ “เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียงเรียกชื่อฉันจากสวนหลังบ้าน แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย”
ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ในห้องรับแขก อรเล่าอย่างหวาดผวาว่าผู้คนในหมู่บ้านเริ่มหายตัวไปทีละคน ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านตอนกลางคืน ข่าวลือเรื่องเงาดำในสวนหลังบ้านแพร่ไปทั่ว
ธันวาฟังพลางขยับตัวไม่สบายใจ “แม่ฉันเคยพูดถึงอะไรแบบนั้นไหม?”
อรส่ายหน้า “แม่เธอไม่เคยพูด…แต่ฉันเห็นแม่เธอเดินในสวนตอนดึกบ่อย ๆ เหมือนกำลังพูดอยู่กับใคร”
คืนนั้น ทั้งคู่ต่างนอนไม่หลับ ธันวาได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินวนอยู่รอบบ้าน เสียงกิ่งไม้เสียดสีหน้าต่าง ราวกับมีอะไรกระซิบเบา ๆ ข้างหู
เช้าตรู่ ฝนโปรยปราย ธันวาเดินออกไปดูสวนหลังบ้าน ต้นไม้ใบหญ้าชุ่มน้ำจนแทบมองไม่เห็นทาง แต่เขากลับเห็นรองเท้าแตะเก่าคู่หนึ่งจมอยู่ในโคลน ใกล้ต้นมะม่วงที่แม่เขาชอบนั่ง
“แม่?” เขาเรียกเสียงเบา ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงลมพัดเอื่อย ๆ กับเงาต้นไม้สั่นไหว
เมื่อเขาเดินกลับเข้าบ้าน อรถือซองจดหมายเก่า ๆ ที่เพิ่งพบในลิ้นชัก “ธันวา นี่อะไร…ชื่อเธอแต่เขียนด้วยลายมือแม่เธอ”
จดหมายนั้นเขียนด้วยประโยคสั้น ๆ ‘ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่าไว้ใจเงาในบ้านสวน’
ธันวากับอรมองหน้ากันเงียบ ๆ ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วบ้าน
วันต่อมา ธันวาสังเกตว่ามีรอยโคลนใหม่ ๆ โผล่มาอีกครั้งที่หน้าประตู ทั้งที่เมื่อคืนไม่มีใครออกไปไหน อรเริ่มหวาดระแวงมากขึ้น
“เธอเคย…เห็นอะไรแปลก ๆ มั้ย?” อรถามเสียงเบา
ธันวาส่ายหน้า “ฉันฝันถึงแม่ พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง”
“อาจไม่ใช่แค่ฝัน” อรพูดพลางตัวสั่น
เย็นวันนั้น ธันวาตัดสินใจเปิดห้องเก็บของบนชั้นสอง ห้องที่แม่เขาห้ามเข้าเสมอ ข้างในมีของใช้โบราณมากมาย มีกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนด้วยภาษาแปลก ๆ ที่เขาอ่านไม่ออก
ทันใดนั้น หน้าต่างห้องเปิดเอง ลมแรงพัดกระดาษปลิวหล่น ธันวารีบคว้าไว้พลางเห็นเงาแวบหนึ่งสะท้อนในกระจกเงา เงานั้นสูงผอมผิดรูปแต่คล้ายเป็นเงาของเขาเอง
เขารีบออกจากห้อง เจออรยืนอยู่หน้าประตู “ธันวา…ฉันได้กลิ่นกลิ่นอะไรแปลก ๆ เหมือนกลิ่นดินเปียกปนกลิ่นเน่า ๆ”
ทั้งสองเดินกลับไปที่สวนหลังบ้าน อรหยุดกะทันหัน เธอชี้ไปที่หลุมตื้น ๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีเศษผ้าและโถดินเผาโผล่ขึ้นมาเล็กน้อย
“ขุดดูไหม?” อรถามเสียงสั่น
ธันวาลังเลแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลงมือ ขุดไปสักพักก็พบโถดินเผาใบใหญ่ ฝาปิดแน่น เมื่อเปิดออก กลับมีแต่ดินดำ ๆ และเศษของบางอย่างที่คล้ายผมมนุษย์ผสมอยู่
อรผงะถอย ธันวารู้สึกหายใจไม่ออก เงาที่ทอดลงบนพื้นดินดูจะยืดยาวผิดปกติ
ค่ำคืนนั้น ความอึดอัดในบ้านทวีความรุนแรง ทุกอย่างเงียบกริบจนแม้แต่เสียงลมหายใจยังดังชัด
กลางดึก ธันวาได้ยินเสียงแม่กระซิบเรียกชื่อเขาจากสวนหลังบ้าน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าและหวาดกลัว
เขาเดินตามเสียงออกไป อรตามมาด้วย ท่ามกลางความมืด สองคนมองไม่เห็นใคร แต่เสียงกระซิบยังลอยอยู่
“เงา…มันจะไม่ปล่อยเราไป…” เสียงนั้นแผ่วเบา ก่อนจะเงียบหาย
เช้าวันต่อมา อรไม่อยู่ ธันวาหาเท่าไรก็ไม่พบ มีเพียงรองเท้าแตะของเธอทิ้งไว้ที่หน้าประตูหลังบ้าน
เขาเดินกลับเข้าไปในบ้าน เจอผู้ใหญ่บ้านกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมายืนเงียบ ๆ หน้าบ้าน
“เธอเห็นอรไหม?” ผู้ใหญ่ถาม
ธันวาส่ายหน้า “เมื่อคืนเธออยู่กับผม…แล้วก็หายไป”
ชาวบ้านมองหน้ากันอึดอัด หนึ่งในนั้นพูดเบา ๆ “บ้านหลังนี้…มันเลือกคนอยู่”
ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสบตาเขา ก่อนจะค่อย ๆ เดินจากไป ทิ้งธันวาไว้กับความสงสัยและความกลัว
ธันวารู้สึกเหมือนเงามืดในบ้านสวนค่อย ๆ รุกล้ำเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ
ตกเย็น เขาตัดสินใจเผาโถดินเผานั้นในสวน หวังว่าจะยุติเรื่องประหลาดเหล่านี้ได้ ขณะไฟลุกโชน เขาได้ยินเสียงเงียบสนิทผิดปกติราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง
จู่ ๆ เงาดำแวบไหวปรากฏข้างต้นไม้ใหญ่ เงานั้นสูงผอม มีใบหน้าเลือนรางคล้ายแม่ของเขา แต่มองตรงมาที่ธันวาด้วยสายตาเศร้าลึก
“อย่า…อยู่ที่นี่…ออกไป…” เสียงนั้นจางหายไปในสายลมก่อนเงาจะค่อย ๆ กลืนหายไปในความมืด
เช้าวันรุ่งขึ้น ธันวาเก็บของ เตรียมเดินออกจากบ้านสวน ชาวบ้านยืนมองเขาเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร
ก่อนจะออกจากหมู่บ้าน เขาหันกลับไปมองบ้านสวนหลังเก่า เงาของเขาทอดยาวผิดปกติบนพื้นดิน คล้ายกับมีใครอีกคนยืนอยู่ข้าง ๆ
ลมเย็นวูบผ่าน ใบไม้ไหวเงียบงัน เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของธันวาที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ขณะที่เงานั้นยังคงอยู่…