เงาบนผืนน้ำ
ลมเย็นในคืนเดือนดับพัดผ่านต้นไม้สูงรอบอ่างเก็บน้ำ เสียงสายลมกระทบยอดไม้ดังขับกล่อมราวเสียงลมหายใจของใครบางคนที่ซ่อนอยู่ในความมืด ขนิษฐาเพิ่งขับรถมาถึงบ้านพักรับรองแห่งใหม่—บ้านไม้สองชั้นเก่าที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมผืนน้ำ ท่ามกลางหมอกและกลิ่นอับของไม้ชื้น เธอก้าวลงจากรถ หยิบกระเป๋าเดินทางใบเดียวข้ามธรณีประตูเข้าสู่ความเงียบงัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูไม้เก่าครางเบา ๆ ขณะที่เธอผลักมันเข้าไปในบ้าน ไฟฟ้าระยิบระยับจากโคมไฟหน้าบ้านให้แสงสว่างเพียงพอจะให้เธอเห็นฝุ่นและรอยคราบน้ำที่พื้น ขนิษฐาวางกระเป๋า หยิบกุญแจที่แผ่นไม้ข้างประตูขึ้นมาถือไว้อย่างลังเล ใจหนึ่งอยากวิ่งกลับไปที่รถ อีกใจเพิ่งตัดสินใจว่าต้องเผชิญหน้ากับอดีตเสียที
เสียงน้ำกระฉอกเบา ๆ จากอ่างเก็บน้ำดังผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่มิด ขนิษฐาเดินไปยังห้องนั่งเล่น มองหาช่องปลั๊กเพื่อชาร์จโทรศัพท์ แสงไฟจากโทรศัพท์สะท้อนเงาบางอย่างขยับวูบผ่านหลังโซฟา เธอหยุดชะงัก จ้องมองไปในความมืด เงานั้นหายไปในพริบตา เธอส่ายหน้า หลอกตัวเองว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้า
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบ ขนิษฐารับสายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ถึงแล้วเหรอ” เสียงปลายสายคืออาร์ท—อดีตสามีของเธอ
“อืม…ที่นี่มัน…เก่ากว่าที่คิดนะ” เธอตอบ ลมหายใจหนักอึ้ง
“ถ้าไม่ไหว…กลับมาก็ได้นะ ขนิษฐา”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นผืนน้ำดำมืดกับหมอกหนาทึบ
“ฉันต้องทำ อาร์ท…ฉันต้องรู้ให้ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฟ้าใส”
เสียงปลายสายขาดหาย เหลือเพียงเสียงคลื่นเบา ๆ กับเงาความเงียบที่กดทับจิตใจ
ขนิษฐาวางสาย หยิบไฟฉายออกเดินสำรวจบ้าน ความทรงจำเก่า ๆ ไล่ต้อนเข้ามาในหัว บ้านนี้เคยเป็นสถานที่พักฟื้นสำหรับเด็กที่มีปัญหาทางจิต เธอเคยเป็นนักจิตวิทยาเด็กที่ดูแลกลุ่มเด็กกลุ่มหนึ่ง รวมถึงฟ้าใส—เด็กชายวัยสิบขวบที่หายตัวไปต่อหน้าต่อตาเมื่อห้าปีก่อน
ประตูห้องนอนชั้นบนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด หญิงสาวเดินขึ้นบันไดทีละขั้น กลิ่นอับชื้นกับไอเย็นทำให้ต้องกอดตัวเองไว้แน่น เธอผลักประตูห้องนอนเก่าของฟ้าใสเข้าไป ภายในห้องมีเพียงเตียงไม้ โต๊ะเขียนหนังสือ และรูปวาดของเด็กชายบนผนัง รูปที่ขีดเขียนด้วยดินสอดำ—ภาพเงาร่างคนยืนอยู่ข้างอ่างเก็บน้ำ
เธอจ้องมองรูปนั้น ราวกับได้ยินเสียงราวกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ลอยมาตามสายลม ขนิษฐาสะบัดหัว หลับตาแน่น
เสียงฝีเท้าเปียกน้ำดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้อง หญิงสาวรีบเปิดประตูออกไป ทว่าทางเดินว่างเปล่า มีเพียงคราบน้ำเปียกเป็นทางยาวนำไปยังบันได ความรู้สึกเย็นเยียบเกาะกุมหัวใจเธอ
ขนิษฐากลับลงไปชั้นล่าง มองสำรวจรอบบ้านอีกครั้ง เงาที่เคยขยับผ่านหลังโซฟากลับมาปรากฏข้างกำแพง เธอหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง เงานั้นเหมือนร่างเด็กชาย ยืนจ้องอยู่ด้วยดวงตาว่างเปล่า
เสียงประตูหลังบ้านเปิดออกเองช้า ๆ ลมเย็นกรูเข้ามา ขนิษฐายืนชะงัก ไม่กล้าเดินเข้าไป เพียงได้ยินเสียงน้ำกระฉอกกับเสียงฝีเท้าลากบนไม้กระดาน เงานั้นหายไปพร้อมกับประตูที่ค่อย ๆ ปิดลงเอง
เธอพยายามโทรหาอาร์ทแต่สัญญาณขาดหายไปแล้ว มือเธอสั่นขณะพิมพ์ข้อความ แต่ไฟทั้งหลังบ้านก็ดับวูบ เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามา
ช่วงดึก เธอได้ยินเสียงน้ำหยดชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีใครเดินวนเวียนอยู่รอบบ้าน ขนิษฐากลั้นหายใจ พยายามไม่สนใจแต่เสียงนั้นกลับใกล้เข้ามา เธอหลับตาแน่น กอดเข่าตัวเองจนเช้า
รุ่งเช้าแสงอาทิตย์ส่องผ่านม่านบาง ๆ ขนิษฐาลุกขึ้นเดินสำรวจบ้านอีกครั้ง คราบน้ำที่พื้นแห้งไปแล้ว เหลือเพียงรอยเท้าเล็ก ๆ ที่มุ่งออกไปทางท่าน้ำ เธอเดินตามรอยนั้นอย่างช้า ๆ ไปจนถึงริมอ่างเก็บน้ำ ใต้น้ำมองเห็นบางสิ่งคล้ายเงาร่างคน
“ฟ้าใส…ถ้านี่คือเธอ…ขอโทษนะ…” เธอพูดกับผืนน้ำ ราวกับคาดหวังคำตอบ
เสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากข้างหลัง เธอหันขวับกลับไป เห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่กลางหมอก ใบหน้าซีดขาวและผมเปียกน้ำ เด็กชายไม่ยิ้ม ไม่พูด แค่ยืนจ้องเธอนิ่ง ๆ
ขนิษฐาถอยหลังชนราวไม้ ร่างเธอสั่นเทา เด็กชายค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ เสียงฝีเท้าเปียกน้ำดังแฉะ ๆ ทุกย่างก้าว
“หนู…หิว” เด็กชายเอ่ยเสียงแผ่วเบา
ขนิษฐาตกใจจนพูดอะไรไม่ออก นึกถึงอดีตวันที่ปล่อยให้ฟ้าใสอดอาหารเป็นการลงโทษ เธอหลบสายตา ปากสั่นเครือ
“ฉัน…ขอโทษ…”
เสียงเด็กชายแผ่วเบากระซิบข้างหู “แม่ทำหนูหาย…แม่ลืมหนู”
ขนิษฐาน้ำตาไหลพราก เงาร่างเด็กชายค่อย ๆ จางหายไปในหมอก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอับน้ำและเสียงหัวเราะเศร้า ๆ
เธอกลับเข้าบ้านอีกครั้ง พบว่ารูปวาดบนผนังเปลี่ยนไป กลายเป็นภาพเด็กชายยืนอยู่กลางอ่างเก็บน้ำ มือยื่นออกมาราวกับขอความช่วยเหลือ
ขนิษฐาเริ่มค้นหาข้อมูลเก่า ๆ เจอแฟ้มบันทึกของตัวเองในอดีต บันทึกถึงพฤติกรรมของฟ้าใส—เด็กชายที่มีอาการหวาดกลัวน้ำอย่างรุนแรง และเหตุการณ์สุดท้ายก่อนหายตัวไปคือวันที่เธอลงโทษให้ไปนั่งที่ท่าน้ำคนเดียว
เธอย้อนนึกถึงวันนั้น—เสียงร้องไห้ของฟ้าใสที่ไม่ได้รับการตอบสนอง เสียงน้ำกระฉอก และความเงียบเย็นเยียบในเย็นวันนั้น เธอหวาดกลัวกับความจริงที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้น ขนิษฐาใจหายวาบ เปิดประตูพบเด็กหญิงคนหนึ่ง—มายด์ เพื่อนร่วมงานเก่า
“ขนิษฐา…เธอไม่ควรอยู่ที่นี่คนเดียว” มายด์พูดเสียงสั่น
“ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าฟ้าใส…ยังอยู่ที่นี่ไหม”
มายด์หลบสายตา “เธอจำคืนนั้นได้ไหม…คืนที่ฟ้าใสหายตัวไป”
ขนิษฐานิ่งไปครู่หนึ่ง “ฉันจำได้แค่…เสียงร้องไห้ แล้วฉัน…ก็ออกมาจากห้องไป ไม่ได้สนใจ…”
มายด์ถอนหายใจ กลั้นน้ำตาไว้ “คืนนั้น…ฉันเห็นเธอผลักฟ้าใสให้ไปนั่งริมท่าน้ำ เธอพูดเสียงแข็งมาก…”
ขนิษฐาตัวสั่น น้ำตาคลอ เธอกอดอกแน่น
“แล้วหลังจากนั้น…”
มายด์ส่ายหน้า “ฉันก็ไม่ได้ตามไป…ฉันกลัวเธอ…กลัวตัวเองด้วย เราต่างก็ผิด”
เสียงน้ำกระฉอกดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งสองหันขวับไปที่หน้าต่าง เห็นเงาเด็กชายยืนอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ มือยื่นออกมา น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง
ขนิษฐาร้องไห้โฮ ก้าวออกจากบ้านตรงไปยังเงานั้น มายด์ตะโกนเรียกแต่เธอไม่หยุด ขนิษฐาเดินไปจนถึงปลายน้ำ วางมือลงบนผิวน้ำเย็นเฉียบ
เสียงกระซิบดังแว่วในสายลม “แม่…อย่าทิ้งหนูอีก…”
น้ำเย็นจัดซึมเข้าสู่ฝ่ามือขนิษฐาราวกับมีมือเล็ก ๆ ดึงเธอลงไป เธอพยายามต่อต้านแต่ร่างกายหนักอึ้ง เงาเด็กชายคว้าแขนเธอไว้ ดวงตาว่างเปล่าจ้องลึกเข้ามาในใจเธอ
ในห้วงสุดท้ายนั้น ขนิษฐาเห็นภาพตัวเองในอดีต—วันที่เธอปล่อยฟ้าใสไว้เพียงลำพัง วันที่เธอเลือกที่จะไม่ฟังเสียงร้องขอความรักของเด็กชาย เธอขอโทษซ้ำ ๆ เสียงสะอื้นของเธอผสานไปกับเสียงน้ำและเสียงหัวเราะเศร้า ๆ
เสียงโทรศัพท์ของมายด์ดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมา—ที่หน้าจอมีข้อความจากขนิษฐา ส่งมานาทีก่อนว่า “ถ้าฉันหายไป…อย่ากลับมาที่นี่อีก”
มายด์มองออกไปที่ผืนน้ำ ริมฝีปากของเธอสั่นเครือ เงาร่างเด็กชายยังยืนอยู่กลางหมอก แต่ไม่มีขนิษฐาอีกแล้ว
อ่างเก็บน้ำกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้น เสียงฝีเท้าเปียกน้ำยังคงวนเวียนอยู่รอบบ้าน รอคอยใครสักคนที่ยังมีความผิดบาปติดตัว…รอคอยการให้อภัยที่ไม่มีวันมาถึง