อ้อมกอดแห่งความผิดหวัง
แดดอ่อน ๆ ในช่วงเช้าของวันเสาร์สาดส่องผ่านหน้าต่างห้องนอนของโซล เธอนอนอยู่บนเตียง หูฟังทั้งสองข้างยังคงบีบเสียงเพลงที่เต็มไปด้วยความหวังและการเติบโตซึ่งเป็นสิ่งที่เธอปรารถนา โซลอายุ 17 ปี ใฝ่ฝันที่จะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ แต่วันนี้กลับเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เธอได้ยินเสียงพ่อเสียงเหยียบพื้นอย่างรู้สึกหนัก เกิดความสงสัยในใจของเธอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พ่อ! เสียงอะไรน่ะ?” โซล ตั้งคำถามเสียงใส แต่มีความกังวล
“พ่อแค่จะไปเดินเล่นที่นอกบ้าน สายแล้วนะโซล” ใบหน้าพ่อเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ขณะที่เท้าเหยียบลงบนพื้นที่ร้อนระอุ
ความรู้สึกวิตกเริ่มแผ่ขยาย บรรยากาศที่อบอ้าวในห้องนอนของโซลแปรเปลี่ยน ไม่อาจซ่อนความวิตกไว้ได้อีกต่อไป วังวนความเครียดที่ถาโถมทั้งครอบครัวกลายเป็นอาวุธที่ทำลายจิตใจ โซลรู้สึกอัปยศและความผิดหวังซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่คิดว่าตนเองอาจไม่สามารถพาพ่อและแม่ผ่านพ้นความยากลำบากนี้ได้
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กระตุ้นให้เธอรู้สึกกระวนกระวาย เมื่อเห็นชื่อเพื่อนสนิทคือค่ำ เธอรีบรับสาย “หวัดดีค่ำ มีอะไรเหรอ?”
ค่ำน่าจะมีข่าวดี แต่เสียงของเขากลับแผ่วเบา “โซล แกได้ข่าวเรื่องพ่อของแกยัง?”
การที่พ่อของเธอถูกเลิกจ้างจากการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน ความหวังที่อยากเรียนต่อในเมืองใหญ่มันอยู่ตรงหน้า แต่เมื่อพ่อถูกเลิกจ้างครอบครัวกลับต้องเผชิญกับวิกฤตการเงิน โซลรู้สึกเหมือนอยู่ในไฟที่ลุกไหม้ ภายในใจขณะนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าและความโกรธที่มีต่อระบบที่ไม่แฟร์
เธอเริ่มทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟใกล้บ้าน ทุกเย็นหลังเรียน โซลต้องใช้ความพยายามสุดแรงเพื่อให้ได้ค่าจ้างที่ส่งต่อให้พ่อแม่ ด้วยความหวังว่าสิ่งนี้จะสามารถช่วยพาครอบครัวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้
ที่ร้านกาแฟผู้คนหลายคนต่างมีเรื่องราว ช่องทางชีวิตของแต่ละคนถูกนำเสนอผ่านเสียงหัวเราะและการรวมกลุ่มกัน แต่โซลรู้ดีในใจว่ามันแค่ภาพลวงตา ไม่ว่าจะเป็นเสียงแก้วที่กระทบกันหรือกลิ่นหอมของกาแฟที่โชยมาจากเครื่อง แต่สิ่งที่อยู่ในใจเธอมันยังคงวนเวียนอยู่และกดดันให้เธอต้องต่อสู้เพื่อความฝัน
วันเวลาผ่านไป จนกระทั่งความสำเร็จในการสอบเข้าเป็นที่น่าพอใจ แต่มันกลับทำให้เธอต้องเผชิญกับความรักที่ไม่ถูกต้อง หญิงสาวที่มีชื่อว่าสายฝนเข้ามาร่วมกิจกรรมทำให้ชีวิตของโซลต้องเปลี่ยนไป เมื่อเธอเริ่มรู้สึกถึงความรักที่เกิดขึ้น ความรักมือใหม่ที่ปนไปด้วยความรู้สึกหวานหวานและทุกข์ในเวลาเดียวกัน กับสายฝนที่ควรจะจำกัด ระยะทางของความรักก็เหมือนช่องว่างที่ดึงให้เธอเกิดแรงกดดันมากขึ้นทุกวัน
การใช้ชีวิตคู่ขนานยังคงดำเนินต่อ เนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยความหวังและความหมายที่ยังไม่สิ้นสุด ในขณะที่เธอต้องทำงานหนักคลองเตยเพียงเพื่อให้พ่อและแม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ โซลกลับไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญกับความรักที่ติดอยู่กับเรื่องราวของสายฝน มันเป็นความรักที่ลึกซึ้ง แต่ต้องการการตัดสินใจที่จะยอมรับและยอมให้ความรักและความฝันของพ่อแม่เป็นสิ่งที่สำคัญต่อจากนี้
ในที่สุดมันผ่านไปจนถึงวันเปิดเทอมแรก เหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับความจริงอย่างเต็มที่ ในการสอบที่มีความหวังข้างเคียง สายฝนลิขิตว่าจะต้องเดินจากไป ทำให้โซลต้องเลือกระหว่างการเดินหน้าต่อเพื่อความรับผิดชอบ หรือจะทิ้งความรักเพื่อเข้าสู่โลกใหม่
มันคือวันลงทะเบียนดังกล่าวที่เธอเตรียมใจไว้แล้วกลายเป็นเหตุการณ์ที่สูงสุดในความรู้สึกเมื่อสายฝนตัดสินใจบอกลา วินาทีแห่งความรู้สึกถูกถ่ายทอดจากใบหน้าของโซล เป็นความเศร้า เป็นเสียงอธิบายที่บอกว่าตนรู้สึกถึงการตัดเพื่อการอยู่รอด แม้ว่าจะไม่มีคำพูด แต่ใจของทั้งสองคนได้ฟังเสียงนี้ชัดเจน
“เอาล่ะ สู้ต่อไปนะโซล” ค่ำบอกระหว่างนั่งรอพ่อแม่ของเธอ
โซลพยายามยิ้ม แต่ข้างในคือความถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง มันแสดงถึงเสียงั่นใจที่เกิดขึ้นให้ได้เห็นเมื่อมีการเปิดตัวลูกหัวหน้าครอบครัวอยู่ใกล้ๆ จะสมัครเรียนได้เป็นการให้กำลังใจด้วยความหวังใหม่
ต่อมาพ่อของโซลได้รับงานใหม่ที่โรงเรียน เริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมการเติบโตของความรักในรูปแบบเพื่อนๆ ที่คาดไม่ถึง ที่ทำให้เธอรู้ว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จคือการใช้ชีวิตในแบบของตนเอง ความรอบคอบ ความผิดหวังและความหวังต่างๆ ที่สร้างสรรค์เป็นอาวุธสำคัญในการก้าวผ่านปัญหาเข้าไปในโลกใหม่
โซลเรียนรู้ว่าในที่สุดกรอบของครอบครัวมีค่าที่สุด ความรักที่สมหวังหรือไม่สมหวังให้คุณค่าแก่การเติบโต จึงตระหนักว่าแรงบันดาลใจในการมีชีวิตนี้อาจไม่มีที่สิ้นสุด และในตัวเธอเองไม่มีความผิดหวังที่จะยอมแพ้
สายลมเริ่มพัดผ่านในช่วงกลางคืน ขณะที่โซลหลับใหล ความสุขสงบในใจเกิดขึ้นแล้ว แม้จะรู้ดีว่าหลายอย่างยังคงต้องต่อสู้ แต่แสงสว่างเริ่มปรากฏเมื่อเธอไล่ตามความฝันได้อย่างเป็นธรรมชาติ