ขบวนการรักสายฝน
ฝนเทลงมาหนักเป็นพิเศษในเช้าวันนั้น เสียงเปาะแปะของหยดฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังสลับกับเสียงไวโอลินจากวิทยุเก่าในห้องสมุดอำเภอ วาสนาเดินลากรองเท้าพื้นยางไปตามชั้นหนังสือ มือถือผ้าขนหนูเช็ดโต๊ะที่หมาดแต่ยังไร้กลิ่นอับ วาสนาไม่เคยชอบหน้าฝน แต่มันเป็นฤดูกาลที่คนมาใช้ห้องสมุดมากที่สุด ทำให้เธอไม่เหงาจนเกินไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกริ่งประตู เพื่อนร่วมงานยื่นหัวมองฝ่าสายฝน “มีนักเขียนนัดสัมภาษณ์วันนี้ใช่ไหม?” สายตาวาสนาเต็มไปด้วยความกังวลปนความเฉยเมย “ค่ะ อันไหนก็นาน ๆ เขาจะมาที” เธอตอบแผ่วเบา คำตอบถูกลมพัดหายอย่างรวดเร็ว
พร้อมฝนที่ซัดหนักขึ้น ประตูบานหนึ่งเปิดเข้ามาพร้อมชายรูปร่างสูง ดูไม่เข้ากับที่นี่ เขาสะพายเป้ใบใหญ่ สวมเสื้อแจ็คเก็ตเปียก มองไปทั่วห้องด้วยสายตาเหน็ดเหนื่อย วาสนาจับตาทันที “ขออนุญาต… ทางนี้มีที่ให้นั่งนิดหน่อยไหมครับ?” เขาถามพร้อมรอยยิ้มเจื่อน วาสนากวาดตาไปยังโต๊ะว่าง “นั่งตรงนั้นก็ได้ค่ะ” น้ำเสียงอบอุ่นแต่ไม่เชื้อเชิญ
เขาผู้มาใหม่ ยิ้มบางเบา ถอนใจ ทิ้งตัวลงนั่งอย่างระวัง หยิบโน้ตบุ๊คกับสมุดออกมา ก่อนหยิบผ้าขนหนูเล็ก ๆ ซับหยดฝนตามแขน “ผมขอโทษที่เปียกไปทั้งตัว” น้ำเสียงเขาแฝงความรู้สึกผิด
วาสนาเหลือบตามอง เธอไม่พูดต่อ กลับเดินไปหยิบแก้วกระดาษมาเสิร์ฟน้ำเปล่า วางเบา ๆ ตรงหน้าเขา “ขอบคุณครับ…” เขากระซิบเบาเหมือนกลัวรบกวนบรรยากาศห้องสมุด บรรยากาศอึดอัดบางเบาระหว่างคนสองคนที่ไม่รู้จักกันยังคงอยู่ไปอีกนานหลายนาที
ช่วงบ่าย ฟ้ามืดลงแม้ไม่มีฝนเพิ่มขึ้น ภูผา (ชายหนุ่มผู้มาใหม่) นั่งทบทวนต้นฉบับหนังสือของตัวเอง เสียงพิมพ์เบา ๆ สลับกับการขยับคิ้ว เวลาผ่านไป วาสนาต้องเดินมาตาม “ขอโทษค่ะ ห้องสมุดจะปิดแล้ว” เธอพูดอย่างขอโทษกลาย ๆ เขาพยักหน้าเก็บของอย่างเร่งรีบ
วันถัดมา ภูผามาอีกครั้ง กลิ่นกาแฟกับเสียงรองเท้ายางเรียกความสนใจเด็ก ๆ ในห้องสมุด “นั่นใคร?” เด็กน้อยกระซิบอีกคน หัวเราะคิกคัก “เขาเป็นนักเขียน” วาสนาอธิบายเด็ก ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ภูผาแกล้งทำท่าเขินให้เด็ก ๆ หัวเราะ ก่อนที่สายตาจะพบกับรอยยิ้มบางของวาสนาเป็นครั้งแรก
ฝีเท้าของภูผามาถี่ขึ้น การสนทนาของทั้งสองเริ่มจากคำสั้น ๆ ประโยคสุภาพ เขาเริ่มถามเธอ “คุณอ่านนิยายแนวไหนบ่อยที่สุด?” เธอเงียบชั่วครู่ “นิยายญี่ปุ่นค่ะ ชอบความเงียบ ความเศร้า ๆ บ้าง” ภูผาพยักหน้าแต่ไม่พูดอะไรต่อ เช้านั้นเงียบยิ่งกว่าปกติ
ค่ำของอีกวันหลังห้องสมุดปิด ภูผาถือกล่องข้าวไข่เจียวมาให้วาสนาที่ยังนั่งจัดหนังสือ “กินข้าวด้วยกันไหมครับ? ผมทำเอง รสชาติกลาง ๆ” วาสนาอึกอัก “ขอบคุณค่ะ…แต่วันนี้ฉันมีธุระ” เธอตัดบทแล้วเดินหายไป ทิ้งภูผาไว้กับความเคว้ง
สัปดาห์ต่อมา เทศบาลจัดงานรณรงค์รักการอ่านฝ่าสายฝน วาสนาต้องเป็นพิธีกรคอยต้อนรับแขก ส่วนภูผาถูกเชิญเป็นนักเขียนรับเชิญ เซียนเด็ก ๆ และวัยรุ่นในอำเภอมามุงฟัง ภูผาพูดติดขัดนิด ๆ เวลาต้องพูดต่อหน้าคนเยอะ วาสนาต้องแอบกระซิบ ช่วยปรับประโยคภาษาให้ ภูผาหันมากระซิบ “ซึ้งใจแหะ…ขอบคุณนะ” วาสนาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหลบสายตา
หลังจบงาน ฝนเริ่มตกหนัก ผู้คนออกจากงานบางตา ภูผายืนส่งสายตาตามผู้ปกครองที่พาเด็ก ๆ กลับบ้าน วาสนาเดินมาเงียบ ๆ ข้าง ๆ เขา “เมื่อกี้…คุณพูดดีแล้ว ไม่ต้องเครียด” ภูผาส่ายหัว “ผมกลัวพูดผิด ผมเคยหลบเวทีแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เด็ก” เสียงเขาเบาแต่จริงใจ
วาสนาไม่เร่งเร้า เดินไปข้าง ๆ ใต้ร่มเดียวกัน ภูผาพูดเบา ๆ “คุณ…ไม่กลัวอะไรเลยเหรอ?” วาสนาชะงักเล็กน้อย “แม้แต่กลัวการโดนทิ้งไว้คนเดียว…” เธอยิ้มบาง “ฉันกลัวการเริ่มต้นใหม่ค่ะ มันเหนื่อยมาก” เขาเงียบ รอยยิ้มเศร้าชายผ่านสายตา
ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาได้ทำโครงการจัดนิทรรศการหนังสือร่วมกัน วาสนาวางแผนละเอียดทุกอย่าง ภูผาเป็นฝ่ายเสนอไอเดียแปลก ๆ เช่น ถ่ายคลิปแนะนำหนังสือตามพื้นที่จริง เด็ก ๆ และคนแก่ต่างสนุกกับกิจกรรม ภูผาตั้งใจผิดหลายอย่าง วาสนาแอบเหนื่อยแต่ก็ยิ้มออกมาเรื่อย ๆ
ในคืนนิทรรศการวันสุดท้าย ฝนตกกระหน่ำคนเริ่มทยอยกลับ ภูผากับวาสนาต้องช่วยกันขนของเข้าห้องสมุด เปียกและเหนื่อย วาสนาฉุดมือภูผาไว้ขณะเขาลากลังหนังสือเกือบล้ม “โอ๊ะ ระวัง!” เธอตะโกนพร้อมจับมือไว้ ภูผาหัวเราะเปียกปอน “ขอบคุณครับ…คุณเป็นห่วงผมเหรอ?” วาสนาเม้มปาก นิ่งไป แล้วปล่อยมือช้า ๆ
คืนนั้นหลังจากแยกย้าย ภูผาเดินกลับที่พักฝ่าสายฝน วิทยุห้องเขาเล่นแต่เสียงลม ภูผานั่งทบทวนไดอารี่ เขาเขียนถึงวาสนา “ผมกลัว…กลัวเหมือนครั้งสุดท้ายที่บังคับให้คนอื่นต้องอยู่กับความเศร้าของผม” เขาไม่กล้าส่งข้อความหรือโทรหา เงียบรอวันฝนหยุด
วาสนาเองนั่งตรงระเบียงบ้าน มองเม็ดฝน เธอจ้องมือถืออยู่นาน แต่ไม่กล้าพิมพ์ เธอพิมพ์คำว่า “ขอโทษ” แล้วลบออก เธอกลัวว่าถ้าถูกปฏิเสธ เธอจะไม่มีที่ยืนเหมือนอดีตอีก
วันหนึ่ง วาสนาพบแผ่นต้นฉบับนิยายของภูผาทิ้งไว้บนโต๊ะหนังสือ เธอหยิบมาอ่าน พลิกไปเจอหน้าเปื้อนน้ำตา เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สูญเสียคนรักเพราะความเงียบของตัวเอง วาสนาตาแดง เธอรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ทั้งคู่พยายามปิดบัง
ฝ่ายภูผา กลับมาที่ห้องสมุดด้วยสีหน้าหนักใจ มองหาต้นฉบับของเขา “ขอโทษครับ เห็นต้นฉบับผมไหม?” วาสนาเก้อเขินเดินถือแผ่นนั้นมา ยื่นคืนให้โดยไม่พูดอะไร ภูผามองเข้าไปในตาเธอ ก่อนจะรับมา วาสนากลั้นใจ “คุณเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่กลัวจริง ๆ ใช่ไหม?” ภูผาเงียบงันอยู่นานแล้วค่อยตอบ “ใช่ครับ…ผมกลัวสูญเสียใครสักคนซ้ำ ๆ โดยที่ผมไม่ทันได้พูดอะไรเลย”
เย็นวันนั้น ฝนกระหน่ำหนักกว่าปกติ ไฟในห้องสมุดดับกลางคัน วาสนาเดินออกไปส่งภูผาที่ริมถนน “ฝนแบบนี้…จะกลับยังไง?” ภูผายิ้มเศร้า “ผมชินกับการเดินลุยฝน ไม่ต้องห่วงครับ” วาสนานิ่ง มีคำมากมายในคอ แต่พูดไม่ได้
วันรุ่งขึ้น ภูผาไม่มาห้องสมุด วาสนารู้สึกประหลาด เจ้านายบอกว่าเขาขอลากลับกรุงเทพฯ ชั่วคราว วาสนานั่งนิ่ง ๆ น้ำตาคลอ เธอไม่รู้จะทำอย่างไรกับความกลัวที่ยังหลอกหลอนอยู่
สัปดาห์ผ่านไป ฝนหยุดตก ห้องสมุดเงียบลง วาสนาเดินผ่านโต๊ะที่ภูผาเคยนั่ง เจอจดหมายฉบับสั้น “ขอบคุณที่ทำให้ผมกล้ากลับมาเขียนอีกครั้ง ผมกลัวอดีต แต่ผมก็อยากเริ่มใหม่ ถ้าคุณยังรอ…ผมจะกลับมาพบคุณ – ภูผา”
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป หน้าฝนใหม่มาอีกครั้ง รถบัสท้องถิ่นจอดที่หน้าห้องสมุด ชายหนุ่มคนหนึ่งลงมากับร่มสีน้ำเงิน เขามองเข้ามาในกระจกหน้าต่างห้องสมุด วาสนานั่งหลังโต๊ะยิ้มบาง ๆ เธอลุกไปเปิดประตู ภูผายืนอยู่ตรงนั้น บทสนทนาแรกของฤดูใหม่เริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ และอบอุ่น
“กลับมาแล้วเหรอคะ?”
“กลับมาตามสัญญาเลยครับ” ภูผาตอบ นัยน์ตาเปียกฝน
วาสนาไม่ได้วิ่งเข้ากอด ไม่ได้ร้องไห้โผเข้าไปหาภูผา แต่เพียงแค่มองสบตาและยิ้มเบา ๆ พวกเขานั่งลงใกล้กัน ฟังเสียงฝนโปรย ที่ครั้งนี้ไม่เดียวดายอีกต่อไป