สายฝนของวันเก่า
เสียงฝนตกเบา ๆ โปะเปียะลงบนหลังคาออฟฟิศ แก้มลูบแขนตัวเองที่ชื้นด้วยเหงื่อ พลางจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมออกแบบไว้ ตัวเลขแน่นิ่งค้างตรงหน้าเธอ ความมืดมนคล้ายไอเย็นแทรกเข้ามาระหว่างช่องแสงและแป้นพิมพ์คอมฯ เธอสังเกตป่านเดินผ่านประตูห้องประชุมมาแบบเงียบ ๆ กลิ่นกาแฟจาง ๆ ยังติดปลายจมูก ขณะที่เขาก้มหน้าพลิกสมุดบันทึกปกสีเทาในมือ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้ฝนก็ยังไม่หยุดเลยเนอะ” ป่านพูดเบา ๆ ระหว่างหยิบแก้วกาแฟไปวางข้าง ๆ มุมห้อง
“อืม” แก้มตอบโดยไม่ละสายตาจากจอ เธอติดขัดกับแปลนที่นิ่งสนิท เว้นวรรคอยู่สักครู่ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อ “นายต้องดูแฟ้มงานคลังสินค้าก่อนเที่ยงนี้นะ เดี๋ยวมันจะเลยกำหนดส่ง”
“รับทราบครับหัวหน้า” ป่านยิ้มขำ ๆ แม้ในน้ำเสียงจะมีบางอย่างค้างคา ไม่ใช่เย้าหยอกจริงจังเหมือนวันก่อน ๆ
ความเงียบโรยตัวทับอีกครั้ง คล้ายฝนที่เกาะติดกระจกหน้าต่าง ต่างสองคนต่างซ่อนคำถามไว้ ไม่กล้าเดินเข้าหากันมากไปกว่านี้
เวลาล่วงผ่านสาย ๆ ป่านเดินเข้าไปหาแก้มที่โต๊ะ ดึงเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ กระทั่งหัวไหล่แทบจะชนกัน แก้มเกร็งเล็กน้อยแต่ยังเฉยชา
“ช่วยดูตรงนี้หน่อยได้ไหมครับ มันดูเหมือนตัวเลขตรงจุดนี้กับของผมจะไม่ตรงกัน” ป่านเลื่อนกระดาษให้อีกฝ่ายดู
แก้มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะโก่งตัวก้มลงแบบไม่สบตา “ตรงนี้มันต้องอ้างอิงแปลนเดิมของปีที่แล้ว นายไม่ได้ใช้ข้อมูลจากระบบเมื่อก่อนเหรอ”
“ไม่ได้ครับ… คือปีที่แล้วผมเพิ่งย้ายมาทำที่นี่ เลยยังจับจุดยากหน่อย” ป่านนั่งเงียบสักพัก “ขอบคุณนะ”
แก้มไม่มีเสียงตอบรับ แต่ดวงตาเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เธอกำมือแน่นกับปากกาสีดำ
ช่วงพักกลางวัน ฝนซาเม็ดลงไปบ้าง แต่ฟ้ายังขุ่นมัว ทั้งสองนั่งเงียบ ๆ ที่โรงอาหารเล็ก ๆ ใต้ตึก ป่านหยิบข้าวกล่องออกมาแต่ดูไม่สนใจอาหารนัก
“แก้ม” เขาทำเสียงเบา “ถ้ามีอะไร…บอกผมได้นะ”
“นายอยากรู้ไปทำไมล่ะ” น้ำเสียงเธอแข็งโดยไม่ตั้งใจ แววตาขุ่นหมองวูบผ่าน ใจกลับเต้นรัวโดยไม่เข้าใจตัวเอง
“เปล่า… แค่คิดว่า บางที เราอาจช่วยกันได้”
เงียบอีกครั้ง มีแต่เสียงช้อนกระทบขอบกล่องข้าวเบา ๆ
สองวันต่อมา ฝนหยุดตก เมฆเทาหายไปบ้าง ในห้องประชุมใหญ่ ป่านนำเสนอโปรเจกต์ใหม่ เสียงของเขามั่นใจแต่ในแววตายังเฝ้ามองใครบางคนที่นั่งหลังสุด แก้มพยายามไม่สบตา ทว่าความตึงเครียดยังคงอยู่
“ข้อเสนอคุณป่านน่าสนใจนะ” หัวหน้าฝ่ายบริหารกล่าว ป่านยิ้มสุภาพแต่เมื่อปรายตามองสุดห้องก็เห็นแววตากระวนกระวายของแก้ม
หลังประชุมจบ เขาเดินเข้าไปหาเธอ แก้มลุกจะหนีแต่ป่านเอื้อมมือแตะแขนไว้เบา ๆ
“เดี๋ยว… ได้คุยกันหน่อยไหม?”
แก้มเงียบ หันไปมองหน้าต่างแล้วพยักหน้า เธอเดินนำออกไปนอกอาคาร ยืนใต้ชายคา ตรงที่ยังมีน้ำฝนหยดลงพื้นเป็นระยะ
“ถ้าเหนื่อยก็พักบ้างก็ได้ ไม่ต้องฝืนทุกอย่างเสมอหรอก” ป่านพูดขึ้น หลังชั่วครู่ที่ทั้งสองเงียบ
แก้มหันหน้ามามอง— คำพูดง่าย ๆ แต่มันดึงน้ำตาเธอออกมารวดเร็ว “นายไม่รู้อะไรซักอย่างหรอก”
ป่านตกใจ รีบคว้ากล่องทิชชูในกระเป๋าเล็กยื่นให้ เธอเช็ดน้ำตาแล้วฝืนยิ้ม “ขอโทษ ฉัน…”
“ไม่เป็นไร” เขาส่ายหน้า “ฉันแค่เป็นห่วง”
ไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ฝนกระหน่ำลงมาอีกครั้งเหมือนทบทวนซ้ำอดีต ความเงียบระหว่างทั้งคู่เจือไปด้วยคำพูดมากมายที่ไม่มีใครกล้าพูด
วันต่อมา แก้มนั่งดูเอกสารในห้องทำงานส่วนตัว มือเธอสั่นเล็ก ๆ ตอนอ่านอีเมล์ที่ขึ้นหัวข้อ “ผิดนัดส่งเอกสาร” ความทรงจำในอดีตคล้ายหลากย้อนกลับมา—วันนั้นที่เธอเคยผิดพลาด ทำให้โปรเจกต์สำคัญล่มสลาย เพื่อนร่วมทีมหลายคนเดือดร้อน กว่าทุกอย่างจะกลับสู่ปกติ เธอใช้เวลาและหัวใจทั้งชีวิต
เสียงข้อความเข้าดังขึ้น “ถ้าคืนนี้ว่าง คุยกันหน่อยได้ไหม” เป็นข้อความจากป่าน
แก้มลังเล แววตากังวลแต่ก็ตอบสั้น ๆ “ได้ เจอกันที่ร้านกาแฟหลังเลิกงาน”
เมื่อถึงเวลานัด ร้านกาแฟบรรยากาศเงียบ ปลายฝนพรำทำให้คนบางตา ป่านสั่งชาเขียวมาให้แก้มโดยไม่ต้องถาม เธอรับแก้วไปเงียบ ๆ
“ขอโทษนะที่บางทีก็วุ่นวายกับนาย” แก้มพูดเบา ๆ
ป่านหัวเราะเบา ๆ นั่งเท้าคางพลางมองออกไปนอกร้าน “ผมต่างหากที่บางทีทำนายหงุดหงิด”
“แล้ว…ทำไมยังอยู่” เธอถามเบา ๆ
เขาหัวเราะอีกทีคราวนี้มีอะไรเจ็บ ๆ แฝง “บางที…ผมอยากรู้เหมือนกันว่าถ้าผมไม่อยู่ นายจะโอเคมั้ย”
แก้มหลบสายตา เม็ดฝนเกาะเต็มกระจกใสเหมือนหยาดน้ำตา เธอเหม่อมองนิ่ง ก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ “บางอย่างมันย้อนเวลาไม่ได้”
ป่านพยักหน้าเงียบ ๆ “ขอแค่นายไม่ฝืนตัวเองก็พอ”
คืนนั้นกลับบ้าน แก้มนั่งเงียบบนรถไฟฟ้า มองฟ้าที่มืดเข้ม เธอกดมือถืออ่านข้อความสนทนาเดิมซ้ำๆ เธออยากยิ้มแต่ใจนั้นกลับว่างเปล่า
หลายวันต่อมา งานใหม่เริ่มต้น เธอต้องร่วมงานกับป่านมากขึ้น พวกเขาทะเลาะกันบ่อยขึ้น—ทั้งเรื่องงานและเรื่องมุมมอง ส่วนใหญ่จบลงด้วยความเงียบไม่ใช่คำขอโทษ
“นายไว้ใจฉันจริง ๆ เหรอ?” แก้มถามขณะที่ทั้งสองติดอยู่ในห้องประชุมดึกดื่นเพราะต้องแก้ไขเอกสารกันสองคน
ป่านถอนใจ “ถ้าไม่ไว้ใจ ก็ไม่เลือกให้นายอยู่ทีมเดียวกันแล้วล่ะ”
เธอนิ่งไป “ฉันเคยทำให้คนในทีมเสียใจมาก่อน”
ป่านมองอย่างสงสัย “แล้ว…ชั้นล่ะ?”
“…นายมันแปลก” แก้มพูดพลางยิ้มบาง ๆ
“แปลกตรงไหน?”
“ตรงที่นายกล้ามองข้ามอดีตฉัน”
เงียบอีกครั้ง ป่านจับจ้องแววตาเธอ ทั้งคู่ต่างไม่กล้าพูดอะไรมากกว่านี้
เมื่อถึงวันประกาศโปรเจกต์ ป่านได้รับเลือกเป็นหัวหน้าโครงการใหม่ แก้มโดนโยกย้ายตำแหน่งเฉียบพลัน เธอตกใจแต่ไม่แสดงออก เขาเห็นความเศร้าของเธอผ่านสีหน้า
“นายคงไม่ต้องยุ่งกับฉันแล้วล่ะ” เธอพูดเบา ๆ
ป่านหยิบถุงขนมปังในมือใส่กลางโต๊ะ “แต่ผมเลือกที่จะยุ่งนะ”
“จะฝืนทำไม ในเมื่อ…ฉันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น”
“สำหรับผม นายสำคัญ” ป่านเน้นเสียงช้า ๆ
แก้มหันไปอีกทาง ดวงตาสั่นระริก
วันต่อมาแก้มตัดสินใจยื่นลาออก มีเพียงจดหมายบนโต๊ะกับกล่องของใช้ เธอเดินออกจากออฟฟิศในวันที่ฝนตกหนัก ใจเหมือนจะหลุดลอย มือกำโทรศัพท์แน่น ไม่กล้ากดโทรหาป่านสักที
ป่านตามมาทันหน้าประตู “นายจะไปจริง ๆ เหรอ?”
เธอสั่นนิด ๆ “ฉันกลัว…กลัวไปหมด”
“กลัวอะไร?”
“กลัวซ้ำรอยเดิม กลัวต้องเสียใจอีก”
เขาเดินเข้าไปใกล้ หยุดอยู่แค่เอื้อมมือ “บางที…เราไม่ต้องเดินหนีอดีตก็ได้นะ”
แก้มหลบตา นิ้วเธอไล้กล่องของใช้ในมือตัวเอง “ฉันไม่รู้จะเริ่มใหม่ยังไง”
“เริ่มใหม่วันนี้ก็ได้ อยู่ต่อกับผม”
น้ำตาคลอเบ้าในดวงตาแก้ม เธอเงียบไปนานก่อนจะส่ายหน้า “ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อม”
ป่านไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่อยู่ข้าง ๆ เธอท่ามกลางสายฝน เงียบ ๆ โดยไม่มีคำสัญญาใด ๆ
เวลาผ่านไปหลายเดือน ทั้งสองติดต่อกันน้อยลง แก้มเริ่มทำงานที่บริษัทใหม่ เธอยังนึกถึงป่านแต่หัวใจโล่งขึ้นทุกวัน วันหนึ่งเธอพบข้อความจากเขาในกล่องอีเมล์ “หวังว่าวันนี้นายจะสบายดีนะ”
เธออ่านซ้ำ ยิ้มนิด ๆ หลายวันผ่านไปจึงกล้าโทรหาเขา ปลายสายมีเสียงหัวเราะประหลาดใจ
“คิดถึงเหรอ?”
“เปล่า…แค่ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย เลยนึกถึงร้านกาแฟเก่า ๆ”
“เดี๋ยว… เราไปด้วยกันได้ไหม?”
แก้มหัวเราะออกมา น้ำเสียงผ่อนคลาย “ก็ลองดู”
เมื่อได้พบกันใหม่ในร้านเดิม สองคนมองตากันนิ่ง ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีคำสัญญา มีเพียงความเข้าใจใหม่ ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโตเหมือนสายฝนโปรยลงอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง
แม้จะไม่มีฉากจบแบบสมบูรณ์ แต่แก้มกับป่านต่างเรียนรู้ที่จะให้อภัยอดีตและเดินหน้าต่อในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน นอกจากความกล้าจะเริ่มใหม่ แม้ในวันที่สายฝนยังคงโปรยปราย