เสียงกระซิบจากเรือนปริศนา
สายฝนโปรยปรายอย่างไม่มีทีท่าจะหยุดในเช้าวันเปิดเทอมปลายของมหาวิทยาลัยชนบทแห่งหนึ่ง ต้นไม้แน่นขนัดที่ล้อมรอบเรือนหลังเก่าหลังสุดของแคมปัสดูจะขยับโยกไปมาตามแรงลม เสียงใบไม้กระทบกันอย่างแผ่วเบาแอบแฝงความวังเวง มีเพียงเสียงรองเท้าบูทของนิสิตห้าคนที่ดังขึ้นบนพื้นไม้เก่าซึ่งเปียกชื้นด้วยหยาดฝน นำโดย “กานต์” สาวผมสั้นหน้าตาดุ ผู้มีแววตาแข็งกร้าวซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้ เธอหยุดยืนมองบันไดไม้ที่แยกสีออกจากพื้นอย่างลังเล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมต้องให้เรามาอยู่ที่นี่วะ” เสียง “ป้อม” หนุ่มร่างสูงผิวเข้ม พึมพำเบาๆ ขณะยกเป้ขึ้นไหล่ มองตามเพื่อนที่เริ่มเดินขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างช้า ๆ
“เขาว่าเรือนนี้เคยเป็นบ้านพักอาจารย์ใหญ่ แต่หลังจากนั้น…” “เมย์” สาวผอมร่างเล็กเอ่ยพลางขมวดคิ้ว “ก็ไม่มีใครกล้าอยู่ต่อ”
“เลิกพูดเถอะน่า เดี๋ยวก็กลัวกันหมด” “โอ” เด็กหนุ่มร่าเริงประจำกลุ่มเสริมขึ้นเสียงหัวเราะแห้ง ๆ
“มันก็แค่บ้านเก่า กลัวอะไรกันนักหนา” “จูน” หญิงสูงโปร่งเสียงห้วนปิดท้าย ก่อนจะหมุนลูกบิดประตูไม้เก่าเสียงเอี๊ยดอ๊าดแล้วผลักเข้าไป สิ่งที่ปรากฏคือห้องโถงโล่งกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอับและฝุ่นผงที่ปลิวลอยในอากาศ
ทุกคนเดินสำรวจโดยไม่พูดอะไรกันมากนัก ภาพตะวันส่องลอดผ่านกระจกสีฝ้าที่แตกร้าว เงาของต้นไม้ด้านนอกไหววูบวาบบนผนังจนคล้ายกับมีใครเดินผ่านอยู่ตลอดเวลา กานต์หยุดยืนมองรูปถ่ายเก่า ๆ บนผนัง รูปของชายหญิงในชุดครุยซึ่งไม่มีชื่อกำกับ ภายในใจปรากฏความรู้สึกอึดอัดบางอย่างโดยไร้เหตุผล
“เออ มันเย็นแปลก ๆ ว่ะ” ป้อมเอ่ยขึ้นเบา ๆ เหมือนจะพูดกับตัวเอง ขณะที่เมย์เดินออกไปยังห้องครัวหลังบ้าน เสียงพื้นไม้ลั่นดังเป๊าะ ๆ ทุกย่างก้าว
จนกระทั่งค่ำวันแรก เมย์กลับเป็นคนแรกที่หายตัวไป เธอขอตัวออกไปข้างนอกเพราะลืมของในรถแล้วไม่กลับมาอีกเลย เหลือเพียงกระเป๋าและโทรศัพท์ที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะกินข้าว
การค้นหาเริ่มต้นท่ามกลางฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนช่วยกันเดินออกไปหน้าบ้าน เรียกชื่อเมย์แล้วเงี่ยหูฟัง มีเพียงเสียงน้ำหยดและเสียงลมหวีดหวิวตอบกลับมาเท่านั้น
“ถ้าเธอแค่ไปห้องน้ำ ก็คงกลับมาแล้ว” โอกระซิบขณะแอบมองไปทางหลังบ้าน ป้อมเริ่มเดินสำรวจรอบ ๆ อย่างกังวล กานต์ยืนเงียบข้างหน้าต่าง มือกำโทรศัพท์แน่น ขณะที่จูนเดินวนอยู่แถวประตูราวกับคิดอะไรบางอย่าง
เวลาผ่านเลยถึงเที่ยงคืน ไม่มีใครกล้าขึ้นไปนอนบนห้อง พวกเขาเลือกนั่งรวมกันที่ห้องโถง ป้อมเอ่ยขึ้นเบา ๆ “กานต์ นายเคยได้ยินเสียงแปลก ๆ ไหม”
กานต์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เมื่อคืนก่อนเปิดเทอม ฉันฝันว่าได้ยินเสียงกระซิบ แต่จำไม่ได้ว่าพูดอะไร”
ทุกคนมองหน้ากันเงียบ ๆ โอจ้องเขม็งไปทางบันไดที่ทอดยาวขึ้นชั้นสอง เหมือนเงาดำบางอย่างกำลังรออยู่ที่นั่น
คืนนั้นไม่มีใครข่มตาหลับ แสงไฟสลัวข้างในตัดกับความมืดนอกหน้าต่าง สายฝนยังคงตกไม่หยุด เสียงกระซิบแว่วมาเบา ๆ ปนกับเสียงลม พวกเขาต่างนั่งนิ่งราวกับกลายเป็นรูปปั้น
รุ่งเช้า การหายไปของเมย์ยังเป็นปริศนาแต่ทุกคนทำเหมือนไม่อยากพูดถึงมัน ป้อมเดินกลับขึ้นไปบนห้องนอนของเมย์ ค้นพบลิ้นชักใต้เตียงถูกเปิดออก ภายในมีสมุดบันทึกสีดำเล่มหนึ่ง ไม่มีชื่อเจ้าของ
เขาหยิบมานั่งอ่านในห้องโถง พลันจูนก็เข้ามานั่งข้าง ๆ “อ่านอะไร” เสียงต่ำแผ่วราวกับกลัวใครได้ยิน
“สมุดนี่เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่” ป้อมตอบเบา ๆ พลางเปิดหน้าถัดไป ตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมือสั่นระริกเต็มไปด้วยถ้อยคำแปลก ๆ คล้ายจะเป็นการสวดหรือเรียกสิ่งบางอย่าง
โอแอบมองมาอย่างไม่ไว้ใจ “เฮ้ย อย่าอ่านต่อเลย เดี๋ยวยิ่งหลอน”
จูนจ้องหน้าป้อมนิ่ง “นายเคยรู้จักเมย์จริง ๆ ไหม” เธอเอ่ยถามช้า ๆ
“หมายความว่าไง” ป้อมขมวดคิ้วงุนงง กานต์เดินมากระซิบข้างหู “คืนนี้ เราต้องอยู่ด้วยกัน อย่าแยกกันเด็ดขาด”
เวลาผ่านไปอย่างเนิบช้า กานต์เริ่มสังเกตเห็นเงาคล้ายคนเร่ร่อนอยู่ในบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะไม่มีใครพูดถึง แต่ทุกคนต่างรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในอากาศ เสียงกระซิบค่อย ๆ ดังขึ้นในทุกค่ำคืน บางครั้งคล้ายกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือ บางครั้งฟังเหมือนเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
จนถึงคืนที่สาม โอเป็นคนแสดงอาการหวาดกลัวชัดเจนที่สุด เขาลุกพรวดขึ้นกลางวงสนทนา “พวกนายได้ยินเสียงใช่มั้ย! เสียงเรียกน่ะ!”
“โอ พอเถอะ!” กานต์เอ่ยขึ้นเสียงสั่น
โอหายใจถี่ มือกำขอบเก้าอี้แน่น “มันไม่มีใครอยู่กับเราแล้ว!”
จูนปรายตามองโออย่างเย็นชา “ถ้างั้นก็ออกไปเลยสิ”
โอเม้มปากแน่น แต่สุดท้ายเลือกจะนั่งนิ่ง ป้อมลอบมองจูนอย่างไม่ไว้ใจขึ้นมาเล็กน้อย กานต์เองก็เริ่มรู้สึกว่า ทุกคนในกลุ่มกำลังปิดบังอะไรบางอย่างจากกันและกัน
กลางดึกคืนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนพยายามหลับด้วยความระแวง เสียงกระซิบก็กลายเป็นเสียงเรียกชื่อทีละคน กานต์สะดุ้งตื่นกลางดึก เธอเดินตามเสียงนั้นไปยังห้องใต้หลังคา ภายในห้องมีเพียงกระจกเงาบานใหญ่ ตั้งอยู่ตรงกลางห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนา
ในกระจก เธอเห็นเงาของเมย์ยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าว่างเปล่า ดวงตาไร้แวว กานต์หันกลับไปแต่ไม่มีใครอยู่ เสียงกระซิบยังคงดังต่อเนื่อง ทว่าคราวนี้กลับฟังชัดขึ้น “อยู่กับเรา…อย่าหนี…”
วันถัดมาโอเป็นฝ่ายหายตัวไปอีกคน ไม่มีใครเห็นเขาออกจากบ้าน ประตูหน้าต่างถูกปิดล็อกจากข้างในทุกบาน ป้อมกับกานต์เริ่มทะเลาะกันเรื่องสมุดบันทึกสีดำ จูนแสร้งทำเป็นไม่สนใจแต่คอยสังเกตท่าทีอย่างเงียบ ๆ
“นายอยากรู้มากใช่ไหม ว่าคำสวดนั้นคืออะไร” จูนเอ่ยเสียงเรียบ ขณะมองป้อมกำสมุดแน่น
ป้อมตอบกลับเสียงสั่น “ถ้าเราไม่รู้ เราจะรอดมั้ย…”
“มันไม่มีใครรอด” เสียงกานต์แทรกเข้ามาอย่างเยือกเย็น เธอเดินไปแตะมือป้อม “แต่ถ้าเรารู้ความจริง บางทีเราจะหยุดเรื่องนี้ได้”
คืนวันนั้น ทั้งสามนั่งอ่านสมุดด้วยกัน ในบันทึกเป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ เธอถูกกล่าวโทษว่าใช้ไสยศาสตร์ต้องห้าม มีการบูชายัญลับในห้องใต้หลังคา เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และอำนาจ
ในบันทึกพูดถึงเสียงกระซิบที่ไม่มีวันจางหาย เสียงของผู้ถูกสังเวยในพิธีกรรม ทุกคืนจะมีเสียงเรียกชื่อผู้ที่อยู่ในบ้าน ให้มาเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา
จูนเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเบา ๆ “ฉันฝันเห็นเมย์กับโอ ยืนอยู่ปลายเตียง เรียกให้ฉันไปอยู่ด้วย”
ป้อมหน้าซีดเผือด “มันไม่ใช่ฝัน…”
“อย่าไปฟังเสียงนั้น” กานต์พูดเบา ๆ “อย่าไปตามเสียงเรียก”
แต่เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นทุกคืน รุนแรงจนกลายเป็นเสียงกรีดร้อง ทุกคนต่างอดนอนและเริ่มเห็นภาพหลอน ป้อมเริ่มพูดคนเดียวเหมือนกำลังเถียงกับใครบางคนในหัว
จูนเริ่มเปลี่ยนไป เธอชอบอยู่คนเดียวในห้องใต้หลังคา บางครั้งได้ยินเสียงเธอกระซิบกับเงาในกระจก กานต์พยายามดึงเธอกลับมาแต่ไม่สำเร็จ
คืนหนึ่ง กานต์โดนเสียงกระซิบพาไปยังห้องใต้หลังคา เธอเห็นจูนยืนอยู่หน้ากระจก น้ำตาไหลริน จูนกระซิบเบา ๆ “เขาเรียกชั้น…ถ้าไม่ไป ก็จะโดนทั้งหมด”
กานต์ตัดสินใจดึงจูนออกจากห้อง ทันใดนั้นประตูกลับปิดเองอย่างแรง เสียงร้องไห้ของคนมากมายดังแทรกเข้ามา กานต์คว้าจูนแน่น เธอตะโกน “ปล่อยเราไป!”
เงาในกระจกขยายใหญ่ขึ้น เศษกระจกแตกกระจาย เสียงกรีดร้องดับวูบ ทุกอย่างกลับมาเงียบสนิท
เช้ามาถึง กานต์และจูนพบว่าบ้านทั้งหลังเงียบสงัด ป้อมหายไป สมุดบันทึกสีดำกลายเป็นเพียงกองขี้เถ้า กานต์เดินออกไปยืนที่ระเบียง มองสายฝนที่เริ่มซา เธอหันไปสบตากับจูน ต่างคนต่างรู้ว่าความทรงจำบางอย่างในหัวเริ่มจางหาย
จูนถามเสียงสั่น “เรารอดแล้วใช่มั้ย”
กานต์ไม่ตอบ เพียงมองเข้าไปในเงากระจกบานหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ เธอเห็นเงาของตัวเองยืนแทรกกับเงาคนอื่น ๆ ที่ไม่มีวันจากไป
เสียงกระซิบยังคงดังอยู่ในหัว “คืนต่อไป…จะมีคนมาอยู่กับเราอีก…”
บ้านหลังนั้นยังคงรอคอยเหยื่อคนถัดไป ภายใต้เงาเงียบงันของต้นไม้และเสียงฝนที่ไม่มีวันหยุด