เสียงหัวเราะในวันฝนพรำ
เสียงฟ้าร้องกระหึ่มพร้อมละอองฝนที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอันมัวหม่น ท่ามกลางกลิ่นดินเปียก ฟ้า นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ใต้ศาลาที่ด้านข้างตึกคณะศิลปกรรม เล่าเรียนศิลปะมาเต็มเหนี่ยวแต่ดันเกลียดฝนเข้าไส้เพราะทุกคราวที่โดนฝน หัวใจมักรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในวันที่ต้องแยกจากแม่ไปอยู่กับยาย เหงื่อเย็นซึมเต็มหลัง เสื้อเชิ้ตขาวเปื้อนหยดน้ำตา น้ำฝน หรืออะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นที เจ้าของลุคยียวนในเสื้อช็อปวิศวะ ตะโกนลอดเม็ดฝนข้ามลานว่าง “เป็นอะไร? เปียกง่ายจัง!” เขาเดินเข้ามากางร่มให้โดยไม่ขออนุญาต กลิ่นน้ำฝนกับกลิ่นตัวเขาปะปนกันจนฟ้าต้องสะบัดหน้าหนี มือซ้ายกำกระเป๋าหลบสายตา “นายจะมายุ่งอะไรด้วย? ฉันไม่ได้ขอช่วย” นทีหัวเราะ “ถ้าไม่ช่วยก็คงเปียกเหมือนปลาแน่ ๆ”
จากวันนั้น เสียงหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดยียวนของนทีเริ่มวนเวียนในชีวิตของฟ้าในแบบที่เธอไม่ได้ตั้งใจ ทุกเย็นนทีมักแวะซื้อชีสพายฝาก ฟ้าก็รู้ทั้งรู้ว่าเขาซื้อมาเผื่อตัวเองด้วย แต่ไม่เคยปฏิเสธซักครั้ง “นายกินชีสทุกวันไม่เบื่อเหรอ?” ฟ้าแกล้งเขาหล่นเสียงเบา นทีทำตาทะเล้น “เบื่อ แต่มีกินกับเธอมันอร่อยกว่า” ฟ้าเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรกลับ
ในวันประชุมโปรเจกต์ข้ามคณะ ฟ้าเป็นคนเสนอโครงการจัดนิทรรศการศิลปะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี แต่โดนเพื่อนสายวิศวะถกอย่างหนัก นทีนั่งฟังนิ่ง ๆ สายตาพาให้ฟ้ารู้สึกเหมือนเขาอยู่ข้างเธอตลอด
หลังประชุมจบ นทีเดินตามออกมาโดยไม่มีเสียง “อย่าคิดมาก ทุกคนแค่ไม่เข้าใจ มันดีแล้วที่เธอมองเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น” ฟ้าถอนหายใจ ยิ้มจาง ๆ “ก็ยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ฉันเห็นมันดีจริงมั้ย…”
บ่ายวันหนึ่ง ฟ้าเอาแต่จ้องงานศิลป์เก่าของแม่ที่ปาดสีแดงเข้มรุนแรง เธอกระซิบกับตัวเองเบา ๆ “แม่…มันสายไปหรือเปล่า” ประตูห้องถูกเคาะ นทีเดินเข้ามาเห็นน้ำตาก็ทำตัวไม่ถูก เขานั่งลงข้าง ๆ ส่งผ้าเช็ดหน้าให้เงียบ ๆ “มีบางอย่างที่เคยผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องติดอยู่นั่นตลอดนะ”
ฟ้ามองเขาในแสงเงาจาง ๆ เห็นรอยเศร้าซ่อนอยู่ในตา “นายเคยกลัวอะไรมั้ย?”
เขาหันไปสบตาเธอช้า ๆ “กลัวว่าทางที่ฝันไว้ จะไม่มีใครเดินไปด้วย…แต่ถ้าไม่ได้เดินยังไงก็ไม่รู้เอง”
เสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะการพูด ฟ้ารับสายเสียงเบา เห็นชื่อในหน้าจอ ก็คือบิดาที่ไม่ได้ติดต่อมาเกือบสองปี เธอเงียบไปนาน นทียืนนิ่ง มองฟ้าด้วยแววตาอ่อนโยน พอวางสาย ฟ้าไม่ได้บอกอะไรแค่น้ำตาคลอเบ้า
เช้าวันถัดมา อาจารย์เรียกให้นทีร่วมงานกับฟ้าอย่างจริงจังในโปรเจกต์นิทรรศการ ทั้งคู่อึดอัด เงียบ และทำงานโดยพูดเท่าที่จำเป็น ฟ้าคอยซ่อนความสั่นไหวไว้ใต้รอยยิ้มจาง ๆ นทีเอางานด้านเทคนิคมาประกอบกับศิลปะของฟ้า พอเฝ้าดูงานร่วมกันบ่อยขึ้น สองคนค่อย ๆ แลกเรื่องราวในชีวิตทีละน้อย
ค่ำวันหนึ่ง ฝนเทลงมาอีกครั้ง ท่ามกลางไฟสลัวหน้าตึก ฟ้านั่งเขียนป้ายงานอยู่คนเดียว นทีมาเงียบ ๆ วางดินสอกรอบ ถามเสียงแผ่ว “กลัวฝนเพราะอะไร” ฟ้าอึ้ง ชะงักมือ เธอลังเล ก่อนค่อย ๆ เล่าเรื่องในวัยเด็กที่งดงามแต่ก็เปียกปอนไปด้วยน้ำตา “ตอนฝนตกวันนั้น แม่ไม่มีโอกาสลา สิ่งที่เหลือคือใจฉันที่เปียกทุกที มันเลยกลัวไม่หาย”
นทีนั่งฟังเงียบ ๆ ชั่วครู่เขายื่นร่มให้ “บางที…เธอลองเดินเข้าฝนกับฉันมั้ย” ฟ้าสะดุด มองหน้าด้วยแววตาแปลกประหลาด “ถ้าหกล้มล่ะ?” เขายิ้มจาง รอยแววซุกซนเดิมแผ่วลง “ฉันจะอยู่ข้าง ๆ เดินด้วยกัน”
ฟ้าไม่ตอบอะไร หัวใจรู้สึกอุ่นและหม่นในเวลาเดียวกัน เธอนั่งเงียบไปนานจนเสียงฝนซาลง เหลือแค่ความเงียบที่แทรกซึมอยู่ระหว่างใจสองคน
จากวันนั้น เวลาทำงานคู่กกัน ฟ้ามักวางใจเปิดเรื่องราวมากขึ้น ส่วนใหญ่ฟ้าจะเป็นฝ่ายพูด นทีฟังคอยแสดงความเห็นแบบนิ่ง ๆ เป็นจังหวะ ฟ้าหัวเราะเยาะตัวเองว่า “ห่วยแตกจริง ๆ ฉันนี่…กลัวอะไรนักหนา” นทีส่ายหน้า “กลัวก็กลัว คนเราก็แค่นั้นแหละ ไม่มีใครเก่งตลอด”
ขณะความสัมพันธ์ค่อย ๆ ก่อร่าง ทว่าก็ดูจะค่อย ๆ เปราะบางขึ้นด้วย วันหนึ่ง ฟ้าได้รู้ว่านทีเพิ่งเลิกลากับแฟนเก่าสมัยมัธยมที่กลับมาหาเขาอีกครั้ง เธอเห็นภาพสองคนนั้นหัวเราะกันในโรงอาหาร ฟ้าเมินหน้าหนี เจ็บแต่ไม่รู้จะอธิบายยังไง
นทีเหมือนจับสังเกตได้ ตอนเย็นเดินตามไปจนถึงป้ายรถเมล์ ฟ้าไม่พูดอะไร หัวใจยังโดนอะไรบางอย่างกดทับ “ถ้าฉันกลับไปคบกับแฟนเก่า เธอจะว่ายังไง” นทีพูดขึ้นเสียงเรียบ
ฟ้าหัน สบตาเขา ในแสงไฟริมถนนมือแน่นที่สายกระเป๋า “…ไม่ใช่เรื่องของฉันนี่…” เสียงเธอสั่น นทีไม่ตอบอะไร เงียบลง ก่อนพูดเบา ๆ “ฉันขอโทษนะ ไม่เคยคิดจะให้เธอเสียใจ”
สายลมเย็น ถ้อยคำติดค้าง ฟ้าขึ้นรถไป ปล่อยให้นทียืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว
หลายวันต่อมา ฟ้าหลีกหน้านที เธอใช้เวลากับงานและความเงียบ แทบไม่เจอนทีในคณะ หรือหากเจอก็เหมือนไม่รู้จักกัน นทีเองก็เงียบ เขาใช้เวลากับการแข่งหุ่นยนต์ที่เป็นความฝันของเขาเอง เวลาเจอกันในที่ประชุมโครงการก็แค่สายตาสั้น ๆ ไม่มีบทสนทนาเหมือนเคย
งานนิทรรศการใกล้เข้ามา ฟ้าต้องนำเสนอผลงานศิลปะ แต่จู่ ๆ แผงวงจรไฟชุดใหญ่เสียอย่างไม่ทราบสาเหตุ ฟ้ากดโทรศัพท์หารูนทีแต่ลังเลจะโทร จนสุดท้ายเลือกลงมือซ่อมเอง ผลงานเธอไหม้ไปส่วนหนึ่ง ร้องไห้อยู่บนพื้นสกปรกนั้นเพียงลำพัง
นทีเดินมาเจอเข้า ท่ามกลางเศษซากงานแสงไฟ เงียบ ๆ ลงนั่งข้างเธอ ฟ้าปาดน้ำตาหันหลังให้ นทีพึมพำเสียงอ่อย “ให้ช่วยมั้ย” ฟ้าไม่ตอบ ผ่านไปพักใหญ่เธอบอก “ถ้าไม่อยากอยู่ก็ไปเถอะ ฉันจะอยู่เอง”
นทีนั่งนิ่ง นานมาก กว่าจะเอ่ย “…ฉันเดินหนีอะไรหลายอย่างมามาก แต่ถ้าเธออยากให้ฉันอยู่ ฉันจะไม่ลุกไปไหน”
ในความเงียบ ฟ้าหลุดฟังเสียงหัวใจตัวเอง เธอรู้ดีว่าความห่างกันทำให้คิดถึงมากแค่ไหน เสียงสะอื้นสั่นเครือค่อย ๆ จางไป ท่ามกลางความเศร้าที่ไม่กล้าบอกตรง ๆ
รุ่งขึ้นหนึ่งวันก่อนงาน ฟ้าหายหน้าไปทั้งวัน นทีเป็นกังวล โทรหาแต่ไม่ได้รับสาย ไปรอหน้าบ้านก็ไม่พบใคร โทรศัพท์เงียบนิ่งเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งไปหมด
กระทั่งในคืนก่อนวันเปิดงาน ฟ้ามากดกริ่งหน้าห้องพักของนที ใบหน้าตาบวมแดง มือกำกระเป๋าแน่น “ขอเข้าไปหน่อยได้มั้ย” นทีพยักหน้า เปิดประตูให้เงียบ ๆ ฟ้านั่งลงกับพื้นเงียบ ๆ ทันทีที่ประตูปิด น้ำตาก็ไหลอีกครั้ง
นทีเอาผ้าห่มมาคลุมให้อย่างเงียบงัน ฟ้าตัดสินใจพูดเสียงขาดหาย “ฉันกลัวเหลือเกิน กลัวว่าทุกอย่างในชีวิตจะควบคุมไม่ได้อีกแล้ว…แม้แต่ใจตัวเอง” นทีนั่งเงียบ มองเธอนิ่ง “แต่เธอก็ยังกล้ามาหาฉัน คนขี้แพ้แบบเรา บางทีมันก็เดินต่อได้นะ ฟ้า”
ฟ้าหลุดหัวเราะปนร้องไห้ นทีหันหน้าหนี กลัวจะเผลอร้องไห้ต่อหน้า “ฉันต้องขอโทษ…ที่เคยทำเหมือนเธอไม่สำคัญ ตอนนี้ถึงรู้…ว่าทุกอย่างที่เราผ่านมาด้วยกัน มันสำคัญแค่ไหน”
เช้าตรู่วันนิทรรศการ เสียงฝนปรอย ๆ ดังแตะกระจกใส ฟ้ากับนทีเดินมายังลานจัดงาน ท่ามกลางกลิ่นฝนจาง ๆ ทั้งสองช่วยกันซ่อมไฟ ซ่อมแผงจนเสร็จ ฟ้ากระซิบเสียงสั่น “ขอบใจนะที่ยังอยู่”
นทีหันมามอง ดวงตาฉ่ำแสงฝน พูดด้วยเสียงเรียบ “ฉันเคยกลัวจะเดินคนเดียว แต่ตอนนี้คือแค่มีเธออยู่ข้าง ๆ มันก็ดีพอแล้ว” ทั้งสองคนยิ้มให้กัน ภายใต้อ้อมกอดแห่งความเข้าใจแม้จะไม่มีถ้อยคำสารภาพรักตรง ๆ
งานนิทรรศการเปิดขึ้น ท่ามกลางแสง สี และเสียงของผู้คน หัวใจฟ้ารู้สึกเบาสบาย ทั้ง ๆ ที่ในใจยังมีรอยแผล ฝนยังคงตกเป็นสาย ๆ แต่ครั้งนี้เธอเติมรอยยิ้มให้กับมัน กล้าที่จะก้าวข้ามอดีตแม้วันหน้าจะเปียกปอนอีกกี่ครั้ง
หลังงานสิ้นสุด ฟ้ากับนทีเดินกลับด้วยกัน ฝนยังพรำ ๆ ลงมา นทีเดินเคียงข้าง ค่อย ๆ กางร่ม ฟ้าส่งสายตาเหม่อลอย ก่อนก้าวเท้าเดินออกจากร่มทีละน้อย นทีรีบเอื้อมมือคว้าแขนไว้ ฟ้าหันมา น้ำตาสะท้อนรอยยิ้ม “อย่าปล่อยนะ” เขาพยักหน้าเงียบ ๆ และเดินฝ่าฝนไปด้วยกันอย่างแนบแน่น
บนถนนที่เปียกปอน เงาทั้งสองทาบซ้อนกันท่ามกลางสายฝน ความรักของพวกเขาเติบโตจากความหวาดกลัวและการให้อภัย เพื่อจะไม่ปล่อยมือกันอีกครั้ง แม้วันข้างหน้าจะมีฝนตกอีกกี่ครา