บ้านร้างในรอยเงา
สายฝนซัดกระจกหน้ารถอย่างแรงจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า หนึ่งหยิบมือถือขึ้นดูแผนที่ดิจิทัลอีกครั้ง แต่สัญญาณก็ขึ้นเป็นขีดแดง เขามองไปรอบ ๆ รถ มีเพื่อนอีกสามคน—เมย์, วัท, และอ้าย—นั่งเงียบ ทุกคนต่างหลบสายตาและไม่ค่อยพูดกันมาตั้งแต่ขึ้นรถจากกรุงเทพฯ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใกล้ถึงยัง?” เมย์พูดเสียงเบา ฝ่าความเงียบอึดอัดที่ปกคลุมห้องโดยสาร
หนึ่งดูแผนที่แล้วนิ่งไปชั่วครู่ “อีกประมาณห้านาที…ถ้าไม่หลงทางซะก่อน”
อ้ายถอนหายใจ ดวงตาเขามีแววกังวล “บ้านหลังนั้นมันยังอยู่จริง ๆ เหรอวะ?”
วัทพยักหน้าแต่ไม่สบตาใคร “ไม่มีทางเลือก ถ้าอยากรู้เรื่องของฟ้า ก็ต้องไปที่นั่น”
เมื่อรถเข้าใกล้ทางโค้ง ถนนแคบ ๆ ก็ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ราวกับจะกลืนทุกอย่าง รถเบรกดังเอี๊ยดก่อนจอดหน้าบ้านไม้สองชั้นเก่า ๆ หลังหนึ่ง ตัวบ้านมีรอยผุพัง เพดานแหว่งและหน้าต่างปิดสนิท แม้ฝนจะตกหนัก แต่หน้าบ้านดูแห้งสนิทประหลาด
ทุกคนลงจากรถ ต่างคนต่างหยิบกระเป๋าและไฟฉาย เดินเข้าไปที่ประตูหน้าบ้านที่แง้มอยู่นิดเดียว หนึ่งกดคอไฟฉายให้ลำแสงส่องนำทาง “พร้อมไหม?”
เสียงเมย์สั่น “มัน…เหมือนบ้านมองเรากลับ”
วัทหัวเราะแห้ง ๆ “อย่าคิดมากน่า เข้ามาเถอะ”
เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเหยียบเข้าไปในบ้าน บรรยากาศเย็นเยียบและกลิ่นอับชื้นลอยมากระทบจมูก ทุกก้าวที่เดินเข้าไปทำให้ความทรงจำเก่า ๆ ของแต่ละคนค่อย ๆ ผุดขึ้นมา แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงมัน
หนึ่งเดินสำรวจห้องโถงชั้นล่าง เสียงหยดน้ำจากเพดานทำลายความเงียบเป็นจังหวะ อ้ายส่องไฟฉายไปยังห้องครัว พบถ้วยชามเก่า ๆ วางอยู่เหมือนเพิ่งมีคนใช้งานไม่นาน
“คืนนี้นอนกันตรงนี้เหรอ?” เมย์ถามด้วยเสียงหวาด ๆ
วัทวางกระเป๋าลงพื้น “ที่นี่แหละ” เขายิ้มจาง ๆ แต่สายตาเต็มไปด้วยความระแวง
ทุกคนจัดพื้นที่บนพื้นไม้ หยิบถุงนอนและผ้าห่มออกมา บรรยากาศยังคงเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนกับเสียงไม้ลั่น
กลางดึก ขณะที่ทุกคนกำลังพยายามข่มตาหลับ เสียงกุกกักเบา ๆ ดังมาจากชั้นบน ใครบางคนขยับตัวในความมืด
“ได้ยินไหม?” อ้ายกระซิบ
หนึ่งลืมตา โผล่หน้าขึ้นมาจากถุงนอน “เสียงอะไร?”
แต่ไม่มีใครตอบ เสียงนั้นยังคงดังต่อเนื่อง ราวกับมีใครเดินอยู่ด้านบน
เมย์ขยับเข้ามาใกล้ “ไปดูไหม?” เธอถาม แต่ไม่มีใครกล้าลุก
ผ่านไปหลายวินาที เสียงก็เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงฝนกับลมหายใจติดขัดของแต่ละคน
เช้าวันรุ่งขึ้น สายหมอกปกคลุมรอบบ้านจนแทบมองไม่เห็นสวนหลังบ้าน ทุกคนนั่งกินขนมปังแห้ง ๆ รอบ ๆ โต๊ะไม้เก่า ๆ อ้ายสังเกตเห็นรอยเท้าเปื้อนโคลนบนพื้นไม้ ไต่ขึ้นชั้นสองเหมือนมีใครเพิ่งเดินผ่าน
“เมื่อคืนนี้…มีใครขึ้นไปข้างบนไหม?” อ้ายถามเบา ๆ
ทุกคนส่ายหน้า หนึ่งเดินตามรอยเท้านั้นขึ้นไปอย่างระมัดระวัง วัทตามไป เมย์ลังเลอยู่สักครู่ก่อนจะเดินตามไปด้วย
ชั้นบนเต็มไปด้วยห้องปิดตาย ประตูแต่ละบานมีรอยขีดข่วนเหมือนมีบางอย่างพยายามจะหนีออกมา รอยเท้าจบลงที่หน้าห้องหนึ่งห้องซึ่งประตูแง้มอยู่นิดหน่อย
“ห้องนี้…ของฟ้าใช่ไหม?” เมย์ถาม เสียงเธอสั่น
วัทพยักหน้า “ใช่…สมัยเรียน เรามักเล่นที่นี่กันตลอด”
หนึ่งผลักประตูเบา ๆ ภายในเป็นห้องว่างเปล่า มีตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่กับโต๊ะกระจกเก่า ๆ วางอยู่ มุมห้องมืดสนิทราวกับดูดแสงไฟเข้าไป
อ้ายเข้าไปสำรวจตู้เสื้อผ้า เปิดออกพบเพียงกลิ่นอับและเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เหลือเพียงเศษผ้า
ทันใดนั้น เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากโต๊ะกระจก ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ในกระจกสะท้อนเงาคนสี่คน แต่เหมือนยังมีเงาอีกหนึ่งซ้อนทับอยู่เบื้องหลัง
วัทรีบปิดไฟฉาย “ไปกันเถอะ”
เสียงเมย์สั่นระริก “เราจะกลับกันเลยไหม?”
หนึ่งส่ายหน้า “ยังไม่ได้คำตอบ…”
คืนนั้น ก่อนนอน เมย์แอบหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าออกมา เธอไม่ได้บอกเพื่อน ๆ ว่าได้มันมาจากบ้านของฟ้าเมื่อหลายปีก่อน เธอเปิดอ่านเงียบ ๆ ในแสงไฟอ่อน ๆ ตัวหนังสือในสมุดเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ มีแต่ประโยคสั้น ๆ ซ้ำไปมา
“เธออยู่ที่นี่ เธออยู่ที่นี่ เธออยู่ที่นี่”
เมย์ขนลุก รีบปิดสมุดแล้วซ่อนกลับเข้าในกระเป๋า
รอบดึก เสียงฝีเท้าบนชั้นสองกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ดังชัดขึ้น เหมือนมีใครกำลังวิ่งอยู่เหนือหัว ทุกคนตื่นขึ้นมาจากเสียงนั้น หัวใจเต้นถี่
“ใครอยู่ข้างบน!” หนึ่งตะโกนขึ้นไป ไม่มีเสียงตอบ แต่เสียงฝีเท้ายังคงดำเนินอยู่
อ้ายหยิบไฟฉาย “ไปดู!” ทุกคนลุกขึ้นตามอย่างลังเล พวกเขาเดินขึ้นบันไดทีละขั้น ช้า ๆ เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะฝีเท้า
ประตูห้องฟ้าเปิดกว้าง เงาลาง ๆ วูบผ่านหน้าต่าง ทุกคนหยุดชะงัก วัทกลืนน้ำลายแล้วเดินเข้าไป
ภายในห้องว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยคนอื่น มีเพียงกลิ่นอับกับความมืดที่แผ่ปกคลุม
ตอนเช้า ฟ้าครึ้ม ฝนซา แต่บรรยากาศในบ้านยิ่งอึดอัด เมย์นั่งเงียบอยู่มุมหนึ่งของห้องโถง วัทเดินเข้ามาหา “เมื่อคืนสมุดนั่น…เธอเอามาจากไหน?”
เมย์ลังเล “ฉัน…ขโมยมาจากบ้านฟ้าตอนงานศพ”
อ้ายหันขวับมามอง “หมายความว่าไง? สมุดนั้น…”
เมย์เม้มปากแน่น “มันเขียนแต่คำว่า ‘เธออยู่ที่นี่’ ซ้ำ ๆ ตั้งแต่วันที่ฟ้าหายตัว”
หนึ่งเดินเข้ามาสมทบ “แล้วเมื่อคืนนี้ที่เห็นในกระจก…” เขากลืนคำพูดไม่ลง
วัทถอนหายใจ “เราต้องค้นบ้านนี้ให้ทั่ว ถ้าอยากรู้ความจริง”
ทั้งสี่คนช่วยกันค้นบ้าน เจอสิ่งของของฟ้าในห้องต่าง ๆ—ตุ๊กตาเก่า ถุงเท้าขาด ขวดน้ำหอมที่กลิ่นจางไปหมดแล้ว แต่ไม่มีสิ่งใดอธิบายการหายตัวไปได้
เมื่อบ่ายคล้อย ลงเสียงประหลาดดังขึ้นในบ้าน เป็นเสียงกรีดเบา ๆ คล้ายคนข่วนผนังจากภายใน เมย์เอามือปิดหู อ้ายมองไปที่ผนังเห็นรอยขีดข่วนบางอย่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นช้า ๆ ต่อหน้าต่อตา ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
วัทกระซิบ “มันหมายความว่าไง?”
หนึ่งส่ายหน้า “เหมือนมีอะไรพยายามจะออกมา…”
ตกค่ำ อ้ายพบว่าประตูหน้าบ้านถูกล็อกจากด้านนอก พวกเขาพยายามเปิดแต่ไม่ขยับ ทุกคนเริ่มตื่นตระหนก
เมย์ร้องไห้เบา ๆ “เราออกไปไม่ได้”
หนึ่งพยายามปลอบ “ใจเย็น ๆ เดี๋ยวคงมีทางออก” แต่ในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเช่นกัน
วัทเดินวนไปมาไม่หยุด “เมื่อคืนนี้ที่เห็นในกระจก…ถ้าเราไม่ได้อยู่กันสี่คนมาตลอด แล้วเงานั่น…มันคือใคร?”
อ้ายขมวดคิ้ว “หรือว่า…ฟ้ายังอยู่ที่นี่?”
คืนนั้น ความเงียบในบ้านราวกับบีบคั้นลมหายใจของทุกคน เสียงกรีดข่วนกลายเป็นจังหวะถี่ขึ้น รอยขีดข่วนขยายไปทั่วผนัง เมย์นั่งกอดเข่าตัวสั่น วัทเริ่มตะโกนใส่ความมืด “แกต้องการอะไร!”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงข่วนและเงาที่วูบไปตามขอบประตู
หนึ่งลงมือสำรวจชั้นล่างอีกครั้ง เขาพบประตูบานเล็กซ่อนอยู่หลังตู้เก่า เปิดเข้าไปเป็นห้องใต้บันได ภายในมีเศษผ้าที่ขาด วิทยุเก่า และกระป๋องสีขึ้นสนิม เขาสังเกตเห็นรอยเลือดจาง ๆ บนพื้นไม้กับรูปถ่ายหมู่เก่าสมัยมัธยมที่ฟ้าอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มสดใส เพียงแต่ในรูปนั้นมีเงาดำทาบทับใบหน้าของฟ้าอย่างประหลาด
หนึ่งนำรูปถ่ายออกมาให้เพื่อน ๆ ดู “ดูนี่สิ…ในรูปนี้มัน…”
วัทขนลุก “ตอนถ่ายไม่มีเงานั่น”
อ้ายหรี่ตา “หรือเงานั่น…ติดตามฟ้ามาตลอด?”
ขณะทุกคนกำลังถกเถียง ไฟในบ้านก็ดับพรึบ เหลือเพียงแสงไฟฉายส่องให้เห็นใบหน้ากันและกัน เมย์กระซิบ “ฉันรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่…”
เสียงเดินเบา ๆ ดังขึ้นรอบตัวทุกคน ราวกับมีฝีเท้าหลายคู่เคลื่อนไปมาในความมืด
หนึ่งตัดสินใจ “เราต้องหาทางออกจากบ้านนี้ คืนนี้!”
วัทส่ายหน้า “ถ้าออกไม่ได้ล่ะ?”
เมย์ซบหน้าร้องไห้ “อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว…”
อ้ายเดินไปจับมือเมย์ไว้ “เราอยู่ด้วยกัน”
ขณะนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากชั้นบน สามจังหวะ สั้น ๆ แรง ทุกคนหยุดนิ่ง
วัทหันไปทางบันได “ไปดูไหม?”
หนึ่งลังเลแต่ก็พยักหน้า พวกเขาเดินขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ ไฟฉายส่องพบว่าประตูห้องฟ้าเปิดกว้าง รอบ ๆ ขอบประตูเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนสดใหม่
ทันทีที่เข้าไปในห้อง พื้นไม้ตรงมุมห้องเหมือนจมลงไปเป็นหลุมลึก เมย์ก้าวถอยหลังแต่พลัดตกลงไป ทุกคนร้องตะโกนเรียกชื่อเธอ
เสียงเมย์ดังขึ้นจากหลุม “ข้างล่างนี้…มีใครอยู่!”
หนึ่งรีบหากล่องเชือกโยนลงไป วัทกับอ้ายช่วยกันดึงตัวเมย์ขึ้นมา ในมือของเมย์ถือสมุดบันทึกที่เปิดอ่านไม่ได้ เธอหน้าซีดเผือด
อ้ายถาม “เห็นอะไร?”
เมย์ส่ายหน้า “มัน…มีเงานั่งขดอยู่ตรงมุม บอกว่า ‘อย่ามองฉัน’…”
ทุกคนเริ่มทนไม่ไหว เสียงกรีดรอบบ้านดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าทุกครั้ง เงาดำ ๆ เริ่มปรากฏบนผนัง ร่างหนึ่งเดินผ่านห้องโถงเหมือนเงาทาบซ้อนบนความมืด
หนึ่งตะโกน “พอแล้ว! ฟ้า ถ้าเธออยู่ที่นี่ บอกเราที!”
เสียงกระซิบดังรอบตัว “อย่ามองฉัน…อย่ามองฉัน…”
วัททรุดตัวลงกับพื้น “เราทำอะไรผิด? ทำไมฟ้าต้อง…อยู่ที่นี่?”
ประตูหน้าบ้านเปิดออกเองช้า ๆ ลมเย็นปะทะเข้ามา ทุกคนรีบวิ่งออกไป แต่เมย์หยุดอยู่หน้าประตู เธอหันกลับมามองภายในบ้าน น้ำตาอาบแก้ม
“ขอโทษ…ที่ฉันทิ้งเธอไว้วันนั้น”
บ้านร้างเงียบสนิทอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงเสียงฝนกับเสียงสะอื้นแผ่วเบาในเงามืด เมย์หยิบสมุดบันทึกออกมาโยนทิ้งไว้ในบ้าน ก่อนจะปิดประตูตามหลังอย่างช้า ๆ
ทุกคนเดินจากบ้านมาโดยไม่พูดจา ในสายหมอกที่ขาวโพลน พวกเขารู้ว่าความทรงจำและความผิดของวันวานจะไม่จางหายไปง่าย ๆ
ในบ้านร้าง เงาดำ ๆ ยังคงขดตัวอยู่ในมุมห้อง กระซิบซ้ำ ๆ ด้วยเสียงที่ไม่มีวันหลุดรอดออกมา “อย่ามองฉัน…อย่ามองฉัน…”