บ้านอาโป่ง
สายลมต้นฤดูฝนหอบเม็ดฝนฟาดผ่านหน้าต่างไม้เก่า เสียงแผ่นไม้ลั่นเอี๊ยดคล้ายร้องไห้เมื่อเท้าเปล่าของน้ำอิงเหยียบผ่านกลางบ้านอาโป่ง—บ้านหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านบนเนินกลางหมู่บ้านห่างไกล น้ำอิงกลับมาที่นี่เพราะแม่เพิ่งเสียและญาติคนสุดท้ายสั่งให้เธอมาเฝ้าบ้านระหว่างรอขายสมบัติชิ้นนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลิ่นไม้ผุผสมกลิ่นธูปจาง ๆ จากหิ้งพระปลุกความทรงจำที่เธอไม่อยากนึกถึง น้ำอิงเดินสำรวจรอบบ้าน มือแตะตามรอยแตกบนผนัง พอถึงห้องนอนเก่า เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังแว่วจากห้องใต้บันได ทั้งที่เธออยู่คนเดียว เธอหยุดฟัง เสียงนั้นหายไปทันที บ้านทั้งหลังนิ่งสนิท
ตอนค่ำ น้ำอิงโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทชื่อมินต์ “กูไม่สบายใจเลย มันเงียบผิดปกติ เหมือนมีใครจ้องอยู่” มินต์หัวเราะแห้ง “เอาน่า มึงคิดมาก บ้านเก่า ๆ ก็ต้องมีเสียงนู่นนี่บ้าง” น้ำอิงพยายามหัวเราะตาม แต่แววตาเธอไม่คลายกังวล
กลางดึก ฝนเริ่มตกหนัก เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาเป็นจังหวะ น้ำอิงสะดุ้งเมื่อลำแสงฟ้าแลบเผยเงาคล้ายร่างคนยืนอยู่มุมห้อง เธอขยี้ตา เงานั้นหายไป เธอหยิบไฟฉายเดินออกไปตรวจดูทั่วบ้าน ทุกอย่างเงียบสงัด ไร้วี่แววผู้บุกรุก
เช้าวันรุ่งขึ้น น้ำอิงเปิดหน้าต่างรับลม หญิงสูงวัยชื่อป้าสาย เพื่อนบ้านเก่า เดินเข้ามาทัก “เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรมั่งบ่ลูก?” น้ำอิงหลบตา “ก็เสียงบ้านลั่นค่ะ” ป้าสายมองซ้ายขวาก่อนกระซิบ “ถ้าฝันเห็นคนเรียก อย่าออกไปนอกห้องเด็ดขาดนะ” น้ำอิงขนลุกซู่ ไม่กล้าถามต่อ
สายวันนั้น น้ำอิงพบรูปถ่ายเก่าในลิ้นชัก เป็นภาพครอบครัวเธอยืนเรียงหน้า แต่มีเงาเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งซ้อนอยู่ตรงขอบรูป เด็กคนนั้นยิ้มเย็นจนเธอรู้สึกหนาววาบ น้ำอิงพลิกดูหลังภาพ มีลายมือซีดจางเขียนว่า “อย่าลืมน้อง”
เสียงก๊อกแก๊กดังมาจากชั้นล่าง น้ำอิงเดินลงไปพบว่าประตูลับใต้บันไดเปิดแง้ม ในนั้นมีหีบไม้โบราณถูกล็อก เธอลองเขย่าเบา ๆ ได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างเคลื่อนไหวข้างใน เธอรีบปิดประตูแล้วขึ้นห้อง
กลางคืน น้ำอิงนอนตะแคงหันหน้าเข้ากำแพง เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังมาจากหลังประตู “พี่…เปิด…ให้หนูออกที…” เธอขนลุกตั้งชัน กลั้นหายใจ ตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ เสียงนั้นค่อย ๆ หายไป เมื่อลืมตาอีกครั้ง เห็นเงาดำเล็ก ๆ เลื้อยผ่านปลายเตียง
วันต่อมา น้ำอิงโทรหาญาติผู้ใหญ่ ถามเรื่องรูปถ่ายและหีบไม้ “เรื่องของบ้านนี้ อย่าไปยุ่งมากดีกว่า” ญาติรีบบอกตัดบท “ใช่…แต่ในบ้านนี้แต่ก่อนมีเด็กผู้หญิงคนนึงอยู่ด้วย…” น้ำอิงฟังแล้วใจเต้นแรง “จริงเหรอคะ?” ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ก่อนวางสาย
บ่ายนั้น ป้าสายแวะเอากับข้าวมาให้ “เคยมีเด็กหายตัวไปในบ้านนี้” ป้ากระซิบ “ไม่มีใครหาเจอ จู่ ๆ ก็หายไปเลย” น้ำอิงกลืนน้ำลาย เธอไม่กล้าพูดต่อ ได้แต่นั่งฟังเสียงลมหวีดผ่านช่องหน้าต่าง
คืนนั้น น้ำอิงนอนไม่หลับ เธอลุกมาเดินในบ้าน พบว่าประตูลับใต้บันไดเปิดแง้มอีกครั้ง เธอก้มลงมองในเงามืด เห็นมือเด็กเล็ก ๆ ยื่นออกมา น้ำอิงผวาถอยหลัง หูอื้อ ได้ยินเสียงร้องไห้แผ่วเบาในหู
วันถัดมา เธอเริ่มได้ยินเสียงเด็กเรียกชื่อเธอเบา ๆ จากทุกมุมบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ห้องไหน “น้ำอิง… พี่น้ำอิง…” เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ เธอพยายามเพิกเฉย บางครั้งเสียงเงียบไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กลางดึกวันหนึ่ง เธอได้ยินเสียงของแม่ที่เสียไปแล้วกระซิบข้างหู “ดูแลน้องด้วยนะลูก” น้ำอิงสะดุ้งตื่น น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เธอรู้สึกผิดบางอย่างที่ฝังลึกในใจ แต่จำไม่ได้ว่าคืออะไร
เช้าวันถัดมา น้ำอิงค้นกล่องเอกสารเก่า พบจดหมายฉบับหนึ่งที่แม่เขียนถึงใครบางคน “ขอโทษที่ทำแบบนั้น ฉันไม่มีทางเลือก” น้ำอิงอ่านแล้วใจหายวาบ เธอเริ่มสงสัยว่าอดีตของบ้านนี้ซ่อนอะไรไว้
ค่ำคืนนั้น ขณะที่ฝนกระหน่ำ น้ำอิงเปิดไฟทุกดวงในบ้าน เธอเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวาย เสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากมุมมืดใต้บันได เธอหยุดฟัง เสียงนั้นเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ต่อหน้าต่อตา
น้ำอิงตัดสินใจหยิบกุญแจไปไขหีบไม้ในห้องลับ เมื่อเปิดออก พบตุ๊กตาไม้แกะสลักกับผ้าขาวม้าขาด ๆ และกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนด้วยหมึกสีดำ “ถ้าใครเปิดหีบนี้ จะต้องอยู่เฝ้าที่นี่จนกว่าเจ้าของตัวจริงจะกลับมา” น้ำอิงยืนอึ้ง มือสั่น เธอได้ยินเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งรอบตัว
ทันใดนั้น เงาดำของเด็กผู้หญิงปรากฏข้างผนัง น้ำอิงพยายามวิ่งหนีแต่ขาเหมือนถูกตรึง เงานั้นยื่นมือมาแตะไหล่เธอ เสียงเรียก “พี่…อยู่เป็นเพื่อนหนูนะ…” ดังก้องในหัว น้ำอิงพยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีเสียงหลุดออกมา
เธอฟื้นคืนสติอยู่ที่พื้นห้องใต้บันได มือกอดตุ๊กตาไม้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงฝนซา อากาศเย็นเยียบ เธอรู้สึกถึงความเศร้าและความเหงาโถมกระหน่ำ ท่ามกลางเงาสะท้อนในกระจก เธอเห็นเด็กหญิงคนนั้นยืนอยู่ข้างหลัง
เช้าวันต่อมา มินต์มาเยี่ยม เธอพบน้ำอิงนั่งเหม่ออยู่ข้างหน้าต่าง เสียงมินต์พยายามชวนคุย “น้ำอิง…ฟังอยู่มั้ย มึงโอเคปะ?” น้ำอิงไม่ขยับ ตาเหม่อลอยเหมือนไม่รับรู้อะไร มินต์มองไปที่เงาสะท้อนในกระจกหน้าต่าง พบว่ามีเด็กหญิงอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้างน้ำอิง มินต์ตัวสั่น รีบปิดม่าน
น้ำอิงเริ่มพูดคนเดียวบ่อยขึ้น มินต์พยายามจะพาเธอออกจากบ้านนี้ แต่ทุกครั้งที่ถึงประตู น้ำอิงจะทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เหมือนบางสิ่งเหนี่ยวรั้งไว้ เธอเริ่มจดจำเรื่องราวในอดีตได้ลาง ๆ ว่าเคยมีน้องสาวที่หายตัวไปในบ้านหลังนี้เมื่อยังเด็ก
คืนหนึ่ง น้ำอิงนั่งมองรูปถ่ายเก่า เธอเห็นเงาเด็กหญิงในรูปยิ้มให้เธอ น้ำอิงยิ้มตอบ น้ำตาไหลพราก เธอพูดเบา ๆ “ขอโทษนะ…พี่ลืมไปจริง ๆ” เสียงเด็กหญิงกระซิบข้างหู “ไม่เป็นไร…อยู่ด้วยกันนะ…”
ตั้งแต่วันนั้น น้ำอิงไม่ออกจากบ้านอีกเลย มินต์กับป้าสายพยายามช่วยแต่ไร้ผล บ้านทั้งหลังกลับเงียบสงัดขึ้นกว่าเดิม ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มเล่าลือถึงเสียงร้องไห้และเสียงเด็กเรียกชื่อในยามค่ำคืน
หลายเดือนผ่านไป บ้านอาโป่งกลายเป็นบ้านร้าง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ทุกคืนจะมีเสียงเด็กผู้หญิงและเสียงหญิงสาวพูดคุยกันแผ่วเบาในความมืด เงาของเด็กหญิงกับหญิงสาวปรากฏที่หน้าต่างห้องนอนเสมอ
บางคืน ใครที่เดินผ่านบ้านจะได้ยินเสียงกระซิบ “อยู่ด้วยกันนะ…อย่าไปไหน…”