ฤดูฝนที่(ไม่)พร้อมจะรัก
เสียงฝนโปรยปรายอย่างไม่ขาดสายยามบ่ายวันจันทร์ ฝนเดือนมิถุนายนเทกระหน่ำลงบนหลังคาเหล็กเก่าจนเสียงชาไปหมดทั้งร้านกาแฟเล็ก ๆ ‘บ้านฝน’ นพยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ ชงลาเต้แก้วสุดท้ายของเช้าวันนั้น กลิ่นกาแฟอุ่นลอยคลุ้ง ผสานกับเสียงพูดคุยเบา ๆ จากโต๊ะมุมหน้าต่างที่มีสาวผมสั้นใส่เสื้อกันฝนสีฟ้านั่งกางสมุดสเก็ตซ์ บางครั้งหัวคิ้วขมวด บางครั้งหลุดยิ้มออกมาเหมือนลืมตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!‘คิดมากอีกแล้วเหรอพี่ฝน’ เสียงทักเบา ๆ จากบิ๊ก ลูกค้าประจำ เหวี่ยงเป้ลงข้างโต๊ะ ฝนผงกหัวรับ หยิบแก้วชามาเปิดฝาเป่าเบา ๆ
‘อือ งานมันดูไม่คืบหน้าเลย’
นพแอบมองผ่านเครื่องชงกาแฟ สีหน้าหม่น ๆ ของฝนสะท้อนรู้สึกในใจเขาเอง—ความเงียบ ขรึม ซ่อนความกลัวผิดไว้ข้างใน
‘ขออเมริกาโน่เย็นได้ปะพี่’ บิ้กตะโกนสั่ง นพถอนใจเบา ๆ เดินมาชง มุมปากยกเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ฝนเงยหน้าขึ้นมาเจอไปพอดี
เธอลุกไปเติมน้ำ ฝนหยุดข้างเคาน์เตอร์ ถอนใจลึก ๆ ก่อนจะกล้าทัก ‘ช่วงนี้ฝกตกทุกวันเลยเนอะ’
‘อืม… ฝนมันไม่ถามใครหรอกจะตกหรือจะหยุด’ เสียงนพราบเรียบเหมือนน้ำหนักเม็ดฝน เป็นประโยคสั้น ๆ ที่ทำให้ฝนยิ้มมุมปาก รู้สึกทั้งอบอุ่นและตัดพ้อ
ช่วยบ่ายโมง ฝนซา หญิงสาวรวบของเตรียมออก ตะกุกตะกักกับกระเป๋าผ้า นพเดินอ้อมมายกโต๊ะให้นิดหนึ่ง สายตาทั้งสองสบกันชั่วขณะ ต่างใจเต้นแรงเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร สายฝนเพียงเอ่ยขอบคุณเบา ๆ แล้วเดินออกจากร้านไปในวงฝนบาง ๆ
เมื่อเธอลับตา บิ้กกระแอม เอนตัวพิงเคาน์เตอร์ ‘เออ นพ เพ้ออะไรอยู่วะ ชอบเขาใช่ปะ?’
‘ไม่ได้ชอบ แค่…ก็แค่คนคนหนึ่งน่ะ’ นพเสียงแผ่ว สายตามองไกลออกไปฝ่าความเปียกชื้นภายนอก
วันต่อมา สายฝนวนกลับมาที่เดิม โต๊ะมุมฝั่งซ้ายประจำ กล่องดินสอเปิดทิ้งไว้ กรีดเส้นในสมุดใหม่ งานวันใหม่ดูจะเริ่มต้นยากเย็น เธอมองโล่ง ๆ ออกไปนอกหน้าต่าง ทำทีคล้ายไม่ได้คาดหวังจะมีใครสังเกต
‘วันนี้วาดอะไรหรือ’ นพเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาวูบไหวอย่างคนไม่มั่นใจนัก
‘ลองวาดโมเมนต์ในร้านน่ะค่ะ’ เธอส่ายหน้า มีรอยเขินชั่วแล่น ‘แต่เหมือน…ยังจับอารมณ์ไม่ได้เท่าไหร่’
‘บางทีกาแฟเย็นช่วยได้’ เขาไม่สบตา ส่งแก้วไปพร้อมยิ้มเอียง เธอหัวเราะ ‘แต่พี่ไม่กินกาแฟเย็นตอนฝนตกหรอก มันเย็นซึ้มเกินไป’
‘งั้น…ขนมปังปิ้งไหมครับ’ เสียงหวานเย็นนุ่มจากแม่ค้าขนมปังที่เดินเข้ามาขาย ฝนรับไว้อย่างขอบคุณ แล้วส่งต่อไปให้นพ เขารับไว้ ชีวิตพวกเขาดำเนินไปอย่างช้า ๆ ในร้านเล็ก ๆ ที่เสียงฝนเป็นแบ็คกราวด์ประจำวัน
เวลาผ่านไป สนิทกันอย่างเงียบ ๆ ผ่านบทสนทนาสั้น ๆ เรื่องงาน เรื่องกาแฟ เรื่องฝนที่ไม่มีวันหยุด ต่างคนต่างไม่กล้าเปิดใจตรง ๆ ฝนยังคงมาคนเดียวทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอรวบรวมความกล้า เอ่ยกับนพขณะที่ร้านปิดเหลือแค่เขาและเธอ
‘ขอบคุณนะที่ให้ใช้ที่นี่บ่อย ๆ จริง ๆ เวลาอยู่ที่นี่จะรู้สึก… เบาสบายดี’
นพหัวเราะจาง ๆ ทอดมองนอกหน้าต่าง ‘ผมก็เหมือนกันครับ บางทีร้านนี้มันเงียบจนเหงา แต่เวลาคุณมา เหมือนฝนมันอุ่นนิดนึง’
ช่วงเวลาหนึ่งของความเงียบ ฝนจับสายตาไปที่ภาพวาดในสมุด สะกิดใจ ‘ทำนองว่าเราต่างเป็นฝนของกันและกันเหรอ’
‘บางที…ถ้ามันจะหยุดสักวัน ผมก็ไม่แน่ใจว่าร้านนี้จะเงียบไปไหม’
เงียบอีกยาว ต่างไม่พูดต่อ ท่ามกลางเสียงฝนที่ซาลง นพกลัวจะเสียสิ่งที่สร้างมากับมือ ถามออกไปเบา ๆ ‘ถ้าฝนหยุดมา… จะไม่กลับมาเหรอ?’
‘ไม่รู้สิ’ เธอยิ้มบาง จนกว่าใจเธอจะ ‘กล้า’ พอ
เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ฝนพยายามเร่งงานประกวดวาดภาพ แต่แรงบันดาลใจชะงักใจด้วน ความกดดันในบ้านทำให้เธอระแวง กลัวผิดหวังเหมือนอดีตกลับมาหา เหมือนทุกครั้งที่เธอถอย
นพต้องรับมือตัวเองกับหนี้ร้านและความกลัวตัดสินใจผิด อย่างที่เคยตัดสินใจผิดจนเสียโอกาสใหญ่ไปครั้งหนึ่งในอดีต บ่อยครั้งเขาเลือกเดินหนี เงียบเข้าเปลือก กอดความลังเลและกลัวเสียใจซ้ำ นั่นคือจุดร่วมที่ไม่มีใครกล้าเอื้อมถึงอีกฝ่ายเสียที
ค่ำหนึ่งฝนมาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เจอร้านปิดเร็วกว่าปกติ ไฟดับ เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นจากโทรศัพท์แม่ที่บ้าน ตำหนิติเตียนว่าทำไมยังไม่จัดการชีวิตให้มั่นคง งานศิลป์ที่เธอฝันถึงนั้นไม่มีความหมายอะไร บีบคั้นหัวใจฝนจนต้องยืนหลบฝนร้องไห้อยู่ในเงามุมซอย
นพเห็นแสงไฟฉายบนเงาจากหน้าต่างหลังร้าน เขาเดินออกมา หยิบร่มมายื่นโดยไม่พูดอะไร ความเงียบของฝนเจ็บลึกเกินกว่าจะเอ่ยเสียง
‘ถ้าเปียกจนป่วยก็ไม่ได้วาดรูปนะ’ เขาเอาน้ำเสียงขรึมออกมา กลบซ่อนหัวใจที่อยู่ข้างใน
‘ขอโทษ…วันนี้รู้สึกแย่ ไม่อยากบ้าน ไม่อยากกลับไปเจอใครเลย’
นพนั่งข้าง ๆ เว้นจังหวะนาน ‘ถ้าเหนื่อย พักที่ร้านอีกก็ได้ กลับดึกหน่อย ผมอยู่เป็นเพื่อน’
เวลานั้นไม่มีบทสนทนา มีเพียงเสียงฝนตกและลมหายใจแผ่ว ๆ เขาอยู่ข้างเธออย่างไม่มีเงื่อนไข
หลังวันนั้น สายฝนเริ่มห่างจากร้านมากขึ้น มีงานที่ต้องส่ง มีการสัมภาษณ์ที่ต่างจังหวัด ระหว่างความฝันกับความจริงเธอเริ่มเลือกไม่ได้ นพเริ่มหวั่นไหว ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือลึก ๆ กลัวฝนจะไปไม่กลับ
ค่ำวันหนึ่ง เมื่อฝนทำงานเสร็จ โทรศัพท์เข้าเป็นแม่ของเธออีกครั้ง น้ำเสียงกังวล ‘ฝน…เลือกซะที ว่าจะอยู่กับศิลปะ หรือจะกลับไปสมัครงานราชการ!’
ฝนอึ้ง หนีความจริงไม่พ้น ตะโกนใส่โทรศัพท์ไปด้วยน้ำตา ‘ฝนอยากวาดรูป! ฝนไม่อยากผิดซ้ำแล้ว!’
เสียงตัดขาด ทิ้งเธอไว้กับความกลัวและฝนที่ยังตกไม่หยุด
ขณะเดียวกันนพก็เผชิญหน้ากับเจ้าหนี้รายหนึ่ง คลื่นความกังวลทบซ้อนในหัวใจ พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองไม่ยอมขอความช่วยเหลือ ที่สุดแล้วร้านอาจจะต้องปิดชั่วคราวเพื่อปรับปรุงการเงิน
ฝนกลับเข้าร้านมาในเช้าวันหนึ่ง เห็นป้าย ‘ร้านหยุดสามวัน’ หัวใจร่วงวูบ เธอทิ้งกระเป๋า นั่งลงที่บันไดหน้าร้าน รอ รอ และรอ
นพเดินมาพอดี สีหน้าประหลาดใจปนสับสน ‘มาแต่เช้าเลยเหรอ’
‘อยากมาบอกลา…หรือจริง ๆ อาจอยากบอกขอโทษ…ที่ไม่ได้อยู่ช่วยอะไรเลย’
‘ทุกคนมีเวลากลัวของตัวเองหมดแหละ’ นพนั่งลงข้าง ๆ มองไปข้างหน้า
‘กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเราทำให้ใครผิดหวังอีก…’ เสียงเธอแผ่วลง ก่อนเหลือแต่เสียงฝน
‘ผมเองก็กลัว…กลัวว่าถ้าวันหนึ่งใครเห็นข้างในแล้วเขาไม่ยอมรับมัน’ เขายิ้มเศร้า หัวเราะเบา ‘มันไม่ได้ง่ายสำหรับใครหรอก’
ฝนหัวเราะน้ำตาซึม ‘สุดท้ายสิ่งที่กลัวที่สุดคือ…ต้องอยู่คนเดียวใช่มั้ย’
‘แต่บางครั้ง…บางทีคนข้าง ๆ ก็พร้อมจะอยู่แค่เราเปิดใจ’
ค่ำนั้น สายฝนเดินกลับบ้านด้วยร่มที่นพให้มา หัวใจเบาลงแต่ยังลังเลในทางที่จะเลือก ชายหนุ่มยืนมองตามหลังผ่านม่านละอองน้ำ ใจเขาก็โล่งขึ้นนิดหน่อยเช่นกัน
ในคืนสุดท้ายก่อนร้านเปิดใหม่ ฝนตัดสินใจวาดภาพที่เธอคิดว่าลึกไปกว่าสายตา นพกำลังชงกาแฟ ท่ามกลางความเงียบ และสายฝนโปรยปรายเบื้องหลัง นั่นคือ ‘บ้านฝน’ ที่เธอวาด
วันเปิดร้านใหม่ ฝนนำภาพมามอบให้นพ ภาพนั้นเธอตั้งชื่อ ‘วันที่ฝนอยู่ข้างกัน’ แล้วพูดออกมาทั้งหมดที่กลัว ทั้งหมดที่เคยไม่กล้าบอก
‘หนูเคยกลัวการเริ่มต้นใหม่มาก กลัวผิดหวัง กลัวจนไม่กล้า รู้มั้ยเวลาอยู่ตรงนี้ ถึงมันเงียบ แต่หนูเหมือนปลอดภัยดี’
นพยิ้ม นิ่งอยู่นาน ‘ผมเองก็กลัวความผิดพลาดของตัวเอง แต่เวลาอยู่ด้วยกันมันก็เหมือนว่าฝน หนักแค่ครึ่งเดียว’
สายฝนจับมุมโต๊ะ ยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนเอ่ยเบา ๆ ‘พี่…ถ้าเราจะเริ่มใหม่กัน…มันโอเคไหม’
นพไม่พูด สบตา เธอร้องไห้ ยิ้มพร้อมกัน สองคนก้าวไปใหม่ด้วยกัน ในวันที่ฝนเริ่มเบาลง และใจพวกเขากล้าที่จะรักขึ้นมาท่ามกลางฤดูฝนที่ไม่พร้อม แต่ก็พร้อมไปด้วยกัน