แสงสีในห้องสมุดลอยฟ้า
เสียงกระดิ่งแก้วใสสะท้อนลอยมากลางอากาศสูง ห้องสมุดลอยฟ้าดูเหมือนจะสั่นน้อยๆ เมื่อประตูบานใหญ่เปิดออก วาวินหมุนร่างหลบชายชุดแดงที่รีบเดินออกมาก่อนจะเงยหน้ามองไปยังเพดานโค้งสูงเหนือศีรษะ หนังสือเล่มหนาวิ่งย้อนกลับขึ้นชั้นวางด้วยลำแสงสีเงิน ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพบอะไรแปลกประหลาดในห้องสมุดนี้ แต่คราวนี้ เขามีจุดหมายในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไปไหนมา วาวิน” เสียงใสดังขึ้นข้างหลัง เด็กสาวผมสีดำขลับใส่เสื้อกันหนาวมีลายเมฆสีฟ้าถามเจ้าตัวแบบไม่ไว้ใจ
“ผมไปเอาหนังสือ เล่มนี้แหละ ดูซิ เจนิส” วาวินชูเล่มหนา หัวใจเขายังเต้นแรงจากฝันร้ายเมื่อคืนที่ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง
เจนิสมองวาวินนาน มีอะไรในแววตาของเธอที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ผู้อาศัยผ่านทาง
“คืนนี้ใครจะขึ้นเวรอ่านไฟบ้าง?” เสียงชายหนุ่มอีกคนดังแทรก ไฮซ์ยืนริมหน้าต่าง มองแสงพระอาทิตย์ตกดินลอดม่านบางสีทองริมห้องสมุด แผ่นกระดาษและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เล็กๆ วางเกะกะรอบตัว
“วาวินเป็นเจ้าภาพ ปกติเขาไม่กล้าอยู่ดึกนี่นา” เจนิสประชด วาวินหัวเราะกลบเกลื่อน อ้อมแอ้มว่าแค่เฝ้าดูแสงไฟไม่ใช่เรื่องใหญ่
เมื่อห้องสมุดว่าง วาวินเดินวนผ่านชั้นหนังสือสีดำแกะสลัก พยายามตามเสียงกระซิบเบาๆ ลึกในใจ เขาเผลอยื่นมือลูบหนังสือปกเก่า พลันแสงสว่างแวบบาดตาจากมุมหนึ่งของห้อง—เจนิสหายไปแล้ว
ความเงียบเข้าครอบคลุมเหมือนม่านบางๆ ถูกดึงครอบไว้ ไฮซ์เดินตามเข้ามาดู ท่าทางไม่พอใจ “เธอหายไปได้ยังไง ที่นี่ไม่มีประตูตรงนั้น!”
วาวินใจสั่น แวบแรกกลัวว่าคนจะหาว่าตนโกหก แต่เขากลัวมากกว่านั้น กลัวจะสูญเสียใครสักคนอีกครั้งเหมือนความทรงจำที่พร่าเลือนในใจ
คืนนั้น เขาตัดสินใจอยู่เฝ้าไฟกับไฮซ์ ทั้งสองเดินส่องไฟไปตามทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวลงสู่ห้องลับด้านล่าง หลอดไฟสีครามเหลือบประกายไหลวนรอบราวบันได มีเพียงเงาของกฎห้ามไม่ให้ขึ้นชั้นบนสุดโดยไม่ได้รับอนุญาต
“นายฝันร้ายอีกแล้วสิ” ไฮซ์แซะ วาวินกัดฟัน ฝืนตอบ “บางทีฝันก็เป็นเรื่องจริงที่เราไม่อยากจำ” ไฟในมือส่องเห็นเงาร่างหนึ่งบนผนังกระจก—รอยเท้าเปื้อนฝุ่นและรหัสประหลาด
รุ่งเช้า ครูอิง พนักงานห้องสมุดลึกลับ เดินมาทัก วาวินรีบเล่าถึงการหายตัวไปของเจนิส ใบหน้าครูเงียบงัน ก่อนเอ่ยเสียงต่ำว่า “เธอสังเกตอะไรผิดปกติก่อนเพื่อนหายไปหรือเปล่า”
วาวินนิ่งคิด “แววตาเจนิสดูเศร้ากว่าปกติ เหมือนมีบางอย่างอธิบายไม่ได้…แล้วเธอหายไปในแสง”
ครูอิงมองลึกเข้าไปในใจวาวิน เธอหยิบลูกแก้วใสรูปดวงจันทร์มาจับในมือ แสงอ่อนเปล่งจากข้างใน “แสงในห้องสมุดนี้เก็บอะไรไว้มากกว่าที่ตาเห็น เธออย่ากลัวอดีตของตัวเอง”
วาวินก้มต่ำ เขากลัวความทรงจำเก่าๆ ที่ฝังลึกในแสงนี้ มันบดบังความกล้าที่จะเดินหน้าต่อ
“แล้วรหัสพวกนั้นคืออะไร?” ไฮซ์ถามพลัน ครูอิงเพียงยิ้มโดยไม่ตอบ กลับเดินไปหยิบหนังสือปกทองจากชั้นลับ สายตาเจาะจงจ้องวาวิน “ถ้าใจเธอกล้า จะเห็นคำตอบในแสง”
หลังโรงเรียนปิด วาวินและไฮซ์เจอกันอีกที่ระเบียงกระจกสูง มองวิวทะเลเมฆรอบตัว
“ฉันไม่เชื่อเรื่องแสงนำทางหรือเวทมนตร์หรอก” ไฮซ์พูดเสียงหม่น “แต่เพื่อนหายไป… ถ้าเจอทางเดินลับ ฉันจะไปเอง”
“นายเคยคิดบ้างไหมว่าการพิสูจน์อะไรบางอย่างอาจทำให้เราต้องสูญเสียมากกว่าที่ได้มา?” วาวินถามกลับอย่างนิ่งงัน ไฮซ์อึกอัก ไม่ตอบ ก้มลงจดโน้ตที่ยังไม่มีภาษาใดอ่านออกได้
คืนถัดมา วิญญาณห้องสมุดยังไม่อนุญาตใครขึ้นชั้นบนสุด วาวินกลับมานั่งบนบันได ครูอิงโผล่มาอย่างเงียบเชียบ
“ความกลัวของเธอคืออะไร” ครูอิงถาม
“สูญเสียทุกอย่างอีกครั้ง” วาวินตอบเสียงสั่น “รวมถึงตัวเอง”
ครูอิงเอื้อมแตะมือเขาอ่อนโยน “ความทรงจำจะส่องทาง แม้เจ็บปวด แต่อย่าหนีมัน”
คืนนั้น วาวินฝันถึงแสงสีฟ้ารูปมือ ยื่นมาจากช่องว่างเหนือชั้นวางหนังสือ เขาสะดุ้งตื่น พบว่าข้างๆ มีรอยเท้าฝุ่นใหม่ทอดยาวขึ้นไปบนชั้นหนังสือลับ
เขารีบปลุกไฮซ์ ทั้งสองปีนชั้นวางตามรอยฝุ่น ท่ามกลางเสียงหนังสือกระเพื่อมและแสงดาวที่ร่วงจากกระจกโดมด้านบน เมื่อถึงจุดสูงสุด เจอโทรศัพท์ของเจนิสตกอยู่ข้างฝาผนังแก้ว มีกุญแจทองคำจิ๋ววางทับไว้ และโน้ตว่า ‘แสงจะแตกถ้าใจไม่ซื่อสัตย์’
ทั้งสองลังเลจะไขกุญแจเปิดช่องว่างต่อหรือไม่ “ถ้านายกลัวก็กลับไป ฉันจะไปเอง” ไฮซ์เอ่ย วาวินสั่นศีรษะ “ฉันเลือกเสี่ยง แม้ใจยังกลัว — เราต้องช่วยเจนิสออกมา”
ฝ่ายหนึ่งเปิดประตูห้องลับ หนังสือริ้วแสงลอยวนรอบตัว เสียงกระซิบของความจำดังซ้อนในศีรษะวาวิน ภาพอดีตตอนที่เขาสูญเสียคนสำคัญฉายซ้อนทับใบหน้าเจนิสตรงหน้า
“ไม่! นายไม่ต้องช่วยฉัน!” เจนิสร้อง ร่างเธอซ่อนหลังม่านแสง เธอกำลังร้องไห้ ความกลัวปรากฏชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ
“ฉันไม่ปล่อยเพื่อนอีกแล้ว” วาวินตะโกนขวางแสงที่กำลังปิดทางเขากับเจนิส
ไฮซ์นิ่งเป็นหิน เขาเห็นรอยน้ำตาในตาของวาวิน ปากขยับจะพูดแต่กลับเงียบ รอยลังเลส่องประกายชัดขึ้น “พระเจ้า… บางทีความเชื่อก็ช่วยอะไรเราไม่ได้”
ครูอิงปรากฏขึ้นข้างหลัง เสียงกระซิบ “ทุกคนต่างกลัวอดีตของตัวเอง แต่เธอยังเลือกเดินหน้า”
ไฮซ์สูดลมหายใจ บอกว่า “ฉันจะเชื่อในสิ่งที่เห็น… แต่อย่าสูญเสียตัวเองไปกับแสงนี้นะวาวิน”
แสงระยิบระยับแตกสลายทีละชั้น วาวินดึงเจนิสออกมาได้ในที่สุด แต่ทั้งสองสั่นเทา ภาพความทรงจำผสมแสงสีเงินลอยวนรอบตัว ทุกคนต่างเห็นปมลึกในใจตนผ่านแสง
“ทุกอย่างจะโอเคไหม?” เจนิสถามเสียงแผ่ว
วาวินจับมือเจนิสแน่น “ถ้าเรากล้ายอมรับมัน ถึงแม้จะไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์”
ห้องสมุดเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง หนังสือบางเล่มร่วงลงและเปิดหน้าให้แต่ละคนได้อ่าน ชื่อแต่ละบทคือความกลัวในใจ
ครูอิงนั่งลงบนบันไดเช่นเดียวกับวันแรกๆ ที่พบกัน เธอยิ้มเศร้า “การให้อภัยตนเองและผู้อื่นคือกุญแจสำคัญในโลกนี้”
แสงสุดท้ายฉายภาพทั้งห้องสมุดลอยฟ้า ท่ามกลางเมฆขาวและฟ้าคราม วาวิน เจนิส ไฮซ์ และครูอิงยืนเรียงกันริมหน้าต่างกระจก มองออกไปยังโลกเบื้องล่าง ทุกคนต่างเติบโตขึ้นภายในใจ แม้แสงของคำถามจะยังวนเวียนในอากาศใหม่
วาวินหันมายิ้ม “เราอาจยังไม่รู้ทั้งหมด แต่ที่นี่…เรากล้าที่จะอยู่กับปัจจุบันแล้ว”