แค่เพียงระยะห่างหนึ่งเมตร
เสียงฝนตกพรำคลอเสียงเคาะแป้นพิมพ์ ระหว่างที่ภพ สะบัดนิ้วกึ่งจังหวะไร้ทำนองอยู่มุมห้องทำงานช่างภาพโต๊ะรกของเขาในบริษัทเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่งในเมือง หน้าจอคอมแสดงภาพเรนเดอร์โฆษณาน้ำผลไม้ล่าสุด แต่หัวของเขากลับเอียงไปแอบเหล่มองโต๊ะฝั่งตรงข้ามที่หญิงสาวเพิ่งย้ายมาใหม่กำลังตั้งใจจัดเรียงกล่องของใช้ส่วนตัวเข้าชั้นวางทีละใบ เมย์ ผมดำเป็นมัน ดวงตาเข้มจริงจัง ใส่แว่นกรอบหนา ใบหน้าของเธอมีร่องรอยเหนื่อยล้าปนตื่นเต้นอยู่จาง ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษค่ะ ขอทางหน่อย” เมย์เปรยเสียงเรียบเมื่อเขาขวางอยู่ตรงกลางของห้อง
“อ้อ…ขอโทษครับ ผมนึกว่าโต๊ะว่าง” ภพรีบถอนตัว เขาเดินเฉียดเธอไกลเกินจะบังเอิญ สายตามองกล่องมือเธออย่างลังเล
“โต๊ะนี้ไม่ว่างค่ะ ฉันเพิ่งย้ายมา”
“รู้แล้วครับ พอดีจะเอารูปไปแขวน—” เสียงภพกลืนหายขณะมือเธอชนกับกรอบภาพของเขา กรอบหล่นกระแทกพื้นดัง “แกร้ง” กระจกร้าวบางแนวยาว
ภพชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะแผ่ว “ไม่เป็นไรครับ ทีแรกก็แตกร้าวอยู่แล้ว”
เมย์ชำเลืองกลับ “เสียใจด้วย อย่างน้อยไม่ได้แตกใหม่”
ภพหยิบกรอบภาพขึ้น เก็บซ่อนเงาความรู้สึกผิดไว้ในมุมปากยิ้ม โยนมันใส่กล่องด้านข้าง “ของบางอย่าง…ถึงจะซ่อมไม่ได้ ก็ใช่ว่าจะทิ้งได้เสมอไป”
ช่วงเวลาเงียบคั่นแทรกระหว่างเสียงฝนและสองโต๊ะที่ห่างกันพอดีเป๊ะหนึ่งเมตร
“ที่นี่โหวกเหวกไหมคะ ฉันถนัดทำงานเงียบ ๆ” เมย์เอ่ยขณะนั่งลง ไม่มองหน้าเขา
“ไม่แน่ใจครับ บางวันก็คึก…ถ้าวันไหนคุณเครียด ผมแนะนำให้ฟังเพลงดู”
“งั้นคุณจะใส่หูฟังด้วยไหมคะ” เธอสวนทันควัน เสียงเรียบแต่มีรอยยิ้มบาง ๆ ซ่อนอยู่
ภพจับสายหูฟังขึ้น แล้ววางลง “ผมจะพยายาม ไม่รบกวน”
วันแรกผ่านไปด้วยบทสนทนาติด ๆ ขัด ๆ มีแต่ประโยคแข็ง ๆ ที่จู่โจมกันอย่างสุภาพ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในอากาศกลางโต๊ะยิ่งกว่าสงครามย่อย ๆ
“คุณเพิ่งย้ายบริษัทเหรอ” เสียงเพื่อนร่วมงานใหม่ถามเมย์ในช่วงบ่าย เธอสะดุ้งเล็กน้อย แล้วตอบแบบระวัง
“ใช่ค่ะ เพิ่งย้าย งานเก่ามีแต่เรื่องไม่โอเค” เธออมพะนำแล้วหันไปจิ้มคีย์บอร์ดอย่างตั้งใจ
ภพฟังข้าง ๆ แต่ทำเป็นไม่สนใจ เขาพยายามจะเริ่มต้นถ่ายภาพสินค้า แต่เผลอมองลอดช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างจอมอนิเตอร์ ถึงจะรู้ว่าเธอกำลังลำบากใจกับอะไรบางอย่าง
วันต่อมา เมย์เดินเข้ามาช้ากว่าปกติ เธอหอบแฟ้มเอกสารแน่น ชุดทำงานถูกเลือกแบบที่บอกว่าไม่อยากโดดเด่น ทุกครั้งที่เธอก้าวผ่านวงกลมของโต๊ะทำงาน เสียงหัวเราะในทีมก็ดูจะเบาลง เธอก้มหน้า ไม่สบตาใคร
“กาแฟไหม…” ภพพูดเสียงต่ำในขณะที่ยื่นถ้วยพลาสติกให้
เมย์เหลือบตาขึ้นรับ “ขอบคุณค่ะ” หยิบถ้วยแล้วถือไว้สองมืออย่างระวังเหมือนเปราะบาง
เขาลังเล “…ไม่ได้ดื่มหวานไปใช่ไหม”
“ฉันไม่ทานหวานค่ะ” เสียงเมย์แข็งกว่าเดิม แต่ก่อนจะวางถ้วย เธอก็หยุดคิด “แต่ก็…ดีค่ะ อุ่นมือดี”
พริบตาที่เขามองขณะเธอกระชับถ้วยกาแฟ ภพรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิมในเช้าวันนั้น
วันถัดไปโปรเจกต์ใหม่เริ่มต้นอย่างเร่งรีบ ทีมงานถกเถียงเสียงดัง เมย์โดนโยนเข้ากลางวงโต๊ะประชุม ภพอยู่หัวโต๊ะอีกฟากหนึ่ง เขาจับตามองเหตุการณ์แม้ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“คุณเมย์ เราต้องขายภาพฝันของสินค้าให้กลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ชูข้อดีแบบอ่านสไลด์ค่ะ” หัวหน้าทีมเสียงแข็ง
เมย์นิ่งไป หัวใจเต้นถี่ เธอสูดลมหายใจ “รับทราบค่ะ ฉันจะลองปรับใหม่”
“คุณลองดูงานของภพสิ เขาทำบรีฟเข้าถึงอารมณ์ได้ดีกว่า”
สายตาเมย์เหลือบมองเขา เสียงหัวใจหนักอึ้งทันทีเมื่อต้องเปรียบเทียบ แต่แววตาภพกลับอ่อนโยนกว่าที่คาดไว้—เขาพยักหน้าเชิงให้กำลังใจ ไม่พูดอะไร
หลังประชุมจบ เมย์เดินเร็วกลับโต๊ะ ภพเดินตามมาเงียบ ๆ
“อย่าไปซีเรียสกับคำเปรียบเทียบนะ” เขากระซิบเสียงเบา เมย์ไม่ตอบ มือจิกแฟ้มเอกสารแน่น จนกระทั่งเขานั่งลงที่โต๊ะข้าง ๆ เงียบไปสักพักถึงจะเอ่ยต่อ “แต่…ถ้าอยากดูไฟล์งาน หรืออะไร ถามผมได้เลยนะ”
“ฉันไม่ได้อยากขอความช่วยเหลือหรอก” เธอว่าทั้งที่เสียงลึก ๆ ดูไม่มั่นใจนัก
“โอเคครับ ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ก็บอก” เขายิ้ม เธอสบตาเขาเพียงเสี้ยววินาทีแล้วเบือนหน้ากลับ
วันต่อๆ มาทั้งคู่เริ่มเจอกันบ่อยขึ้นในการทำงาน บางครั้งมีการแย่งพูดคุยในการประชุม บางครั้งต้องแท็กทีมกันออกไปถ่ายงานนอกสถานที่ ซึ่งทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกัน ต่างฝ่ายก็มองเห็นอีกด้านของกันและกันมากขึ้น
บ่ายวันหนึ่ง ขณะขนน้ำดื่มเข้าสตูดิโอ ภพลื่นเหยียบสายไฟ เกือบล้มใส่เมย์ เธอหลบอย่างคล่องแคล่ว แต่ก็ต้องประคองหลังเขาไว้ระยะหนึ่ง
“ขอโทษครับ ผมเงอะงะไปหน่อย” ภพพูดพลางหัวเราะกลบเกลื่อน
“คุณไม่เคยระวังอะไรเลยเหรอ” เมย์ประชด ทว่าน้ำเสียงแฝงความเอ็นดูเล็กน้อย เขาจ้องหน้าเธอ เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายกลั้นไว้ ก่อนจะยิ้มกว้างแทนคำตอบ
คืนหนึ่ง หลังเลิกงาน ภพนั่งแต่งภาพอยู่ในออฟฟิศจนคนอื่นกลับบ้านหมด เสียงแอร์ครางเบาชวนง่วงนอน เขาหยิบมือถือเลื่อนดูรูปล่าสุดในแกลเลอรีและหยุดที่ภาพเธอขณะกำลังแอบยิ้มจาง ๆ ช่วงถ่ายงานนอกสนาม ภาพนั้นเบลอเล็กน้อยแต่กลับชัดเจนในความรู้สึก เขาถอนหายใจ ลังเลเหมือนจะลบหรือเก็บก็ยังไม่กล้าตัดสินใจ
ตลอดเดือนแรก ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความเกร็งและแข่งขันเป็นการช่วยเหลือกันแบบไม่ออกนอกหน้า ช่วงหนึ่งภพเริ่มแอบนำขนมวางไว้ที่โต๊ะเธอในตอนเช้า ส่วนเมย์ก็เคยยื่นยาดมให้ในวันเขาเป็นหวัด ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยอะไรมากมาย แต่รอยยิ้มกับสายตาที่สบกันแทนคำขอบคุณ
จนกระทั่งค่ำวันศุกร์หนึ่ง ทีมงานถูกนายใหญ่สั่งให้อยู่ทำโอที เมย์เดินกลับโต๊ะพร้อมใบหน้าครุ่นคิด ภพเฝ้ามอง เขาเดินเข้ามาใกล้กว่าปกติหยุดอยู่ตรงหน้าระยะห่างหนึ่งเมตร
“วันนี้อากาศหนัก ๆ เนอะ” ภพพูดขณะแอบลูบต้นคอ เมย์ไม่ตอบ เธอจ้องเขาแล้วเงียบไปนานขณะคิดอะไรสักอย่าง
“ถ้าวันหนึ่ง…ทุกอย่างในที่นี่มันเปลี่ยน คุณจะอยู่ต่อไหม?” เมย์ถามเสียงต่ำ ชั่วขณะ เธอเหมือนทดสอบขอบเขตอะไรบางอย่าง
“ผมไม่รู้เหมือนกัน อยู่ที่ว่ามีอะไรให้ผมอยากฝากหัวใจไว้รึเปล่า” เขาขยับยิ้มกว้างแต่ในเสียงมีความลังเล ซ่อนหวั่นไหวลึก ๆ
“ถ้ามันไม่มี…ก็ต้องกล้าเดินออกไปเองงั้นสิ” เธอสวนทันที
“บางที…” เสียงเขาเบาลง “บางที…เราไม่ได้กลัวการเริ่มใหม่ แต่กลัวเสียอะไรบางอย่างที่คุ้นเคยมากกว่า”
สองสายตาสบกัน เงียบงัน ทว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงภายในที่ไม่มีใครกล้าเอื้อมถึงในวันนั้น
สัปดาห์ถัดมามีคำสั่งเปลี่ยนรูปแบบงานใหญ่ เมย์ต้องปรับแผนการตลาดใหม่ทั้งหมด เธอคร่ำเคร่งจนแทบไม่พูดกับใคร ภพสังเกตเห็นความกังวลของเธอก็พยายามชวนคุยแต่เธอกลับปลีกตัวออกไปบ่อยขึ้น เคยมีครั้งหนึ่งที่เมย์ออกไปนั่งที่ดาดฟ้าตึก ภพแอบตามขึ้นไปแล้วนั่งห่างเธอหนึ่งเมตรเช่นเคย
“อย่าบอกนะว่าคุณมาแอบสูดอากาศเหมือนกัน” เธอหยอก ภพหัวเราะ
“เปล่า…แค่มาดื่มน้ำโค้กกระป๋องสุดท้าย” เขายื่นให้เธอ เธอรับไว้แล้วจิบเบา ๆ เงยหน้ามองฟ้าครึ้มเมฆ
“คุณว่าอะไรที่ทำให้คนนึงเลือกจะไป ใครอีกคนหนึ่งเลือกจะอยู่?”
“อาจเป็นแค่ระยะห่างมั้ง ถ้าใจไม่กล้าข้าม ก็ต้องอยู่แค่ฝั่งตัวเอง”
ทั้งสองขำ เสียงหัวเราะทว่าในใจกลับสั่นไหวไม่แพ้สายลมเย็นวันนั้น
เย็นวันศุกร์หนึ่ง ขณะนั่งรอแท็กซี่หน้าบริษัท ภพเดินลงมาพร้อมแฟ้มภาพ เมย์หลบตาเหมือนมีบางอย่างอัดแน่นในใจจวนจะเอ่ยออกมา แต่ข่มไว้
“คุณกลัวอะไรที่สุดเวลาต้องเริ่มใหม่” เมย์ถามเสียงนิ่ง ราวกับไม่ใช่คำถามในวันธรรมดา
ภพหยุดคิดนาน “กลัวว่าจะมีใครรอและเรากลับลืมหรือทำเขาผิดหวัง”
เธอนิ่งไปสักพัก ก่อนพูดเบา ๆ “ฉันกลัวโดนหักหลังอีก…ก็เลยไม่กล้าเปิดใจ”
ต่างคนเพิ่งกล้ายอมรับความกลัวของตัวเอง ต่างฝ่ายลงหลักปักใจไว้บนเส้นแบ่งระหว่างคนสองคนโดยยังไม่กล้าข้ามไปเสียที
งานแสดงภาพถ่ายประจำปีบริษัทใกล้มาถึง ภพต้องรับผิดชอบภาพใหญ่ เมย์ช่วยตระเตรียมข้อมูล ทีมงานต่างคาดหวังผลลัพธ์อย่างสูง ทว่ายิ่งกดดัน เมย์ก็ยิ่งปลีกตัวมากขึ้น
คืนก่อนวันจัดงาน ภพกลับบ้านช้าเข้า เมย์นั่งอยู่ที่ระเบียงบริษัทเพียงลำพัง เขานั่งข้าง ๆ ห่างหนึ่งเมตรเช่นเดิม
“คุณเคยคิดจะไปจากที่นี่มั้ย” เมย์ถาม
“เคยครับ…แต่ไม่ใช่เพราะอยากไป บางทีแค่ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม”
“แต่ตอนนี้อยากอยู่มั้ย”
ภพเงียบไปนาน ก่อนพยักหน้า “มันเหมือนมีเหตุผลใหม่ที่ทำให้อยากตื่นขึ้นมาทุกเช้า”
เมย์ยิ้มเจื่อน “แต่สำหรับฉัน บางช่วงก็อยากหนี แต่พอกลับมาเจอบางอย่างก็รู้สึกว่า…ใจมันยังไม่อยากไป”
พวกเขานั่งเงียบ ๆ ปล่อยให้อากาศเย็นกลางคืนลูบไล้ ระยะห่างระหว่างกันใกล้กว่าแต่ก่อนแต่ยังคงสายลมบาง ๆ กั้นไว้
ในงานแสดงภาพ ภพและเมย์ต้องช่วยกันดูแลภาพใหญ่ ระหว่างที่เธอกำลังจัดแสดงไฟ เขายืนดูอยู่ข้าง ๆ เป็นครั้งแรกที่เธอสบตาเขานานโดยไม่เบือนหนี
“ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาถึงวันนี้” เธอพูดแผ่วเบา
“ผมสิที่ควรขอบคุณ” เขาตอบกลับ มือทั้งสองเกือบจะแตะกันบนโต๊ะวางไฟ แต่สุดท้ายต่างฝ่ายก็ยังหดกลับ
ค่ำคืนนั้นหลังงานเลิก ภพเดินไปส่งเมย์ที่แท็กซี่ ไม่พูดอะไรกันเลยนอกจากประโยคสั้น ๆ ว่า “กลับดี ๆ นะ”
สองสัปดาห์ต่อมา เมย์ได้รับข้อเสนองานใหม่ที่ต่างจังหวัดซึ่งเป็นความฝันเดิมของเธอ ภพรู้จากคนอื่น เธอลังเลจะบอกเขาแต่ยังไม่ได้พูดเสียที จนกระทั่งบ่ายที่ฝนตกรถติดยาวทั้งเมือง เมย์โทรหาภพแล้วบอกเพียงว่า “เราเจอกันหน้าร้านกาแฟใกล้บริษัทได้ไหม มีเรื่องอยากคุย”
เขานั่งรอในร้านกาแฟ เธอมาตามนัด วางกระเป๋า แล้วพูดตรง ๆ ด้วยแววตานิ่งแต่ใจสั่น “ฉันได้รับงานใหม่…ที่ต้องไปเริ่มต้นใหม่หมด”
เขานิ่งไปนาน “…ยินดีด้วยนะ”
“ขอโทษค่ะที่ไม่ได้บอกเร็วกว่านี้”
“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ”
เธอเงียบ นั่งนิ่ง ภายในร้านเสียงจอแจพลุกพล่านแต่ระหว่างทั้งสองกลับสงบมาก
“แล้วคุณ…จะอยู่ต่อไหม” เมย์ถามเสียงเบา
“คงอยู่…แต่ก็ไม่แน่ว่าใจจะอยู่เหมือนเดิม”
ความเงียบแผ่กว้าง ทั้งสองคล้ายจะพูดบางอย่างแต่กลืนไว้ กลับกลายเป็นรอยถอยหลังแทนการรั้งกันไว้
คืนนั้นภพกลับบ้านอย่างเหม่อลอย เขาเปิดดูภาพของเมย์ในมือถือ นั่งมองอยู่เนิ่นนาน ก่อนตัดสินใจลบภาพนั้นทิ้ง…แล้วกลับนำกลับคืนทันที ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ยังไม่อาจตัดใจได้
เมย์เก็บของเตรียมย้าย เธอหยิบถ้วยกาแฟที่ภพเคยให้ ปล่อยมือแตะขอบแก้วอยู่นานแล้วใส่ลงกล่อง ปล่อยน้ำตาไหลในคืนสุดท้ายที่นี่
วันเดินทาง ภพไม่ได้ไปส่ง เธอทิ้งจดหมายสั้นๆ วางไว้บนโต๊ะเขา “ขอบคุณที่ทำให้กล้าเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ถึงเราไม่ได้ข้ามเส้นแบ่งนั้น แต่ทุกวันกับคุณเป็นความทรงจำที่ดีจริง ๆ”
วันเวลาผ่านไป ระยะห่างหนึ่งเมตรกลายเป็นเส้นแบ่งที่ไม่มีใครกล้าก้าวข้ามเสียที ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ในแต่ละวันโดยมีบางอย่างขาดหายไป ทุกครั้งภพเดินเข้าบริษัท เขามักเหลียวมองโต๊ะว่างตรงข้ามเสมอ เมย์ในเมืองใหม่ก็ยังคิดถึงกาแฟรสหวานที่ไม่ชอบแต่ก็ยังเก็บถ้วยไว้ในโต๊ะทำงานใหม่เสมอ
คืนวันหนึ่ง ในเมืองใหญ่ ภพยืนอยู่ใต้สะพานลอยรถไฟฟ้า เขานั่งรอใครบางคนโดยไม่มีจุดหมาย ภายในใจมีเสียงอยากถามถึงชีวิตใหม่ของใครอีกคน เมย์เองก็หยิบมือถือขึ้น เลื่อนหาเบอร์ชื่อ “ภพ” ในโทรศัพท์ เธอลังเลอยู่นานแต่ก็ไม่โทร
จนกระทั่งหลายเดือนต่อมา มีนิทรรศการภาพถ่ายเล็ก ๆ ที่เมืองที่เมย์อยู่ ภพปรากฏตัวโดยไม่ได้นัดหมาย ยืนมองภาพถ่ายฝีมือเธออย่างเงียบ ๆ เมย์หันมาเจอด้วยความตกใจ ทั้งสองสบตากันระยะห่างหนึ่งเมตรเช่นเดิม
“ผมผ่านมาพอดีเลยแวะดู” ภพเอ่ยเบา ๆ
“ขอบคุณที่มานะคะ” เมย์ยิ้มจาง ๆ แววตาอ่อนลงเหมือนคนที่ง่วงแต่ใจยังตื่น
ทั้งสองไม่ได้ซักไซ้เรื่องที่ผ่านมาหรืออนาคตว่าตรงกันไหม ภพเพียงยื่นถ้วยกาแฟอุ่นให้ เมย์ยิ้ม พยักหน้าแล้วจิบเหมือนวันแรกที่ได้เจอกัน ต่างคนต่างยังคงไม่กล้าข้ามเส้นแบ่งหนึ่งเมตรนั้น แต่ในดวงตากลับบอกว่าจากนี้จะไม่มีวันหันหลังให้กันง่าย ๆ อีกต่อไป
ในเวลานั้นเอง ความเงียบคลายตัวลงราวกับสายฝนที่จบลงแล้ว ประโยคสุดท้ายของวันนั้นภายใต้เสียงหัวใจที่เต้นพร้อมกันกลางฝนคือ – “ขอบคุณที่ยังไม่เดินจากกัน”