ฤดูร้อนที่ไม่เหมือนเดิม
เสียงจักจั่นร้องแว่วอยู่ใต้เงาไม้ที่ทาบยาวในสนามหญ้าหน้าอาคารเรียน น้ำยืนนิ่งอยู่ริมรั้วเก่าข้างโรงอาหาร จ้องมองกลุ่มเพื่อนที่ยังล้อมวงคุยกันสลับเสียงหัวเราะกับความเงียบปนขมขื่นอยู่ไกล ๆ เธอสูดลมหายใจลึกเมื่อสัมผัสได้ว่าฤดูร้อนปีสุดท้ายอาจไม่เหมือนฤดูร้อนใดที่เคยผ่านมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“น้ำ จะกลับยัง?” ฟ่อนเดินตามมา หิ้วกระเป๋าสะพายข้าง มีรอยเหงื่อเปื้อนรองเสื้อ เขาไม่ได้ยิ้มกว้างเหมือนเคย มีความอึดอัดซ่อนอยู่ระหว่างรอยยิ้ม
น้ำกระซิบเบา ๆ “ขออยู่อีกแป๊บ เดี๋ยวกลับพร้อมกัน” เธอไม่กล้ามองตาเขาตรง ๆ ยามนี้ มีบางอย่างในใจที่ยังตกผลึกไม่เสร็จ
ฟ่อนนั่งลงใกล้ ๆ เอาขาไขว่ห้าง เล่นกิ่งหญ้าในมือ “วันนี้เหมือนร้อนกว่าทุกปี”
น้ำหัวเราะเบา ๆ “หรือใจเราร้อนเองก็ไม่รู้”
เขาชะงัก หัวเราะฝืด ๆ ไม่โต้ตอบ เหลือบไปมองกลุ่มเพื่อนอีกครั้ง ใครบางคนในนั้นส่งเสียงหัวเราะขึ้นมา น้ำเม้มปากแน่น
“แกคิดอะไรอยู่?” เขาถามเบา ๆ
น้ำถอนหายใจ “แค่นึกว่าถ้าจบแล้วจะไม่ได้มาเจอที่ตรงนี้อีก”
ฟ่อนเงียบไป มองมือของตัวเอง ก่อนหันมาสบตา “แล้ว…จะคิดถึงมั้ย”
คำถามนั้นเกือบจะกวนแบบเด็ก ๆ แต่กลับเจือเศร้า น้ำเหลือบตาให้ วางมือบนกระเป๋าตัวเองแน่น
“ไม่รู้สิ…ความคิดถึงมันน่ากลัวเหมือนกันนะ”
ฟ่อนมองหน้าเธออยู่นาน “ทำไมล่ะ”
“กลัวว่าถ้าคิดถึงมาก ๆ จะเดินออกจากที่นี่ไม่ได้เลยไง” เธอกระซิบ นัยน์ตาเงียบเฉียบ
ลมโชยมาแรง กลุ่มเพื่อนลุกจากสนามหญ้ากัน ฟ่อนกับน้ำนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่มีใครกล้าเอ่ยเรื่องชีวิตที่รออยู่ข้างหน้า
—
น้ำลุกขึ้นเดินช้า ๆ ไปตามทางเดินยาวริมคณะ ฟ่อนเดินตามห่าง ๆ ไม่พูดอะไรจนกระทั่งถึงแถวซุ้มไม้ไทรหลังมอ
“เราอยากลองไปสมัครงานตามฝันที่กรุงเทพฯ ดูนะ” น้ำพูดอ้อมแอ้ม รับรู้แรงกดดันภายในใจทันที
ฟ่อนนิ่งไปทันที “แต่…” เขาเว้นช่วง มองพื้นดิน “แม่เรายังไม่หายขาด มันไม่ง่ายเลยถ้าจะทิ้งบ้านไป”
น้ำไม่พูดอะไรต่อ เงียบจนกระทั่งลมผ่านผลไม้ไทรร่วงหล่นใกล้เท้า เธอก้มลงหยิบขึ้น ถูเบา ๆ ในมือ
“บางทีมันก็ยากที่ต้องเลือก ระหว่างความฝัน กับคนที่เรารัก” น้ำพูดในที่สุด น้ำเสียงเจือสั่น
ฟ่อนหลุบตา มือขย้ำสายกระเป๋าแน่นขึ้น
“เคยคิดว่าคนที่กล้าหนีความฝันแปลว่ากล้าจริง ๆ เหรอ” เขาถาม ดิ้นในความย้อนแย้งของตัวเอง
น้ำส่ายหน้า “คนที่กล้ารักก็กลัวอยู่ดี…กลัววันนึงจะเดินกลับมาทางเดิมแล้วไม่มีอะไรเหลือ”
ฟ่อนชะงัก หันหน้าหนีมองต้นไม้ หยุดบทสนทนาไว้แค่นั้น ก่อนเดินนำไปช้า ๆ
—
ค่ำวันนั้นน้ำกลับถึงบ้านช้า ก้มหน้ามองโทรศัพท์มีชื่อ “ฟ่อน” โทรหา เธอกดรับช้า ๆ เสียงในสายต่างเงียบ ต่างฟังเสียงลมหายใจ
“ว่ามา” น้ำเริ่มต้น
“ขอโทษนะ น้ำ” ฟ่อนพูดเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
เธอกัดฟันแน่น “อย่าขอโทษก็ได้ เราเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไร”
“เราแค่…กลัวเหมือนกัน” ฟ่อนพูดเสียงอ่อน
น้ำถึงกับต้องเงียบซึม ฟังเสียงหายใจของเขา แล้ววางสายไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
—
สองสัปดาห์ถัดมา ฟ่อนเริ่มห่างออกไป แม้จะยังเจอกันในคลาสบ้าง ก็ทักทายแค่ตามหน้าที่ น้ำพยายามตั้งใจเรียนแต่สมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความว่างเปล่าเริ่มกัดกินระหว่างใจทั้งสองคน
เช้าวันหนึ่ง ขณะน้ำเดินไปซื้อน้ำเปล่าในโรงอาหาร เธอบังเอิญเจอฟ่อนนั่งอยู่ที่มุมประจำกับตำราเรียนที่ยังไม่ได้เปิด
เขาเงยหน้ามองยิ้มจืด ๆ “ตั้งใจอ่านหนังสือเหรอ”
น้ำส่ายหน้า “เปล่า…เบื่อเฉย ๆ หรอก”
ฟ่อนพยักหน้ารับ เหลือบตามองโต๊ะข้าง ๆ ไม่รู้จะเอ่ยอะไรกันดี
น้ำจ้องมองแก้วน้ำในมือ “แก…เคยอยากหนีไปไหนไกล ๆ มั้ย”
ฟ่อนหัวเราะ “อยากดิ…แต่ไปไม่ได้”
“ถ้าไปได้ อยากไปมั้ย”
เขานิ่ง ก่อนตอบ “อยาก…แต่ไม่รู้จะกล้าไหม”
น้ำยิ้มมุมปาก “กลัวอะไร”
ฟ่อนเมินสายตา “กลัวกลับมาแล้วมันไม่มีใครรอ”
เงียบงันครู่ใหญ่ น้ำไม่ตอบอะไร เฝ้าฟังจักจั่นข้างโรงอาหารร้องรำคาญใจ
—
อีกหลายวันต่อมาที่ห้องสมุด น้ำรวบรวมความกล้าหยิบแฟ้มใบสมัครงานวางบนโต๊ะ ฟ่อนเดินมาเห็นเข้าก็ชะงัก มองสลับไปมาระหว่างเธอกับเอกสาร
“จะไปจริงเหรอ” เสียงเขาสั่น
“เราต้องลอง…ถ้าไม่ลอง เดี๋ยวจะเสียใจ” น้ำพูดคล้ายขอโทษ
ฟ่อนไม่พูดอะไรอีก พยักหน้าเบา ๆ แล้วหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้เธอจ้องแฟ้มในมือด้วยหัวใจสั่นรัว
—
เสียงฝนตกในเย็นวันฤดูร้อน น้ำเดินหลบฝนใต้กันสาดมหาวิทยาลัย ฟ่อนยืนอยู่ตรงข้ามดูอึดอัด
“วันนี้จะกลับยังไง” ฟ่อนถามเบา ๆ
น้ำยิ้มจาง ๆ “ยังไม่อยากกลับ…ขออยู่ตรงนี้ก่อน”
ฟ่อนมองฝนคล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง ก่อนเปลี่ยนใจ “เดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อน”
ทั้งคู่นั่งอยู่ข้างกัน ฟังเสียงฝน บรรยากาศเต็มไปด้วยความลังเล
“บางอย่างต่อให้เรารู้ว่าต้องกล้า…แต่บางทีมันก็กลัวเกินไป” ฟ่อนพูดเสียงค่อย
น้ำยิ้มเศร้า “ถ้าไม่กลัว มันคงไม่สำคัญกับเราใช่มั้ย”
ฟ่อนเหลือบตาให้ “ก็จริง…แต่ไม่รู้นะว่ามันสำคัญกับเราสักแค่ไหน”
“ลองเดินไปสักก้าวสิ” น้ำหยิบร่มจ่อให้เขาเล่น ๆ
ฟ่อนยิ้ม ส่ายหน้าช้า ๆ ต่างคนต่างไม่กล้ายืนยันความในใจ
—
สุดท้ายภาคเรียนจบ น้ำได้จดหมายตอบรับเข้าทำงานที่กรุงเทพฯ วันรับปริญญาฟ่อนมอบช่อดอกไม้สีฟ้าให้กับเธอ ก่อนพูดแผ่วเบา
“ยินดีด้วยนะ…ดูแลตัวเองด้วย”
น้ำพยักหน้า วางมือบนดอกไม้แน่น
ทั้งคู่อยู่ในความเงียบงัน ข้างเสียงผู้ปกครองและเพื่อนกำลังถ่ายรูปหัวเราะกันเบื้องหลัง
—
น้ำนั่งอยู่บนรถทัวร์วันเดินทาง ฟ่อนส่งข้อความมาเพียงว่า “ขอโทษที่ไม่ได้ไปส่ง” น้ำอ่านแล้วน้ำตาซึม
เธอยกโทรศัพท์ขึ้นจะโทรหาเขา แต่ลังเล หยุดมือไว้กลางอากาศ สุดท้ายเพียงแต่กดรับสายเข้า ฟ่อนพูดเสียงสั่น ๆ
“ขอบใจที่กล้าไปนะ”
น้ำสะอื้นกลั้นน้ำตา “ขอบใจที่ไม่ห้ามกัน”
ต่างฝ่ายต่างเงียบไป จนรถเคลื่อนตัวออกจากสถานี
—
ชีวิตในเมืองหลวงไม่ง่ายนัก น้ำต้องเริ่มงานในแผนกออกแบบกราฟิก ต้องปรับตัวกับเจ้านายที่จริงจัง เพื่อนใหม่ที่พูดจาเร็วและแรง เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงสนามหญ้า คิดถึงฟ่อนแทบทุกวัน แต่ก็ไม่ส่งข้อความไปบ่อยนัก
ค่ำคืนหนึ่ง ขณะน้ำยืนล้างจานในห้องเช่า แม่โทรมาหาชวนกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เพราะกลัวเจอทุกอย่างเหมือนเดิม
เธอเปิดแชทเก่า ๆ กับฟ่อน ยังเห็นรูปสนามหญ้าแห่งเดิมนิ่งอยู่ในข้อความสุดท้าย
—
เดือนต่อมาน้ำกลับไปเยี่ยมบ้าน ได้พบฟ่อนที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ในตลาดนัด ฟ่อนยังช่วยแม่ขายของ ดูเหนื่อยแต่ไม่บ่นอะไร
“เป็นไงบ้าง” ฟ่อนเอ่ยด้วยเสียงเรียบ
“ก็ยังเหนื่อยเหมือนเดิม แต่…เริ่มอยู่ได้แล้ว” น้ำพยายามยิ้ม
“ดีแล้ว” ฟ่อนยิ้ม เท้าขาด้วยนิสัยเดิม เงียบไปสักพัก
“ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเหรอ” น้ำถาม
“ยุ่งหน่อย แม่ยังต้องไปหาหมอ”
น้ำอยากจะพูดบางอย่าง แต่แล้วยั้งปากไว้
ฟ่อนวางมือบนโต๊ะ เหลือบสายตาขึ้นมา “ถ้าเราขอเลือกได้…จะเดินสวนกันเพื่อฝันหรือจะหยุดอยู่ตรงนี้”
น้ำอึ้ง เงียบ แล้วส่ายหน้า “ตอนนี้…ขอเลือกเดินไปก่อน”
ฟ่อนพยักหน้ารับ หัวเราะจาง ๆ
“เราเข้าใจ”
ต่างฝ่ายต่างอยู่กับความในใจนั้น
—
ฤดูร้อนวนกลับมาอีกครั้ง น้ำกลับบ้านชั่วคราวแวะมาเดินสนามหญ้าเก่า ฟ่อนเดินมาเจอกันโดยบังเอิญ ครั้งแรกหลังไม่ได้เจอกันเลยนับแต่วันเจอกันครั้งสุดท้าย ฝนกำลังจะตก ฟ่อนกางร่มให้เธอ
“ยังกลัวฝนเหมือนเดิมมั้ย”
“ไม่ค่อยแล้ว…มันก็เย็นดี” น้ำตอบยิ้มอ่อน
ฟ่อนยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง ต่างคนต่างพบคำตอบว่าสิ่งที่เคยกลัวไม่ได้หายไปไหน แต่ใจแข็งแรงพอจะผ่านมันไป
“แก…ถ้ายังไม่มีใคร กลับมานั่งคุยกันตรงนี้ได้ไหม” ฟ่อนพูดอ้อม ๆ
น้ำหัวเราะทั้งน้ำตาคลอ “อาจจะได้ ถ้าร่มแกยังขั้นแข็งแรงอยู่”
ฟ่อนยิ้มกว้างเป็นครั้งแรกในรอบปี น้ำอดจะยิ้มกลับไม่ได้
เสียงฝนกระทบสนามหญ้าดัง ขณะที่ทั้งคู่นั่งเคียงกันภายใต้ร่มสีจาง ฤดูร้อนนี้ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะความกล้าที่จะเติบโตและเรียนรู้จะไม่ทิ้งกัน แม้เส้นทางจะไม่เหมือนเดิมก็ตาม