ฤดูฝนปลายสายธารา
เสียงฟ้าร้องกึกก้องเหนือมหาวิทยาลัย ขณะปาล์มเดินตัวเปียกลู่ชายเสื้อเปียกปอนไล่หยดน้ำฝนจากเป้ เขามองแม่น้ำเล็กที่ไหลขวางหน้า น้ำสูงลาดเอ่อขึ้นริมฝั่งจนสะพานไม้เก่าแทบจมหายไปกับสายฝน พายุปลายฤดูมาตรวดเร็วกว่าที่คิด—ปาล์มถอนใจ หนีไม่ทัน ฝนตกอีกแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ที่ป้ายรถเมล์ไม่มีใครเหลือ นอกจากร่างหนึ่งในชุดแก๊ปเขียว กระโปรงสีซีด ข้าวฟ่างกำลังนั่งกอดเข่า มือถือแนบหูแต่ไม่มีใครรับสาย เธอสบตาปาล์ม
“น้ำจะขึ้นอีกมั้ยคะ?” ข้าวฟ่างเอ่ยเสียงคลื่นเครือ
ปาล์มมองฝั่งตรงข้ามเงียบ ๆ สายตาติดห่วงแต่นิ่ง “ฝนหยุดก็น่าจะดีขึ้น คืนนี้ยังไงต้องข้ามแหละ”
“กลัวจะลื่น โดนดุบ้านแตกแน่”
ปาล์มไม่ยิ้ม ไม่ล้อ ทว่าข้าวฟ่างสังเกตเห็นแววกังวลลึก เรือลำน้อยพายกลับไปแล้ว สองคนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องข้ามสะพานไม้เปียกน้ำด้วยกัน
เสียงระฆังจากวัดข้างแม่น้ำดังผสมกับเสียงน้ำปะทะฝั่ง ข้าวฟ่างเดินนำขมวดคิ้ว เดินอย่างระแวดระวัง ปาล์มคอยก้าวตาม เขาสังเกตว่าข้าวฟ่างกลัวความสูงทุกครั้งยามเธอมองลงไปยังน้ำวนครึ้มเบื้องล่าง
“อย่ามองข้างล่าง เดินตามจังหวะผมนะ” ปาล์มเอ่ย นุ่มนวลกว่าที่คิด
ข้าวฟ่างพยักหน้า พยายามตั้งใจ ปาล์มค่อย ๆ จับแขนประคองเล็กน้อยในช่วงที่เธอเกือบเสียหลัก ทว่าท่ามกลางสายฝนกับเสียงน้ำ ไม่มีใครพูดอะไร เสียงหัวใจสองคนดังกลบทุกเสียง
พอถึงอีกฝั่ง ข้าวฟ่างถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหัวเราะทั้งน้ำตา “เหมือนข้ามภพเลย”
ปาล์มส่งผ้าเช็ดหน้าเก่า ๆ ให้ ข้าวฟ่างรับมาซับหน้าสำนึกในน้ำใจ “ของเก่าดูโบราณดี” เธอแซว
“ผมชอบเก็บของเก่า” ปาล์มยิ้มมุมปาก กลับเงียบกว่าเดิม
ทั้งสองเดินเข้าที่ร่มใต้ต้นไทรใหญ่ หลีกสายฝน ลูกเป็ดตามแม่เกาะฝั่ง ปาล์มมองภาพนั้นจนเผลอยิ้ม
“ขอบคุณที่รอเดินข้ามด้วยนะ” เสียงข้าวฟ่างนุ่มขึ้น เธอไม่เคยพูดขอบคุณแบบนี้กับใครมาก่อน
ปาล์มเพียงพยักหน้า ความเงียบเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ตั้งต้น แต่ทั้งคู่ยังไม่ทันเข้าใจว่าเป็นอะไร
วันต่อมา ข้าวฟ่างเจอปาล์มที่สโมสรนักศึกษา เขานั่งจัดบอร์ดกิจกรรม ข้าวฟ่างอยากขอบคุณอีก เลยลองเอาขนมที่ทำเองมาให้ ปาล์มเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนรับ “ไม่ต้องลำบากก็ได้”
“ไม่ได้ลำบากค่ะ แค่…อยากให้” น้ำเสียงของข้าวฟ่างจริงใจแต่ติดเขิน ปาล์มรับแต่กลับไม่กล้ากินตรงหน้า
กลุ่มเพื่อนนักกิจกรรมแซวข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างหัวเราะกลบเกลื่อน แต่มีส่วนลึกในใจสะกิด เหมือนกำลังจะเกิดอะไรสักอย่าง
สัปดาห์ต่อมาเกิดเหตุเข้าค่ายอาสา ข้าวฟ่างสมัคร ปาล์มถูกบังคับให้ไปด้วย ข้าวฟ่างทักทายอย่างสดใส “ไม่คิดว่าคุณจะมานะเนี่ย”
“โดนลากมาน่ะ” ปาล์มตอบสั้น ๆ แอบหลบสายตา
ตอนค่ำ กองไฟกลางป่า ฝนพรำ ข้าวฟ่างนั่งใกล้ปาล์ม ลังเลจะถามอะไรสักอย่าง ท้ายสุดเธอพูดเบา ๆ “กลัวฟ้าไหมคะ”
ปาล์มทำหน้าแปลกใจ เหลือบมองฟ้า ก่อนตอบ “ไม่กลัวฟ้าหรอก…กลัวอดีตมากกว่า”
“หมายถึง?”
เขาเงียบ พริบตาหนึ่งในดวงตาของปาล์มดูเศร้าลง ก่อนที่เสียงหัวเราะของเพื่อนจะดังขึ้นกลบ ทิ้งคำถามไว้กลางอากาศ
เช้าสายวันหนึ่ง ข้าวฟ่างมีปากเสียงกับพ่อทางโทรศัพท์เรื่องเรียนต่อ เธอนั่งเงียบที่สนามหญ้า ปาล์มเดินมาเจอโดยบังเอิญ นิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่เลือกนั่งข้าง ๆ ช้า ๆ ส่งขวดน้ำเย็นให้
“พูดอะไรสักอย่างได้ไหม” ข้าวฟ่างเอ่ยเสียงเบา
“ไม่เก่งเรื่องปลอบใจ” ปาล์มว่าตรง ๆ แต่ดูจริงใจอย่างประหลาด
“งั้นนั่งเงียบ ๆ ด้วยก็พอ”
ทั้งคู่เพียงฟังเสียงลม ผีเสื้อบินวนรอบดอกไม้ ต่ำต้อยแต่กลับจัดจ้านในสายตาปาล์ม
กลางคืนวันฝนตก ปาล์มเดินกลับหอพัก เจอข้าวฟ่างนั่งร้องไห้ริมสนาม เขามองเธออย่างลังเลแต่ในที่สุดก็ทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ
“บ้านบังคับให้เลิกกิจกรรม…บอกว่าเปลืองเวลา” ข้าวฟ่างเสียงสั่น
“คุณชอบกิจกรรมพวกนี้ใช่มั้ย”
“ใช่ แล้วคุณล่ะ ชอบอะไร”
ปาล์มนิ่ง คิดหาคำสั้น ๆ “ผม…ชอบถ่ายรูป ชอบสถานที่เงียบ ๆ ที่ไม่ต้องโดนตัดสิน”
ข้าวฟ่างพยักหน้า เข้าใจบางอย่างลึกขึ้น
สัปดาห์ต่อมา ปาล์มถ่ายรูปข้าวฟ่างตอนเธอกำลังช่วยเด็ก ๆ วาดภาพ เขาไม่บอก ไม่ให้ใครเห็น กล้องของเขาเต็มไปด้วยภาพข้าวฟ่างที่เธอไม่เคยรู้
ข้าวฟ่างเริ่มรู้สึกว่าสายตาปาล์มแปลกไป เธอสังเกตเห็นรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของเขาบ่อยขึ้น แม้ยามไม่มีใครมอง
ฝนยังตกแทบทุกเย็น ข้าวฟ่างและปาล์มเริ่มเดินกลับบ้านทางเดียวกันบ่อย ๆ เวลาฝนตก พูดคุยบ้าง เงียบบ้าง มากขึ้นทุกที
วันหนึ่งข้าวฟ่างถาม “คุณชอบฝนแบบนี้ไหม”
“บางที…ฝนทำให้เสียงรอบข้างเงียบลง” ปาล์มว่า เธอมองเขา “แล้วเสียงในใจคุณล่ะ เงียบลงไหม”
ปาล์มไม่ตอบ เธอเห็นแววหม่นในแววตาโดยไม่รู้ที่มา
คืนหนึ่ง ข้าวฟ่างรู้ความลับที่ไม่ตั้งใจฟัง เพื่อนพูดถึงอุบัติเหตุในอดีตของปาล์ม—ครั้งที่เขาขับรถและเพื่อนผู้ชายเสียชีวิต ปาล์มกลายเป็นคนเก็บตัวตั้งแต่นั้น ข้าวฟ่างช็อกและไม่รู้จะทักเขาอย่างไร
วันถัดมาบรรยากาศเปลี่ยน ข้าวฟ่างนิ่ง ปาล์มหันมาเห็น “มีอะไรเหรอ”
“เปล่าค่ะ แค่…เหนื่อย ๆ”
ปาล์มสังเกตว่าข้าวฟ่างเปลี่ยนไป เขาพยายามเว้นระยะ ไม่กล้าถามตรง ๆ ต่างคนต่างเงียบ ต่างห่างกันออกไปทีละน้อยโดยไม่ตั้งใจ
ฤดูฝนผ่านไปกว่าครึ่ง สองคนเริ่มพูดน้อยลง ข้าวฟ่างหลีกเลี่ยงเส้นทางปาล์ม ปาล์มไปถ่ายรูปตามลำพัง รอยยิ้มของเขาเริ่มจางกลับไปเหมือนเก่า
วันหนึ่ง ข้าวฟ่างได้รับข่าวว่าต้องสอบสัมภาษณ์งานในเมืองหลวง หากได้ก็ต้องจากทุกอย่างที่นี่ เธอไหวหวั่น ไม่แน่ใจว่าควรจะไปหาปาล์มหรือไม่
กลางดึก ข้าวฟ่างฝ่าสายฝนออกมาหาเขา ณ สะพานไม้เดิม เธอยืนรอจนปาล์มมาถึง ทั้งคู่ยืนในเงาฝน กลิ่นไอดินฟุ้งทั่ว
“เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วเหรอ?”
ปาล์มหยุด หายใจลึก “คุณมีสิ่งที่อยากทำ…ผมก็—” เขาขาดคำ ใบหน้าเจื่อน
ข้าวฟ่างจับแขนเขาไว้ น้ำตาไหล “ฉันกลัวว่าถ้าจากกัน…คุณจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม”
ปาล์มนิ่ง ก่อนพูดเสียงเครือ “แต่ถ้าอยู่กับผม คุณอาจไปไม่ถึงฝันตัวเอง”
เสียงฝนเงียบลง ทั้งสองมองหน้ากัน ข้าวฟ่างเงียบ น้ำตามันร้อนวาบ เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ
ปาล์มยื่นผ้าเช็ดหน้าเก่าให้ “ถึงยังไง…ก็อย่าหยุดฝัน”
ข้าวฟ่างบีบผ้าแน่น
ฤดูฝนสุดท้ายผ่านไป ข้าวฟ่างวันสุภาษิตเดินเข้าเมืองหลวงเพื่อสัมภาษณ์งาน ปาล์มเฝ้ามองผ่านกระจกหน้าต่างหอพัก ฝนยังตกบาง ๆ ในวันที่เขายังไม่ได้เอ่ยความรู้สึกที่เก็บมาตลอด
ระหว่างสัมภาษณ์ ข้าวฟ่างนั่งนิ่ง เธอคิดถึงน้ำใจ ความนิ่งสงบของปาล์ม และคำว่า “อย่าหยุดฝัน” เธอสูดลมหายใจ ตอบอย่างมั่นใจที่สุดในชีวิต
เวลาผ่านไป ข้าวฟ่างประสบความสำเร็จในการสมัครงาน แต่กลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง เธอยังติดต่อกับปาล์มน้อยมาก แต่อยู่ ๆ วันหนึ่งปาล์มส่งภาพเรือน้ำกับฝนบานสะพรั่งมาให้ผ่านข้อความสั้น ๆ
“คิดถึงสายฝนกับรอยยิ้มวันนั้น” คือข้อความสั้น ๆ ที่แนบมาด้วย
วันหยุดยาว ข้าวฟ่างตัดสินใจกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัย เธอเดินข้ามสะพานไม้ฝนพรำ เหมือนวงล้อหวนคืน
ที่ฝั่งตรงข้าม ปาล์มยืนรออยู่ พร้อมผ้าเช็ดหน้าเก่าที่เธอเคยคืนให้ กล้องถ่ายรูปอยู่ในมือ
ทั้งคู่สบตากัน ท่ามกลางสายฝน ปาล์มไม่พูดอะไร แค่ยิ้มแล้วเดินเข้ามาใกล้ เอ่ยเบา ๆ
“ถ้าเรารอดฝนคืนนี้…จะกล้าบอกสิ่งที่รู้สึกบ้างไหม”
ข้าวฟ่างหัวเราะทั้งน้ำตา “ขอฝนตกอีกสักหน่อยนะ แล้วฉันจะใจกล้าขึ้นเหมือนกัน”
เสียงฝนเพิ่งซา ปาล์มกับข้าวฟ่างยืนมองสายน้ำไหลเชี่ยวกลางสะพานไม้เก่า ความเงียบผสมเสียงจิ้งหรีด ทุกอย่างชัดเจนยิ่งกว่าในห้องเรียน—แม้ไม่มีคำบอกรัก…แต่หัวใจทั้งสองดวงก็สั่นไหวพร้อมกัน