ดอกไม้ของฤดูฝน
เสียงฝนตกกระทบหลังคาอาคารเรียนดังซ้ำ ๆ กลิ่นดินชื้นแทะหอมในอากาศ ต้นไม้ใหญ่หน้าอาคารศิลปกรรมเปียกโชกจนใบเขียวสดเหมือนถูกย้อมสี นิดาเดินลัดเลาะตรงมุมนั้น เสื้อกันฝนสีเหลืองอมส้มปลิวสะบัด ไหล่มนเล็ก ๆ เกร็งแน่นขณะคีบพู่กันกับกระดาษวาดที่เธอบีบแนบอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ระหว่างทางรอยยิ้มของเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ทำให้นิดาเผลอหัวเราะ “รีบไปประชุมที่ห้องสโมสรสินะ” พี่เวย์ ปีสี่ศิลปะทัก ทว่าแววตากรุ่นโศก นิดาส่งรอยยิ้มกลับแต่ไม่พูดอะไร เธอรู้ดีว่าตัวเองกลัวที่จะเผชิญผู้คน โดยเฉพาะเมื่อใจเธอกำลังรู้สึกเหมือนท้องฟ้าที่กลั้นฝนไว้ไม่ไหว
ขณะกำลังก้มหน้าหลีกคน เธอชนเข้ากับร่างสูงที่กำลังลากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กใส่กระเป๋าเป้ ชายหนุ่มขมวดคิ้วแต่ถอนหายใจ “ขอโทษ” เสียงห้วนเหมือนคนขัดเขิน นิดายกสมุดคืนให้ มือเกือบสัมผัสกัน เธอจำได้ว่าเขาชื่อธีร์
ธีร์ นักศึกษาวิศวะคอมฯ เพื่อนร่วมห้องวิชาเลือก เขาไม่ชอบเข้าสังคม กลัวความสูง กลัววาดรูปแต่กลับเลือกวิชา ‘ศิลปะดิจิทัล’ เพื่อให้ได้คะแนนเสริมโดยไม่เคยเปลี่ยนสายตามองใครตรง ๆ เลยสักครั้ง
“ขอโทษที่เมื่อกี้…ฉันรีบ” นิดาแทบไม่กล้ามองหน้า เห็นเพียงปลายผมเปียกของธีร์ ก่อนที่เขาจะพึมพำบางอย่างแล้วเดินหนีฝ่าหยาดฝนหนาแน่นไป
วันต่อมา ทั้งสองนั่งเยื้องกันในคลาสอาจารย์จินตนา เงียบเหมือนความเงียบในต้นฤดูฝน ไม่มีใครสบตา ไม่มีบทสนทนา ประโยคในห้องเรียนลอยไปอย่างล่องหน “ความฝันคือรูปทรงของหัวใจ เธอกล้าที่จะให้เห็นมันหรือยัง”
เสียงฝนยังตก นิดาครุ่นคิดถึงคำพูดอาจารย์ เธอวาดรูปทุ่งดอกไม้ในสายฝน ผู้หญิงคนนั้นไม่มีใบหน้า – เธอไม่กล้าเติมเส้นรอยยิ้ม เพราะในหัวใจยังมีบาดแผลที่แม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก
ธีร์นั่งข้างหน้าต่าง มองวาดภาพต้นกล้าเล็ก ๆ ในลมฝน ถ้อยคำในสมุดจดของเขาถูกขีดฆ่าทับซ้อน: “วิศวะคือปากท้อง ศิลปะไม่ได้ช่วยเราอะไรเลย” ในมืออีกข้าง โทรศัพท์สั่นเตือน “กลับบ้านเร็ว ๆ ด้วย เรื่องที่คุยกับพ่อยังไม่จบนะ”
หลังเลิกคลาส นิดาต้องฝ่าฝนกลับหอ เธอเห็นธีร์ยืนลังเลอยู่ใต้ชายคาแคบ ๆ มือหนึ่งถือถุงอาหาร อีกมือยกโทรศัพท์แนบหู บทสนทนาเป็นเศษเสียงลอดฟ้ามา “ผมบอกแล้วว่าผมต้องเรียนคลาสนี้…ครับ ไม่ เดี๋ยวผมกลับครับพ่อ”
นิดาหยิบร่มเสริมให้ “จะเดินไหม?” ธีร์พลันนิ่ง แรกทีเหมือนจะปฏิเสธ สุดท้ายกลับขยับเข้ามาเบียดใต้ร่ม เงียบไปพักใหญ่แล้วจึงเปรย “ขอบคุณ”
สองคนเดินเคียงกันในเสียงฝน นิดาถาม “ชอบฝนไหม” ธีร์ขมวดคิ้ว “ไม่ชอบ ชอบฟ้าหลังฝนมากกว่า”
“แต่ถ้าไม่มีฝน ดอกไม้ก็ไม่โตนะ” นิดาว่า เธอยิ้มแบบเศร้า ๆ ไม่พูดอะไรอีก ธีร์มองด้านข้างเห็นนิ้วมือเธอสั่นเล็กน้อย
ตลอดสัปดาห์ต่อมา ทั้งคู่เจอกันในคลาสบ้าง บนฟุตปาธเปียก ๆ บ้าง แต่ต่างคนต่างวางตัว หัวใจมีคำถามซ่อนอยู่ มื้อเช้าวันศุกร์ ขณะที่ฝนตกอีกครั้ง นิดาวุ่นกับงานนิทรรศการ ศิลปะของเธอถูกคัดเลือกเข้าแสดง แต่หัวหน้าชมรมศิลป์ไม่ชอบผลงานนั้น “เด็ก ๆ ทุกคนวาดแม่แบบเดียวกันหมด มันไม่เห็นความกล้า”
นิดาจำใจกลับไปวาดใหม่ เธอซ่อนน้ำตาไว้จนภาพพร่า ธีร์แวะพอดี ดูเหมือนไม่กล้าทัก ทว่ามือของเขาส่งผ้าเช็ดหน้ามาแทน คำพูดของเขาเรียบง่าย “ถ้าอยากร้องก็ร้อง ไม่ต้องกลัวใคร ไม่ต้องทำเหมือนแข็งแกร่ง”
“มันยากจะอธิบายได้…เหมือนต้องวาดคนที่เราไม่เคยเห็นหน้าแม่ตัวเองมาก่อน” นิดาสบสายตา ธีร์นิ่ง เงียบไปเนิ่นนาน แล้วกระซิบ “แม่ผมก็ไม่ได้อยู่เหมือนกัน แต่ผมชอบคลาดฝนเพราะมันซ่อนน้ำตาได้”
บริบทระหว่างสองคนเริ่มเปลี่ยน หลังเหตุการณ์นั้น พวกเขาเริ่มแลกเปลี่ยนการบ้าน ช่วยดูผลงานกันในห้องสมุด นิดาหัวเราะบ่อยขึ้นเมื่อธีร์เล่าว่าวิศวกรสายฮาด้วย ร้องเพลงแปลก ๆ ระหว่างนั่งหน้าเครื่องคอม
แต่ทุกครั้งที่ใกล้กันมากเกินไป เสียงฝนซ่า ๆ จะทำให้ทั้งคู่ชะงัก หยุดประโยคตัวเองกลางคัน ดวงตาของนิดาเต็มไปด้วยคำถาม ธีร์ก้มหน้าเล่นสมุดบันทึก ทุกอย่างดูติดขัด เลี่ยงการพูดถึงอนาคตหรือครอบครัว
บ่ายวันหนึ่ง ขณะช่วยกันเขียนโปรเจกต์ภาพเคลื่อนไหวในห้องแลบ ศิลปะดิจิทัล ธีร์พูดขึ้นอย่างไม่คาดคิด “นายจำเป็นต้องเก่งทุกเรื่องเหรอ” นิดายิ้มแหย “ไม่หรอก เราทำได้แค่ต้องรอดให้ถึงพรุ่งนี้” ธีร์หัวเราะในลำคอ “ผมแค่กลัวพ่อผิดหวัง กลัวแม่ที่ไม่อยู่แล้วจะมาไม่ทันเห็นผมมีความสุข” บทสนทนาค่อย ๆ ลึกลงในเรื่องส่วนตัว นิดาถอยใจ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน กลัวจะไม่มีใครรอคอยให้เราไปถึงฝั่งฝัน”
ผ่านไปสามเดือน คลื่นฝนในมหาวิทยาลัยยังไม่หยุด สิ่งที่แปรเปลี่ยนคือน้ำหนักของความสัมพันธ์ นิดารับเขียนงานศิลป์นอกสถานที่ รายได้บางเบาแต่เป็นอิสระ เธอชวนธีร์ไปส่งงานบ่อยครั้ง ถูกเพื่อนล้อกันบ้างว่า “คู่นี้แปลกจัง อยู่ด้วยกันจะเงียบอีกไหม”
ค่ำหนึ่ง ฝนหล่นหนัก นิดายืนอยู่หน้าต่างหอพัก ครู่หนึ่งเสียงโทรศัพท์ดัง “แม่โทรมา…จะมาเยี่ยมฉันตอนนิทรรศการ” น้ำเสียงเธอสั่น ธีร์อยู่ปลายสาย “จะให้ผมไปด้วยไหม” นิดาเงียบไปนาน “ยังไม่พร้อม…กลัวว่าถ้าเขาไม่ชอบงานฉัน ฉันเองจะเจ็บเองอีกครั้ง”
“บางทีเราต้องให้โอกาสเขา…เหมือนที่ต้องให้โอกาสตัวเอง” ธีร์ตอบเบา ๆ เสียงฝนยังซ่าเหมือนจังหวะหัวใจสองคน รอรับความกล้าในอนาคต
นิทรรศการศิลปะมาถึง ทุกคนมายืนรอบผลงานของนิดา เธอรีบเดินไปซ่อนมุมหลังเสา แม่มากับสามีใหม่ นิดาน้ำตาคลอเมื่อแม่จ้องภาพดอกไม้ในฝนโดยไม่พูดอะไร ธีร์ส่งรอยยิ้ม พูดปลอบแบบไม่พูด “ถ้าอยากไปคุยกับแม่ ผมจะรออยู่ใกล้ ๆ”
นิดาฝืนใจเดินออกจากเงามุม ไปยืนข้างแม่ น้ำเสียงตะกุกตะกัก “แม่…นี่คือภาพของวันที่แม่จากไปในฝน ฉันยังจำได้ มันเจ็บ แต่ก็ทำให้รู้ว่า…ฝนก็มีดอกไม้” แม่โอบไหล่อย่างเงอะงะ เฉย ๆ แต่มือที่กอดไว้อุ่นกว่าทุกครั้ง
หลังคืนนั้น นิดามีกำลังใจมากขึ้น เธอบอกกับธีร์ “ขอบคุณที่อยู่ข้างกันโดยไม่ต้องพูดอะไร” ธีร์ยิ้มเอียงไปทางรถเมล์ “เราไม่จำเป็นต้องพูดตลอดหรอก ถ้าฟังกันพอ”
ภาคเรียนใหม่เริ่มขึ้น พร้อมสายฝนระลอกใหม่ ธีร์ยังคงสับสนในเป้าหมายชีวิต พ่อของเขาขู่จะให้ลาออกถ้าผลงานไม่ดี ธีร์โหมงานวิชาการเหนื่อยจนล้มป่วย นิดานำผลไม้และหนังสือการ์ตูนไปเยี่ยม ทั้งสองเริ่มคุยเรื่องอนาคตอีกครั้ง
“นายอยากทำงานอะไรจริง ๆ เหรอ ถ้าไม่ใช่วิศวะ?” นิดาถาม ธีร์นิ่งนานเหมือนไม่กล้าสารภาพ “อยากวาดการ์ตูน อยากเขียนเรื่องราวที่ช่วยให้คนไม่เหงา…แต่พ่อผมบอกว่ามันไร้สาระ” เขาเลี่ยงตา มือลูบปกสมุดจดภาพร่างที่ยับนิด ๆ จากการใช้บ่อย
นิดาฟังด้วยความเข้าใจ เธอเห็นแววตาเศร้าซ่อนเจ็บ “บางทีถ้าเรากล้าทำตามฝันสักที เราอาจไม่เสียใจภายหลังก็ได้”
ช่วงเวลานั้น ความใกล้ชิดของทั้งสองเริ่มถูกทดสอบ วันหนึ่งพ่อของธีร์แวะมหาวิทยาลัย คุยกับนิดาว่า “ช่วยบอกธีร์ทำความเข้าใจบ้าง ว่าครอบครัวต้องการอะไร” นิดาไม่กล้าตอบ เธอรู้ว่าไม่อาจเลือกแทนใครได้
ธีร์เริ่มตีตัวออกห่าง เขาไม่ส่งข้อความ ไม่รับโทรศัพท์ นิดารู้สึกใจหาย เธอเดินฝ่าฝนไปที่สโมสร ค้นหาคำตอบในแววตาเพื่อน ธีร์บอกกับเพื่อน “ผมไม่ควรทำให้เขาหวัง ผมเองก็ไม่รู้ทางจะเดิน”
ฤดูฝนแทบจะหมดแล้ว ค่ำคืนสุดท้ายก่อนสอบไฟนอล นิดามองหน้าต่างฝนพรำ เธอกล้าโทรหา “นายโอเคไหม” ความเงียบบนสายยาวนาน ธีร์จึงพูด “ผมกลัว…กลัวว่าถ้าเดินออกจากสิ่งที่พ่อคาดหวัง ผมจะไม่มีที่กลับไปอีก”
“ฉันก็กลัวว่าถ้าไม่กล้าเดินตามใจตัวเอง จะกลายเป็นแค่เงาของใครสักคน” นิดาตอบ บนสายมีทั้งเงียบงันและเสียงสะอื้นแผ่วเบา
วันสอบมาถึง นิดาแอบยืนรอธีร์หน้าห้อง ธีร์เดินออกมาสบตาเงียบ ๆ “ถ้าเราต้องอยู่ห่างกันสักพัก นายโอเคไหม” นิดาถาม ธีร์ตอบรับสั้น ๆ “ถ้าเพื่อให้เรากลับมาเป็นตัวเองได้ ผมก็ยินดี”
ฤดูฝนผ่านไป แม้หัวใจจะห่างกัน ทั้งสองต่างแยกย้ายกันเลือกหนทาง นิดาได้ทุนไปฝึกงานกับสตูดิโอแอนิเมชั่นต่างประเทศ ธีร์ตัดสินใจลงเรียนวิชาวาดภาพการ์ตูนควบคู่วิศวะ ถึงแม้ยังไม่บอกพ่ออย่างตรงไปตรงมาก็ตาม
ผ่านการห่างกันมาหลายเดือน สายฝนเปลี่ยนเป็นแสงแดด วันหนึ่งในมหาวิทยาลัย ธีร์ยืนนิ่งตรงมุมเดิม ต้นไม้หน้าอาคารเขียวสดอีกครั้ง นิดากลับมาในงานรับปริญญา พวกเขาสบตากัน ความอึดอัดในใจลดน้อยลง
“ขอบคุณนะ ที่รอจนฟ้าหลังฝน” นิดาว่า
ธีร์อมยิ้ม “เรายังมีดอกไม้ของฤดูฝนอยู่ในใจเสมอ”
เสียงฝนตกเบา ๆ ในความทรงจำ สำหรับพวกเขาในวันนี้ ดอกไม้ของฤดูฝนก็ยังผลิบาน แม้ฝนจะผ่านพ้นไปนานแล้ว