สัมมนาสุดเพี้ยนกับแผนเนียนที่พังทลาย
เสียงประกาศดังขึ้นทั่วโถงคณะวิศวกรรมศาสตร์ คู่หูนักศึกษาปีสี่อย่างปาล์มและหยกกำลังเร่งก้าวอย่างร้อนรน เสียงรองเท้ายางขัดกับพื้นกระเบื้องก่อจังหวะตื่นเต้นขึ้น หยกถือโฟลเดอร์เอกสารแน่นอยู่ในมือ ขณะที่ปาล์มเหงื่อโชกแม้จะอยู่ในห้องแอร์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอ้า ปาล์ม ของนายอยู่ครบยัง? สไลด์ สำเนา รายชื่อ” หยกถามพลางเหลือบดูรายชื่อสมาชิกกลุ่ม ปาล์มพยักหน้าด้วยสีหน้าหนักใจ “ครบ…มั้ง แต่อาจารย์ใหญ่เว้นประเด็นควอนตัมไว้ในรูบริคไหม?”
หยกกลอกตา “เฮ้อ นายเนี่ย คิดมากเหมือนเจ้าหน้าที่ตรวจข้อสอบ โอเค อย่าเพิ่งกังวล เราจบแน่ปีนี้!”
สองคนเดินเข้าสู่ห้องสัมมนาใหญ่ คนแน่นขนัดเพราะทุกกลุ่มต้องนำเสนอโปรเจกต์ก่อนจบ ชาวคณะจับกลุ่มซุบซิบด้านหลังทั่วห้อง หยกอวดท่าเดินมั่นใจแบบนางแบบ พลางทักทายเพื่อนกลุ่มอื่น ปาล์มหยุดก้าวอยู่ตรงหน้าบันได หยกเลยตบบ่าปลุกใจ
“ไปสิ ไม่มีใครโดนน้ำร้อนลวกเหรอ” หยกพูดขำ ๆ ปาล์มหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนก้าวต่อ
ระหว่างติดตั้งอุปกรณ์นำเสนอ ปาล์มเปิดฝาขวดน้ำวางข้างโน้ตบุ๊กที่เชื่อมปลั๊กเสียง หยกจัดสาย HDMI ยื่นให้เพื่อน ปาล์มรีบรับมือลน ๆ ขวดน้ำตกใส่ปลั๊กเสียงดังแปร๊บ เสียงซ่าไฟลุกพรึ่บในห้อง ท่ามกลางความตกใจ! กลุ่มอื่นหันมามองเป็นตาเดียว
“โอ๊ย ซวยล่ะ!” หยกรีบคว้าเอกสารกันไว้ไฟ ส่วนปาล์มรีบหาอะไรซับน้ำ อาจารย์ประจำสัมมนาเดินหน้าดุ “ใครเป็นคนเทน้ำใส่ปลั๊ก!”
กลิ่นไหม้จาง ๆ ลอยมาตามอากาศ เพื่อน ๆ เริ่มลุกหนีไปโซนประตูหลัง บางคนหัวเราะ บางคนตกใจ ปาล์มยืนอึ้ง หยกรีบบังหน้าเพื่อนแล้วพูดโพล่งออกไปว่า “ปลั๊กมันรั่วค่ะอาจารย์! ไม่ได้เทน้ำเข้าไปหรอกนะคะ!”
อาจารย์ขมวดคิ้ว “ปลั๊กเสียงรั่วน้ำได้ยังไง?” หยกอึกอักแล้วชี้นิ้วมั่วไปยังกลุ่มน้องปีหนึ่งที่กำลังจ้องตาปริบ ๆ “น้องเขาเสียบปลั๊กผิดค่ะ!”
น้องปีหนึ่งส่ายหน้าแรง หยกรีบดึงปาล์มไปกระซิบ “ถ้าใครรู้ว่าเราทำนะ โดนหักคะแนนแน่!”
ปาล์มดึงแขนตัวเอง กระซิบตอบ “งั้นอย่าให้ใครรู้!” หยกจึงเสนอตัวอาสา ‘แก้ไข’ ด้วยการรวบอุปกรณ์หนีออกจากห้อง ปิดประตูแล้วหัวเราะแห้ง ๆ เฉพาะกลุ่ม ขณะที่เสียงประกาศขอให้ทุกกลุ่มงดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในคณะทั้งวันดังขึ้น
หยกส่งสายตาล้อ “จบสัมมนาวันนี้เราล็อกดาวน์เลยปาล์ม!”
แต่ปัญหาจะไม่ใหญ่ถ้าปาล์มไม่ใจดีแนะนำให้ใคร ๆ หลบไปใช้ห้องประชุมข้างล่างแทน ทั้งกลุ่มจึงเดินขบวนลงไปโดยหารู้ไม่ว่าห้องข้างล่างเปิดไว้สำหรับเวิร์กช็อป ‘ซ่อมหุ่นยนต์ยักษ์’ ของภาควิศวกรรมปีสาม
ภาควิศวกรรมปีสามที่นัดกันซ่อมหุ่นยนต์ยักษ์ ต้น (หัวหน้าทีมสุดเป๊ะ) ขนหุ่นเข้ามาตั้งกลางห้อง ท่ามกลางเสียงเพื่อนในทีมยังเถียงกันเองว่า ‘ต้องไว้ใจต้นไหม’ เพราะต้นมักยึดทุกอย่างแบบสุดโต่ง
ขณะที่ปาล์มหอบของเข้าไปพร้อมหยก ทีมปีสี่กับปีสามมาเจอหน้ากันกลางห้อง ประโยคแรกที่ต้นถาม “นายสองคนขนอะไรมาชนหุ่นฉันเนี่ย?”
หยกยิ้มกว้าง “เรามาขอยืมห้องได้ไหม หัวหน้าตึกบอกชั้นนี้ว่างค่ะ!” ต้นยืนงงเพราะเพิ่งรู้ว่าห้องถูก “จองซ้อน” ทั้งกลุ่มสงสัยว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับห้องชั้นบน กระซิบหากันเดินไปเดินมา
ปาล์มพยายามซ่อนสายตากังวล “เราแค่จะซ้อมเสนอโปรเจกต์เฉย ๆ แหละ!”
ทีมปีสามมี อิฐ ช่างขวานผ่าซากประจำกลุ่ม ที่รีบสวน “ถ้าไม่ทำอะไรไฟอีกก็เชิญ!” แต่เสียงเพื่อนกระซิบ ‘ไฟอะไร’ ทำปาล์มรีบหันหลังเอามือป้องเปลวไฟในจินตนาการ
หยกลากปาล์มเข้ามุมข้าง “ถ้าเล่าให้ปีสามรู้ เดี๋ยวไปถึงอาจารย์แน่” ปาล์มจึงออกอุบาย เดินไปหยิบแปะโพสต์อิทหน้าประตู เขียนว่า ‘ห้ามใช้ไฟฟ้า – ซ่อมหุ่นยนต์’ แล้วเอาเทปใสมาติดด้านหน้าไว้ด้วยภาษาวิ่งหวัด
ทันใดนั้น เสียงประกาศใหม่จากไมค์มือถือดังแทรก ‘ตามหาผู้ก่อเหตุไฟไหม้ในห้องสัมมนา กรุณามารายงานตัว!’ หยกหน้าซีด ปาล์มใบ้กิน ต้นกับทีมปีสามเริ่มเชื่อว่ามีเหตุร้ายแรง
หยกหันมาซะล้อ “เอ้า ใช่พวกเราปะ?” แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน อิฐเดินออกไปตั้งข้อสังเกต “ใครจะบ้าเอาน้ำสาดปลั๊ก สงสัยปีหนึ่ง!” ทำให้พวกน้องปีหนึ่งมองหน้ากันเองงงหนักขึ้น
หยกกับปาล์มซุ่มอยู่ใต้โต๊ะข้างหลัง ซักซ้อมสคริปต์นำเสนอแต่เสียงประกาศหา ‘พยาน’ ดังขึ้นอีกรอบ คนในคณะเริ่มซุบซิบเรื่อง “ปริศนาผู้ร้ายปลั๊กไฟ”
ระหว่างนี้ ทีมน้องปีหนึ่งเองที่ถูกโยนความผิดก็พยายามหาหลักฐานว่าพวกเขาไม่ได้ทำ จึงเดินตามหาภาพจากกล้องวงจรปิด พึมพำแผนลับ “ถ้าจับตัวคนทำได้ จะได้คะแนนความดีเพิ่ม!” กลายเป็นสงครามสายลับย่อม ๆ ในรั้วมหา’ลัย
อาจารย์ใหญ่เดินตรวจตรารอบคณะอย่างเคร่งขรึม พร้อมคำถามแปลก ๆ เช่น “เด็กที่หน้าเครียดวันนี้คือใคร” และ “นี่กลิ่นน้ำดื่มหกเหรอ?” ยิ่งทำให้ปาล์มกับหยกกดดันสุดขีด
หยกรวบรวมสติ กระซิบบอก “เราต้องเนียนจนเลิกเรียนค่อยคุยกันอีกที” ทว่าทันทีที่ออกจากห้องประชุม กลับเจอสาวแว่นชื่อ ‘ณี’ ชมรมถ่ายรูปคณะ รอถ่ายภาพบรรยากาศงานวันสุดท้ายก่อนจบ หยกยิ้มแบบคนเนียนแต่สายตาเหลือบดูปาล์มเกร็ง ๆ
ณีถาม “ทำไมวันนี้ห้องเงียบผิดปกติ ทุกทีแรงมากนะ” หยกตอบมั่ว “วันนี้เราอาจจะใจเย็นกว่าทุกวัน” ณีทำหน้าสงสัยเดินจากไป
ทันใดนั้น น้องปีหนึ่งกลับมาแจ้ง ‘เจอหลักฐานในกล้องวงจรปิด’ หยกกับปาล์มผวา รีบเบี่ยงออกหลังคณะ แต่ดันเจอเพื่อนจากชมรมละครที่แต่งชุต “ธีมตำรวจ” มาตามหาตัว “ผู้ต้องสงสัย” ในปริศนาไฟไหม้
วงการลับ ๆ ในคณะเริ่มบานปลาย ‘ปริศนาไฟไหม้ปลั๊ก’ กลายเป็นเรื่องเม้าท์ประจำวัน จากเรื่องเล็กกลายเป็นภัยหลอนในหมู่นักศึกษา บางคนเชื่อว่าเป็นอาถรรพ์ปีสี่ บางคนโยงไปไกลถึงผีในห้องสัมมนา
ปาล์มหวั่นใจยิ่งขึ้น กระซิบหยก “นี่เราแค่ทำขวดน้ำหก แต่ออกมาเป็นคดีลึกลับเลยนะ!” หยกหัวเราะ “ดีแล้ว เราจะได้กลบเนียนจริง ๆ”
ข่าวลือแทรกทุกกลุ่ม บางคนเริ่มระแคะระคายว่าต้นปีสามกับทีมปีสี่อะไรแปลก ๆ เลยมีเสียงหัวเราะปนกับการสงสัยว่าทีมไหนกันแน่เป็นต้นเหตุ
ระหว่างที่น้องปีหนึ่งกับทีมปีสามตามหาหลักฐานกลับไปกลับมาในคณะ หยกเห็นโอกาสจึงแอบเขียนจดหมายนิรนามวางหน้าห้องอาจารย์ใหญ่ ‘ขอให้อภัยผู้ก่อเหตุ ผู้สำนึกผิดจะทำความดีถวาย…’ ทุกคนในคณะต่างตีความกันไปคนละทิศ ทางหนึ่งอาจารย์ซาบซึ้งน้ำตาไหล ทางหนึ่งเพื่อนหัวเราะจนท้องแข็ง
ปาล์มกังวลจนพูดติดอ่าง “หรือจะเอาตัวรอดกันตรง ๆ” หยกส่ายหน้า “ไม่ได้เด็ดขาด ปีสุดท้ายแล้วนะ!”
ปริศนายังไม่คลี่คลาย เมื่อจู่ ๆ ณีจากชมรมถ่ายรูปถ่ายภาพถาขณะหยกสอนปาล์มแก้ต้นฉบับสคริปต์นำเสนอ ภาพหลุดบรรยากาศลึกลับกลายเป็นไวรัลในกลุ่มไลน์คณะ ทุกคนซุบซิบว่า ‘จอมบงการ’ รุ่นพี่โซนใต้อาคาร
จนกระทั่งช่วงบ่าย อาจารย์ใหญ่นัดทุกทีมเข้าประชุมรวม ฉากหน้าตึง ๆ ของประชุมกลายเป็นเวทีไขปม ปาล์มหน้าซีด หยกพยายามเล่นตลกกลบเกลื่อน ต้นทีมปีสามเองเริ่มโพสต์เฟซบุ๊กทำนองว่าคนก่อเหตุคง ‘เหงา’ ไม่กล้าสารภาพ
ในที่ประชุม หยกพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หยิบคีย์เวิร์ดเรื่อง “พื้นที่ปลอดภัย และการให้อภัย” มาปรับใช้ปลุกใจเพื่อน ๆ ว่า “ความผิดพลาดเกิดได้ ทุกคนควรให้อภัย โดยเฉพาะกับเพื่อนที่เกร็งจัดๆ แล้วเผลอ” ปาล์มมองหน้าแบบ ‘นั่นแหละฉัน’
กระแสในห้องประชุมกลับกลายเป็นกำลังใจให้กัน ไม่ใช่จับผิด ทับซ้อนกับปริศนายังไม่คลี่คลาย หยกจึงแนะนำ “เปิดเวทีสำนึกผิดนิรนาม ใครอยากพูดอะไร วางกระดาษไว้เลย” ทุกคนพากันสอดไส้คำขอโทษแปลก ๆ ใส่กล่องอย่างครึกครื้น
สุดท้าย ในจังหวะสุดท้ายก่อนปิดประชุม ปาล์มรวบรวมความกล้า ลุกขึ้นพูดกลางห้อง (เสียงสั่นนิด ๆ) “ผมอยากขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ไม่ซ้ำเติม…ใครก็ตามที่ทำผิด พวกเราก็เป็นเพื่อนกันใช่ไหมครับ?” ปรบมือแทรกจนบรรยากาศกลายเป็นเวทีปลอบใจ ไม่เหลือรอยกลัว
เมื่อนัดรวบรวมกล่องคำขอโทษออกมา กลายเป็นมุกตลกปิดท้าย ใบหนึ่งเขียนว่า “ขอโทษที่เอาน้ำชาหกใส่แป้นพิมพ์ห้องคอม”, อีกใบ “ขอโทษที่ดื้อยาแล้วลากร่างตัวเองกลับหอ” ทั้งหมดหัวเราะอีกรอบ
ปาล์มหันไปหยิบมือหยก บีบมือแน่น หยกกระซิบ “ปีนี้เราคงจบแบบป่วน ๆ แต่ปาล์มเอ๊ย ดีใจที่ได้เรียนกับนายว่ะ” ปาล์มยิ้มทั้งน้ำตา “ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกันตอนวิกฤต” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง เมื่ออิฐปีสามแซว “ปีหน้าติดกระดาษเตือนเพิ่ม ‘ระวังน้ำหก’ ด้วยนะเพื่อน” ทุกคนต่างยิ้มปนเสียงหัวเราะ แล้วเดินออกจากห้องประชุมด้วยใจอบอุ่น
ก่อนออกจากตึก ปาล์มหันมากระซิบกับหยก “เดี๋ยวนะ แต่กล่องนั้นเราลืมใส่ข้อความของเราไป…” หยกย่นจมูก “ช่างมันเถอะ เผลอ ๆ ปีหน้าเขาจะร่ำลือถึง ‘เนียนแลนด์สไตล์’ สุดป่วนของเราก็ได้”
เสียงหัวเราะและแสงแดดเย็นย่ำปะทะใบหน้า จบวันแบบป่วน ๆ ด้วยมุกอบอุ่นที่กลายเป็นความทรงจำอมยิ้มของทุกคนในคณะ