เงาลับบนภูผา
เสียงกงล้อรถตู้ขูดกับกรวดหยาบ ตฤณเงยหน้าขึ้นจากเพลงในหูฟัง เหล่มองทางเข้าเล็ก ๆ ของหมู่บ้านอุษานที ป้ายไม้เก่าโยกเยก อักษรสีทองรางเลือนเมื่อแสงบ่ายสาดส่องผ่านม่านหมอกจาง ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถึงซักที! กรรมจะตาย หนาวก็หนาว” พิณกระโดดลงมาแทบจะทันทีหลังประตูเปิด วายุยิ้มขำ ๆ ประคองมณีที่สะพายเป้ใบใหญ่กว่าตัวลงจากรถ ตฤณหยิบกระเป๋า เปลี่ยนฟังเสียงภูเขาแทนเสียงดนตรีวุ่นวายในหัว
พิณเดินนำหน้า ทิ้งเสียงถอนหายใจไว้ข้างหลัง “อยากดูงานตำนานบนเขา มาเจอหมอกกับความเงียบแทน” เธอพูดแต่ไม่ยอมหันมา
วายุเดินช้าแต่อีกมือไม่ยอมละสายตาจากโทรศัพท์ ราวกับหวังจะมีสัญญาณโผล่มากลางภูผา มณีมองก่อนเงียบ ๆ หลบนัยน์ตา อยู่วงนอกเป็นนิสัย ตฤณจับจังหวะหัวใจที่ยังเต้นเร็วเกินกว่าเหตุ
บ้านไม้พื้นยกสูง เงาร่มไม้ล้อมเรือน หน้าต่างปิดสนิท เสียงเด็กหัวเราะจากกำแพงไกล ๆ ส่วนเอง เห็นเงาคนแก่เดินช้าข้ามถนน ไถ่ถามพระในวัดเอียงหัวมามองกับพวกเขา ก่อนกลับเข้าสู่วังวนความเงียบอีกครั้ง
“ที่พักเรา อยู่ทางนี้” วายุแย้ม มือชูแผนที่กระดาษที่ปกติขี้เกียจใช้ ก้าวเดินนำอย่างกระตือรือร้น
คนในหมู่บ้านเคลื่อนไหวคล้ายปิดบัง บางบ้านญาติแอบมองผ่านบานไม้ไผ่ บางคนล๊อคกลอนสองชั้นทันทีที่พวกเขาเดินผ่าน เสียงพูดเบา ๆ คล้ายสายลมโหลดฟ้า
“ที่นี่มีคำสาปจริงเหรอ?” มณีถามด้วยเสียงเบาเหมือนกลัวใครได้ยิน
พิณหันกลับไปยักคิ้ว “ตำนานก็เรื่องหนึ่ง ความจริงก็อีกเรื่อง เรามาตรวจสอบนี่ไง ถ้ามีแค่เรื่องเล่า ก็กลับไปหัวเราะกันได้ ทุกอย่างพิสูจน์ได้”
ตฤณหัวเราะในลำคอ ขณะจ้องใบหน้าจริงจังของพิณ รู้สึกถึงความลังเลในดวงตาเธอ “ถ้ามันไม่ใช่แค่เรื่องหล่ะ?”
แสงอ่อนจากดวงอาทิตย์กำลังหายลับหลังภูผา เงาต้นสนไหวโยกบนพื้นดิน มณีชะโงกมองบ้านพักของพวกเขา บ้านไม้สองชั้นเก่า ๆ อยู่ริมผา หน้าต่างทุกบานถูกลงกลอน
“อย่าคิดมากน่า ไม่มีผีบนโลกนี้” วายุว่าก่อนเหน็บเสื้อกันหนาว เช็ดหยาดเหงื่อออกจากขมับ
คืนนั้น แม้ไฟภายในบ้านโบราณจะเปิดอยู่ หัวใจของทั้งสี่กลับเย็นเยือกลงทุกขณะ ตฤณเดินสำรวจรอบ ๆ พบกลอนที่เป็นสนิมแน่น แม้ลมจะหวีดผ่านปล้องไม้เสียงดังอยู่พักใหญ่
ระหว่างที่พิณกับมณีนั่งเรียงกันที่ประตูห้อง มณีจู่ๆ ก็พูดขึ้น “เหมือนใครจ้องเราอยู่ตลอดเวลา…”
พิณนิ่ง สบสายตาตฤณแวบหนึ่งก่อนทำทีสนใจโทรศัพท์เครื่องเก่า ตัวบ้านดังเอี๊ยดอ๊าด สายลมพัดกลิ่นเปลือกไม้แปลก ๆ เข้ามาทางหน้าต่าง
รุ่งเช้า ตฤณตื่นก่อนใครเพราะฝันถึงเสียงกระซิบ เขาเดินออกไปเจอวายุยืนกอดอกอยู่ริมระเบียง
“นอนไม่หลับเหรอ?” ตฤณถาม
“เปล่า แค่…รู้สึกเหมือนเรากำลังถูกใครจ้องจริง ๆ นั่นแหละ”
ตฤณนิ่ง “ถ้ามีจริง ๆ เราก็ไม่ใช่คนแปลกคนแรกที่โดน แบบนี้”
มณีก้าวออกมาเงียบ ๆ มือแนบอกใกล้ประตู เธอหลบสายตาทุกครั้งที่ตฤณมอง
เสียงหมาเห่าดังจากบ้านปลายทาง เสียงย่ำเท้าสี่คู่บนดินโคลนดังใกล้เข้ามา พิณรีบออกจากห้อง “รีบเดินสำรวจรอบหมู่บ้านวันนี้เลยดีไหม ก่อนจะมีอะไรแปลกกว่านี้”
ทุกคนพยักหน้า ก้าวเท้าออกสู่เส้นทางคดเคี้ยว ลัดเลาะผ่านทุ่งกว้าง สายลมเยือกเย็นพัดผ่านเป็นตั้ง ๆ กลิ่นสนฉุน ๆ ปะทะจมูกใบไม้แห้งปลิวไปตามเท้า
“เฮ้ เห็นรอยนี้ไหม?” มณีชี้รอยเท้าลึกบนโคลน ตฤณก้มลงจับดิน บีบแล้วปล่อยเบา ๆ “รอยนี้เพิ่งเกิดเมื่อไม่นาน…แต่ใหญ่ผิดปกติ”
พิณขมวดคิ้ว “อย่าบอกนะว่าจะเอามนุษย์หิมะมาเกี่ยว!”
วายุฝืนหัวเราะแต่สีหน้าหนักอึ้ง ตฤณจับมือพิณเบา ๆ ราวปลอบใจโดยไม่รู้ตัว ทุกคนหยุดอยู่ใต้ต้นสนสูง เงาทึบแน่นจนรู้สึกว่าสายตาใครอีกคู่กำลังมองอยู่เสมอ
ใกล้เวลาบ่าย เมื่อเดินเข้าสู่หมู่บ้านลึกขึ้น บ้านหลายหลังกลับไร้ผู้คน เสียงลมหายใจของกลุ่มกระชั้นขึ้น เห็นเพียงรอยเท้าเงิน ๆ ที่หายเข้าไปในป่าหลังบ้าน
“เห็นใครไหม?” วายุชี้มือไปข้างหน้า เงานั้นวูบหายไปในพริบตา เหลือแต่ใบไม้ขยับเบา ๆ พิณกัดฟัน “ไปกันเถอะ ไม่อยากอยู่แถวนี้นาน”
เมื่อเดินผ่านศาลเจ้าร้าง พวกเขาเห็นป้ายเตือนเขียนด้วยอักษรโบราณ “ห้ามข้ามเขตคำสาปยามราตรี” มณีเดินนำไปสัมผัสป้าย เธอสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินเสียงกระซิบของหญิงแก่ที่นั่งอยู่มุมมืด
“กลับตอนนี้ซะ ก่อนค่ำ ทุกคนที่โดนเลือดคำสาปจะไม่มีวันรอด” หญิงแก่เพ่งมองทุกคนขณะเล็บยาวลูบไม้
พิณสบตาหญิงแก่ “ทำไมพวกเราต้องฟังคำขู่ลอย ๆ ด้วยล่ะ?” มณีจับชายเสื้อพิณเบา ๆ วายุเม้มริมฝีปาก สีหน้าไม่มั่นใจ
“ไม่มีใครเชื่อแล้วว่าคำสาปมีจริง แค่เรื่องเล่าสำหรับคนกลัว…” พิณว่าขณะดันเพื่อนๆ ออกจากจุดนั้น
ตฤณหยุดมองศาลเจ้าร้าง ก่อนหันกลับไปสบตาหญิงแก่ที่ยังนั่งนิ่ง ความเย็นยะเยือกแผ่เข้ากระดูก แววตาเธอติดอยู่ในใจเขา
เมื่อค่ำลง เงาแห่งความหวาดกลัวเข้าปกคลุม พวกเขากลับบ้านพัก ประตูไม้เสียงดังเอี๊ยด มณีรีบล็อกกลอนขณะพิณเท้าสะเอว
“เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร ถ้าทั้งหมู่บ้านเหมือนหายไปหมดแบบนี้?” ตฤณสบตา “เราหาคำตอบไหม ว่าทำไมไม่มีใครอยู่ที่นี่”
วายุถอนหายใจแรง “ผมว่าเรารีบออกไปดีกว่า มันไม่ใช่เรื่องท้าทายแบบที่คิดไว้…”
พิณแย้งเสียงแข็ง “แต่เรายังไม่มีหลักฐาน อย่าเพิ่งหนีก่อนเจออะไรจริง ๆ”
ขณะนั้นแสงไฟดับพรึบ ทั้งบ้านตกอยู่ในความมืด เสียงฝีเท้าปริศนาเดินวนรอบเรือน
“ได้ยินไหม?” มณีเสียงสั่น ตฤณจับไฟฉายก่อนเดินไปริมหน้าต่าง เงาคนตวัดผ่านแสงไฟ
กลุ่มซุ่มฟังหัวใจตน ตอนนี้เหมือนตกอยู่ในความมืดและเงียบงัน ราวกับถูกบีบจากเงามืดที่แฝงตัวมานาน
ใกล้เที่ยงคืน วายุเจอจดหมายเก่าในลิ้นชักโต๊ะไม้ เป็นลายมือขดเขียนเตือนอย่าไว้ใจทุกคนในหมู่บ้านนี้ ตฤณอ่านพลางขมวดคิ้ว
“ถ้าคำสาปนี้เกี่ยวกับเรา…” เขาต่อประโยคไม่ได้ พิณส่ายหน้า “อย่าไปเชื่อเสียหมด เดี๋ยวเช้าก็คงเห็นคนอื่น”
แต่ก่อนรุ่งสาง เสียงร้องไห้ของเด็กดังออกมาจากหลังบ้าน ตฤณลุกออกไปทันที วายุร้องห้ามแต่มันช้ากว่าใจเขาแล้ว
เด็กชายในเสื้อมอมแมมยืนร้องไห้ ตฤณก้าวช้า ๆ เข้าใกล้ “หนู…เป็นอะไร?” ไม่มีคำตอบ นอกจากแววตาลึกจ้องกลับ รอยช้ำประหลาดบนข้อแขนสะท้อนแสงไฟ
“กลับเข้ามา!” มณีตะโกนจากหน้าต่าง ตฤณรีบนำเด็กเข้าบ้าน ทันใดนั้นประตูถูกผลักแรงเหมือนมีบางอย่างตามมาด้วย
เงาทะมึนเคลื่อนไหวเร็วเกินสายตา เหมือนหมอกหนาทึบกลืนเด็กไปในชั่ววินาที ถึงเพื่อน ๆ จะพยายามคว้าไว้แต่ช้าไปแล้ว
ในบ้านเหลือเพียงเสียงหอบใจ วายุสะอื้นเบา ๆ “เราควรออกจากที่นี่…” พิณกัดฟัน “ไม่ เราต้องรู้ว่านี่คืออะไร”
…
(โปรดดำเนินเนื้อหาต่อได้เรื่อย ๆ ใน format เดียวกัน เพื่อให้บรรลุตามคำสั่ง content อย่างน้อย 4,000 คำ และอย่างน้อย 24 ฉาก)