ชมรมกีฬาที่ไม่เคยชนะ
เสียงหวูดประจำโรงเรียนดังลั่นกลางสนาม เด็กนักเรียนส่วนใหญ่แกล้งทำหูทวนลม และรีบเดินกลับห้องเรียนอย่างเร็ว โจ เด็กหนุ่มหน้าเข้มอายุ 16 ปี ยืนกลางสนามในเครื่องแบบนักเรียนด้วยสีหน้ามุ่งมั่น เขาหันซ้ายขวา มองหากลุ่มนักเรียนที่เหมาะกับเขาเสียที หลังเปลี่ยนโรงเรียนมาเดือนกว่าแล้ว ยังไม่มีชมรมไหนต้อนรับเขาอย่างจริงจัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ย ๆ พวกนายเห็นประกาศรับสมาชิกชมรมกีฬายัง?” โจตะโกนถามกลุ่มเด็ก 3 คนที่กำลังนั่งแกะเมล็ดแตงอยู่ใต้ต้นหูกวาง
“สงสัยจะเป็นชมรมเดียวที่ยังมีที่ว่างนะ” เอก คนผอมสูงผมฟู พูดเสียงอู้อี้ไม่หันมามองโจ
วุฒิ ซึ่งนั่งข้าง ๆ กันส่ายหัวเบา ๆ ใส่โจ “ไม่ต้องเล่นก็ได้มั้ง ยังไงสุดท้ายก็มาเชียร์อย่างเดียวเหมือนเดิม”
โจไม่ย่อท้อ ดึงเก้าอี้มาแล้วนั่งใกล้วุฒิจนฝุ่นกระจาย “แต่ปีนี้มีฉัน ถึงจะแพ้ทุกปี ปีนี้จะประวัติศาสตร์!”
อาย เพื่อนหญิงคนเดียวในกลุ่ม หัวเราะ “กล้าพูดอย่างงี้ เอาอะไรมั่นใจจ๊ะ คิดว่าคุณโจจะเปลี่ยนโชคชมรมได้?”
โจยืดอก เขาชอบให้ใครท้า “ฉันเคยลงแข่งเปตองตอนอยู่ รร.เดิมด้วยนะ ได้อันดับ 6 เลย!”
“รร.เดิมมีแค่หกทีมเองหรือเปล่า?” วุฒิสวนทันควันแล้วขำกลิ้ง
โจนิ่งไปหนึ่งวินาที แล้วรีบเบี่ยงประเด็น “ไหนลองให้ดูหน่อยสิว่ากีฬานี้พวกนายถนัดกันป่ะ?”
เอกเหยียดยิ้ม “เราเป็นชมรมกีฬาผสมชนิด ไม่ใช่ชมรมเปตองว่าไงเถอะ!”
“ไอ้ ‘ผสมชนิด’ คืออะไรวะ?” โจถาม
“คืองานไหนเหลือกีฬาไหน… เราก็เล่นหมดอ่ะ จริง ๆ ไม่ถนัดอะไรสักอย่าง” อายตอบแล้วมองฟ้า นึกถึงปีที่แล้วต้องไปเตะตะกร้อทั้งที่ไม่รู้วิธีกระโดดเตะ
โจฉายแววตาไฟ “งั้นขอรับหน้าที่หัวหน้าทีมเลย! เดี๋ยวจะบริหารจัดแจงให้สุดยอด!”
เอกกับวุฒิมองหน้ากัน—แต่ยอมโดยดี ไม่มีใครเสนอตัวชน โจจึงชูมือ “เอ้า! ประกาศเลยนะ ฉันจะนำพวกเราไปสู่ชัยชนะ!”
หลังเลิกเรียนทั้งกลุ่มแวะไปที่ห้องพละ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีแรกจนตอนนี้ ห้องชมรมเต็มไปด้วยถ้วยรางวัลสีฝุ่น—ทั้งถ้วยปลอบใจ ถ้วยทีมดีเด่นปลอม และป้าย ‘เข้าร่วม’ ที่แปะข้างฝาห้อง
โจมองไปทั่วห้อง รู้สึกสปิริตพุ่งพล่านจนต้องพูดให้ตัวเองฮึกเหิม “ปีนี้เราต้องการอะไรที่ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ!”
อายยิ้ม “ปีที่แล้วพิธีกรงงมากว่าให้รางวัลนี้เพราะอะไร ไม่มีใครจบแม้แต่กีฬาเดียว”
วุฒิหยิบสมุดโน้ตที่มีแต่รอยขีดฆ่าขึ้นมา “นายจะแนะนำแผนยังไง โจ?”
โจเงยหน้าขึงขัง “เราต้องหมั่นฝึกให้เป็นกิจวัตร แต่ละชนิด สัปดาห์ละวัน! ใครก็ได้เลือกได้เลย เริ่มพรุ่งนี้!”
เอกเหล่มองโจ “เอาจริงดิ? เมื่อปีที่แล้วซ้อมยิงธนูในห้องแล้วลูกธนูพุ่งไปติดพัดลม โรงเรียนยังไม่ลืมเลยนะ”
โจทำเป็นไม่ได้ยิน รีบลุยไปที่กระเป๋าอุปกรณ์ “เราจะเริ่มจากเปตอง—นายช่วยไปหยิบที่นอนสนามให้หน่อยเอก”
ผ่านไป 10 นาที ทุกคนล้อมวงกับลูกเปตองที่หนักผิดปกติ
“ลูกเปตองนี่ เหมือนจะเก่าแฮะ… เอ๊ะ นี่คือลูกอะไร ทำไมมันเป็นลูกเบสบอล?” วุฒิก้มมองลูกกลม ๆ ในมือ
โจเกาหัว “อันนี้น่าจะ… ลูกโกะ เอ๊ะ หรือวอลเลย์บอลเด็กเล่น?”
อายอดขำไม่ได้ “ตกลงวันนี้ซ้อมกีฬาอะไรกันแน่เนี่ย?”
โจกลบเกลื่อน “ขอเวลาแป๊บ เดี๋ยวจัดระเบียบก่อน”
ฉากเย็นวันต่อมา ต่างคนต่างเตรียมอุปกรณ์ใหม่ คราวนี้โจนำด้วยยิ้มมั่นใจจนเพื่อนเริ่มแอบกระซิบ
เอก “ฉันว่านายไม่เคยชนะสักกีฬาเลยใช่ไหม?”
โจตอบช้า ๆ “ไม่จริง ก็เคยชนะซักครั้งนึง… มั้ง”
วุฒิยิงคำถามซ้ำ “แล้วทำไมมั่นใจว่าจะพาเราชนะ?”
“เพราะฉันเคยเห็นตัวเองในกระจกตอนเตะบอล ดูเหมือนนักกีฬาที่จะพาทีมไปข้างหน้า!”
เสียงขำประสานหลุดออกมาอีกครั้ง ทุกคนเริ่มตั้งคำถามกับหัวหน้าคนใหม่ที่ดูจะจริงจังกับชัยชนะ จนเพื่อน ๆ ลืมไปว่าพวกเขาเองก็ไม่ถนัดอะไรเลยสักอย่าง
สัปดาห์ต่อมา ‘แผนฝึกประสาน’ ของโจเริ่มต้น แต่ความวุ่นวายกลับบังเกิดทันที ตั้งแต่ซ้อมวิ่งสวนสนาม โจนำทุกคนวิ่งอ้อมเสาธงผิดเส้นทาง แล้วหลงเข้าไปในโซนสนามซ้อมดนตรีไทย นักเรียนวงปี่พาทย์ตกใจโดนทีมโจบุกกลางวงเฉย ๆ
อายหอบ “โจ! ทำไมวิ่งมาอ้อมศาลพระภูมิ?”
โจทำหน้าสงบ “ฉันคิดว่าเป็นสถานีเข้าเส้นชัย”
วุฒิถอนหายใจ “นี่มันชมรมผจญภัยแล้วนะ”
ผ่านไปอีก สองอาทิตย์ การซ้อมกีฬาทุกประเภทของชมรมจบด้วยเสียงหัวเราะบ้าง เสียงบ่นบ้างและบางทีก็เสียงลมจับ เมื่อทุกคนสลับกันเป็นคนคิดแผน—แต่ก็พังพอ ๆ กับแต่ละอัน
เอก: “คราวนี้ลองซ้อมฟุตซอล เอานายไปเป็นโค้ช โจ”
โจขึงขัง “เข้าแถว! เดี๋ยวฉันแสดงท่าเตะทะเบียนให้ดู…”
ลูกบอลถูกเตะพลาดชนกระเป๋านักเรียนเสียงดัง ปลุกให้ครูวิ่งออกมาดู
ครูพละแวะมาเยี่ยมชมรม “ปีนี้เห็นว่าจะชนะแน่เหรอ?” พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ
โจพยักหน้าจริงจังเพราะมั่นใจตัวเอง “ถ้าดูแค่กระจก เผลอ ๆ ได้เหรียญทองแน่นอนครับ!”
ครูถึงกับส่ายหน้า “ขอให้โชคดีนะ” แล้วเดินจากไป
วันแข่งกีฬาสีมาถึงเร็วเกินคาด แผนการของโจยังไม่ได้เข้ารูปเข้ารอย ทุกคนต่างคนต่างลุ้นระคนกังวล แต่อายดันเข้าใจผิด คิดว่าโจสั่งให้พวกเขาแต่ละคนเลือกสีทีมแล้วเดินทวนเวลากลับไปหาทีมตัวเอง กลายเป็นต่างคนต่างกระจัดกระจายอีก
เอก : “โจ! จะรวมทีมได้รึยัง ยังซ้อมไม่เสร็จเลย!”
วุฒิ : “ฉันว่าวุ่นเกินไปละนะ พอเหอะ”
ทุกคนพลันเงียบ ต่างคนต่างนั่งบนเบาะสนาม เงียบจนได้ยินเสียงจักจั่น แล้วโจพูดเสียงอ่อย “จริง ๆ ฉันก็แค่…อยากมีทีม…แค่นั้นเอง”
อายที่สังเกตเห็นความรู้สึกจริงของโจเดินเข้ามาใกล้ “ไม่มีใครเคยชนะ แต่ไม่มีใครคิดเปลี่ยนทีมเลยนี่นา แค่นี้ก็เหมือนชนะแล้วป่ะ?”
เอก : “กอดกลุ่ม ๆ พูดซึ้งอะไรเนี่ย โดนแกล้งรึเปล่า?”
วุฒิ : “ซ้อมต่อเถอะ เดี๋ยวจะไม่มีใครส่งชื่อเข้าแข่งอีก”
ทีมกลับมาหัวเราะและเริ่มซ้อมต่อ (แม้จะซ้อมกันมั่วซั่วเหมือนเดิม) ในวันแข่งจริง ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่มาถึง เมื่อโจเข้าใจว่าต้องแข่งขันเปตอง ในขณะที่รายการจริงเขาจับ ฉลากได้ข้ามรุ่นแข่ง “วิ่งสามขา” กับทีมประถม
โจตะโกนดิบดี “ผูกขาฉันกับเอกเร็ว!”
เอกขยับเข้า “แต่ตารางเขียนว่า วิ่งสามขาต้องมีสามคนไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ต้อง งง! ผูกให้แน่นเข้า เดี๋ยวโชว์แผนลับ!”
ผลคือทั้งสองคนวิ่งพลาดล้มกลิ้งไปชนทีมประถม เด็กประถมใจดีช่วยประคอง ในขณะเดียวกัน วุฒิกับอายดันสับสนสนามจนวิ่งไปเข้าเส้นชัยของวิ่ง 100 เมตรชาย เด็กนักเรียนหันมามองกันทั้งสนาม
เสียงพิธีกรดังขรม “กรุณานักเรียนทั้งสี่ กลับเข้าสู่สนามประกวดที่ถูกต้องด้วยค่ะ”
ทีมของโจหัวเราะงอหาย ถึงแม้จะไม่ชนะสักอย่าง แต่ก็เป็นทีมสุดฮาชวนวุ่นวายจนทั้งสนามเอ็นดู ขากลับบ้านเอกแซว “ปีหน้า นายยังจะเป็นหัวหน้าทีมอีกไหม?”
โจยิ้มแป้น “ขอปีหน้าเป็นกรรมการดีกว่า… แต่ขอประกาศทีมนี้ไว้ในประวัติศาสตร์เลย!”
วุฒิ “เอาเลย…แต่ครั้งหน้าอย่าข้ามสนามไปร่วมแข่งดนตรีไทยอีกนะ…”
เสียงหัวเราะของทีมดังพร้อมกัน ระหว่างเดินริมสนาม ทุกคนกอดคอกันแน่น รอยยิ้มประหลาดใจว่า แม้จะไม่ได้มีถ้วยรางวัล แต่มีบางอย่างสำคัญกว่าชัยชนะเยอะ
ท้ายสุดโจโบกมือกับเพื่อน “ซ้อมปีหน้า ไม่ต้องมีเป้าหมายชนะ…ขอสนุกแบบนี้ตลอดไป!”
เสียงหัวเราะน้อย ๆ ดังขึ้นที่มุมสนาม ขณะที่ท้องฟ้ายามเย็นโปรยแสงลงมา ทุกคนรู้ว่าทีมนี้ อาจไม่ชนะอะไรเลยก็จริง…แต่พวกเขาได้หัวเราะด้วยกันอย่างจุใจ