เสียงก้องจากห้องเก็บของ
เสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีเบา ๆ ในยามพลบค่ำ นิ้งเดินลากกระเป๋าใบเก่าเข้ามาในซอยเปลี่ยวที่นำไปสู่หอพัก “วิภา เพลส” หอพักสองชั้นเก่าแก่ที่ดูเหมือนถูกลืมเวลา ต้นไม้ขึ้นรกเรื้อ ป้ายชื่ออักษรสีซีดจาง เธอหยุดหายใจชั่วขณะ ก่อนจะก้าวเข้าไปใต้ชายคา ลมหายใจของเธอสั้นและแน่นหน้าอก เมื่อคิดถึงเหตุผลที่เธอต้องมาอยู่ที่นี่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้ายางกระทบกับพื้นซีเมนต์ดังสะท้อนในโถงทางเดินแคบ ๆ ไฟหลอดกลมสลัว ๆ เหนือศีรษะส่องแสงริบหรี่ แม่บ้านสูงวัยชื่อป้าสมใจ ซึ่งเป็นเจ้าของหอเอง กำลังนั่งก้มหน้าแกะเมล็ดทานตะวันอยู่ตรงโต๊ะไม้เก่า ๆ ตรงล็อบบี้
“เพิ่งย้ายมาเหรอจ๊ะ?” เสียงป้าสมใจทรงพลังแต่เหนื่อยล้ายินดีต้อนรับ นิ้งพยักหน้าก่อนจะยิ้มจาง ๆ “ค่ะ ขอรับกุญแจห้อง 203 ค่ะ” ป้าสมใจยื่นกุญแจให้ แม้รอยยิ้มที่ส่งมาให้จะดูอบอุ่น แต่แววตาคล้ายซ่อนอะไรบางอย่าง “ห้องหนู…อยู่ตรงข้ามกับห้องเก็บของนะ ห้องนั้นอย่าไปยุ่งนะลูก มันล็อกไว้ตลอด” นิ้งรับกุญแจมาอย่างลังเล ใจเต้นแรงขึ้นแปลก ๆ
เธอเดินขึ้นบันไดไม้เก่าที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ก้าว เสียงฝนข้างนอกยังคงหล่นกระทบสังกะสี นาฬิกาข้อมือของนิ้งบอกเวลาเกือบสองทุ่ม เมื่อเธอไขกุญแจเข้าไปในห้อง 203 กลิ่นอับของห้องที่ปิดตายมานานปะทะจมูกทันที ม่านหน้าต่างซีดจางไหวไปตามลม เธอวางกระเป๋าก่อนจะเปิดไฟทั้งห้อง ความเปลี่ยวเหงากระแทกใจอย่างแรง เธอพยายามข่มใจไม่ให้น้ำตาไหล
คืนนั้นนิ้งนอนไม่หลับ เสียงฝนข้างนอกขับขานไปพร้อมกับเสียงแปลก ๆ ที่ลอดมาจากผนังด้านขวา เสียงเหมือนของหนักถูกลากครืดช้า ๆ แล้วจู่ ๆ ก็หยุด นาน ๆ จะได้ยินเสียงคล้ายคนกระซิบแผ่วเบา นิ้งลุกขึ้นนั่ง หัวใจเต้นแรง เธอมองไปทางผนังที่ติดกับห้องเก็บของ ลมหายใจของเธอสะดุด เธอข่มใจบอกตัวเองว่าอาจเป็นเสียงหนูหรือท่อน้ำเก่า
เช้าวันรุ่งขึ้น นิ้งเดินออกมาทำงาน พบกับ “เป้” เพื่อนร่วมหอที่พักห้อง 202 ชายหนุ่มผิวคล้ำ ใส่แว่นตาหนาเตอะ กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงหน้าห้อง เป้หันมาพยักหน้าแทนคำทักทาย “เมื่อคืนหลับดีมั้ย?” เขาถามเสียงแผ่ว นิ้งหลบสายตา “ไม่ค่อยค่ะ ได้ยินเสียงแปลก ๆ จากห้องข้าง ๆ” เป้หัวเราะแห้ง ๆ “ชินไปเหอะ หอนี้ของแปลกทุกคืน” เขากะพริบตา เหมือนจะพูดอะไรอีก แต่ก็เงียบไป
นิ้งเดินผ่านห้องเก็บของที่ประตูไม้บวมดูเก่าและมีคราบดำรอบลูกบิด ประตูถูกล็อกด้วยกุญแจสนิมเขรอะ เธอยืนมองมันแล้วรู้สึกขนลุกวาบ เธอรู้สึกเหมือนมีสายตาแอบมองลอดรอยแตกร้าวตรงกรอบประตูแต่ก็ไม่มีอะไร
เย็นวันนั้น นิ้งกลับมาจากที่ทำงาน พบกับ “ดาว” เพื่อนสาววัยเรียนที่พักห้อง 204 ดาวเป็นคนร่าเริง น้ำเสียงสดใสแต่ดวงตาดูอ่อนล้า “นิ้ง อยู่ที่นี่ใหม่ ๆ ระวังเสียงตอนตีสองด้วยนะ” ดาวพูดเหมือนหยอกล้อ “ทำไมเหรอ?” นิ้งถาม ดาวยิ้มมุมปาก “เดี๋ยวก็รู้…”
ค่ำคืนนั้นฝนหยุดตกแต่บรรยากาศกลับกดดันกว่าปกติ นิ้งนั่งเก็บเสื้อผ้าอยู่ดี ๆ ไฟในห้องก็ดับวูบลงทั้งชั้น เธอได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งเบา ๆ ผ่านหน้าห้อง ตามด้วยเสียงบางอย่างกระแทกกับผนังตรงห้องเก็บของ “โครม!” ทั้งเส้นผมและหนังศีรษะลุกชัน นิ้งเดินไปแนบหูฟัง เงียบกริบ นอกจากเสียงหัวใจตัวเอง
เช้าวันต่อมา นิ้งลงมาที่ล็อบบี้ เห็นป้าสมใจนั่งจ้องทีวีหน้าตาเคร่งเครียด “เมื่อคืนไฟดับบ่อยมั้ยคะ?” นิ้งถาม ป้าสมใจถอนหายใจ “ที่นี่มันเก่า ไฟชอบเล่นแง่” เธอมองหน้าป้าสมใจนิ่ง ๆ “แล้วเสียงเมื่อคืน…” ป้าสมใจขัดขึ้นอย่างรวดเร็ว “อย่าไปสนใจของพวกนี้ อยู่ที่นี่ต้องใจแข็ง”
นิ้งเดินกลับขึ้นห้อง พลันเห็นเป้ยืนอยู่หน้าห้องเก็บของ ก้มหน้าเหมือนค้นหาอะไรอยู่ นิ้งเดินเข้าไป “หาอะไรเหรอ?” เป้สะดุ้งลนลาน “เปล่า…แค่หากุญแจห้องตัวเอง” เขาแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน นิ้งจับสังเกตได้ว่าเขาแอบมองซ้ายขวาอยู่ตลอดเวลา
คืนนั้นเวลาตีสองกว่า ๆ นิ้งสะดุ้งตื่นด้วยเสียงกระซิบคล้ายเด็กหญิงร้องเพลงกล่อมแผ่วเบา เธอกลั้นหายใจ นั่งนิ่งข้างเตียง เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้น เหมือนดังมาจากห้องเก็บของ “แม่…แม่…” น้ำเสียงเศร้าและห่างไกล นิ้งลุกขึ้น เดินไปแนบหูที่ผนัง เสียงหยุดลงทันที เธอถอยกลับไปนั่งที่เตียง ใจเต้นระรัว
วันต่อมา ดาวมาเคาะประตูหานิ้ง “เมื่อคืนได้ยินเสียงมั้ย?” ดาวถามเสียงสั่น ๆ นิ้งพยักหน้า ดาวถอนหายใจ “ห้องนี้…มันเคยมีคนตาย” ดาวกระซิบบอก นิ้งอึ้ง ดาวพูดเสียงเบา “แต่ฉันไม่รู้ว่าใคร…เขาว่ากันว่าเป็นเด็กผู้หญิงกับแม่ โดนขังซ่อนไว้ในห้องเก็บของ” เธอหลบตานิ้ง
นิ้งรู้สึกสงสัยมากขึ้น เธอเริ่มค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและถามชาวบ้านแถวนี้ แต่ทุกคนล้วนหลบเลี่ยงคำตอบ บางคนถึงกับเปลี่ยนเรื่องคุยทันทีเมื่อเอ่ยถึงหอพักวิภา
คืนถัดมา เสียงลากของหนักกับเสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้มีเสียงร้องไห้แผ่ว ๆ แทรกเข้ามา นิ้งนอนไม่หลับ เธอเดินออกไปที่ทางเดินและเห็นเป้ยืนอยู่หน้าห้องเก็บของ เขายืนเงียบขรึม แววตาว่างเปล่า “เป้…” นิ้งเอ่ย เป้สะดุ้ง “เธอได้ยินเหมือนกันใช่มั้ย?” เสียงเขาแทบเป็นกระซิบ “มันไม่ใช่เสียงของคน…แต่เหมือนมันรอให้ใครเข้าไป” เขาหันไปสบตานิ้ง ความหวาดกลัวในแววตาเขารุนแรงขึ้นทุกที
นิ้งและเป้เริ่มคุยกันบ่อยขึ้น ต่างคนต่างเก็บความกลัวไว้ข้างใน ดาวเริ่มหลีกเลี่ยงการออกจากห้องยามค่ำคืน ป้าสมใจเองก็เริ่มระแวดระวังขึ้น เธอมักจะเดินตรวจตราทางเดินตอนดึก ๆ พร้อมถือไฟฉายตลอดเวลา
คืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังหลับ เสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากห้องเก็บของ ทุกคนตกใจตื่น วิ่งออกมาเจอกันหน้าประตูห้องเก็บของ นิ้ง จับมือเป้แน่น ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ดาวหน้าซีดเผือด ป้าสมใจยืนตัวแข็ง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ประตูห้องนั้น
เช้าวันถัดมา บรรยากาศในหอพักเงียบงัน ทุกคนแทบไม่พูดกัน นิ้งตัดสินใจเดินไปถามป้าสมใจ “ข้างในห้องเก็บของ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ป้าสมใจเงียบไปนาน “มัน…เป็นอดีตที่ไม่ควรพูดถึง” เธอหลบสายตา นิ้งพยายามเค้น “ถ้าไม่บอก พวกหนูจะอยู่ไม่ไหว” ป้าสมใจพูดเสียงสั่น “เมื่อก่อน…ฉันเคยมีลูกสาว ลูกกับลูกสาวของเธอ…” ป้าสมใจหยุดกะทันหัน น้ำตาคลอเบ้า “มันเป็นอุบัติเหตุ…แต่ฉันปกปิดไว้ ไม่มีใครรู้”
นิ้งรู้สึกถึงความหนักอึ้งของความลับนี้ เธอเดินกลับห้อง ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม เสียงร้องไห้ เสียงกระซิบในคืนต่อมาเริ่มดังชัดเจนยิ่งขึ้น ดาวเริ่มพูดคนเดียวในห้อง เป้กลายเป็นคนหวาดระแวงยิ่งขึ้น ทุกคนในหอพักเหมือนถูกบางอย่างบีบคั้นจิตใจ
คืนวันเสาร์นั้น นิ้งตัดสินใจชวนเป้และดาวเปิดห้องเก็บของเพื่อหาคำตอบ พวกเขาเตรียมไฟฉายกับแม่กุญแจถอดสนิม “แน่ใจนะ?” เป้ถามเสียงสั่น ดาวเม้มปาก พยักหน้า นิ้งมือสั่นขณะไขกุญแจออก ประตูไม้เปิดช้า ๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยด ภายในห้องมืดสนิท กลิ่นอับกับกลิ่นเปรี้ยวเหม็นโชยออกมา
ทุกคนเดินเข้าไปในห้อง ความมืดทำให้แทบมองไม่เห็นอะไร ทั้งสามใช้ไฟฉายส่องจนเจอกล่องไม้เก่า ๆ วางอยู่มุมหนึ่ง นิ้งหยิบมันขึ้นมา ข้างในมีตุ๊กตาผ้าเก่า เสื้อผ้าเด็กหญิง และสมุดไดอารี่เล่มเล็ก ๆ เธอเปิดอ่านข้อความที่เขียนด้วยลายมือสั่น ๆ ‘หนูคิดถึงแม่ หนูกลัว หนูหนาว’
เสียงกรีดร้องแว่วมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้นกว่าทุกคืน เงาร่างของเด็กผู้หญิงกับผู้หญิงอีกคนปรากฏในมุมห้อง ทั้งสามคนตะลึงงัน เงาสองร่างไม่ขยับเคลื่อนไหว เหมือนติดอยู่ในห้วงเวลา เสียงกระซิบเศร้าสร้อยดังวนเวียน ‘แม่…แม่…’
นิ้งหันไปมองเพื่อน ๆ ดาวทรุดตัวลงร้องไห้ เป้ถอยกรูดออกจากห้อง นิ้งปิดสมุดไดอารี่ น้ำตาไหล ซึมซับความเศร้าและการสูญเสีย
ทันใดนั้น เงาสองร่างค่อย ๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและอากาศหนักอึ้ง ทุกคนออกจากห้องเก็บของ ประตูค่อย ๆ ปิดเองช้า ๆ เหมือนไม่เคยมีใครเข้าไปข้างใน
ป้าสมใจเดินมาพบทั้งสาม น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอกอดนิ้งไว้สั่นเทา “ขอโทษ…ขอโทษที่ปกปิดความจริง ขอโทษที่ทำให้พวกหนูต้องเจอ” เสียงเธอแตกพร่า
นิ้งกับเพื่อน ๆ หอบหายใจหนัก เงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทุกคนแยกย้ายเข้าห้อง พวกเขารู้ว่าความจริงแม้เจ็บปวดแต่ก็ทำให้บางอย่างคลี่คลายลง
คืนนั้นไม่มีเสียงใด ๆ อีก ทุกอย่างเงียบงันอย่างประหลาด นิ้งนอนมองเพดาน น้ำตาไหลอย่างปลดปล่อย เธอรู้ว่าความกลัวที่แท้จริง ไม่ใช่ผี แต่คือบาดแผลในใจและความลับที่เราเลือกจะปิดบัง
รุ่งเช้าอากาศสดใส หอพักวิภาเงียบสงบ นิ้งเก็บของออกจากหอพักไปอย่างเงียบงัน เธอหันไปมองห้องเก็บของเป็นครั้งสุดท้าย ภาพเงาเด็กหญิงกับแม่ยังคงฝังอยู่ในใจ เสียงกระซิบสุดท้ายแว่วมาอย่างอ่อนโยน ‘ขอบคุณ…’
นิ้งยิ้มเศร้า เดินจากไปโดยมีแสงแดดอ่อน ๆ ทาบทอลงบนทางเดิน หอพักที่เคยเต็มไปด้วยเสียงก้องของอดีตกลับเหลือเพียงความเงียบสงบ พร้อมจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง