ก่อนความรักจะเดินทางไกล
เสียงฝนตกหนักกระทบกระจกหน้าต่างของห้องประชุมเล็กบนชั้นแปด ต้นน้ำเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ส่งเสียงถอนหายใจเบาๆ ขณะที่สายตายังจับจ้องภาพเคลื่อนไหวบนจอโปรเจกเตอร์ ตุลย์ สาวร่างเล็กผมดำตัดสั้นตรง เขยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเข้าหาตัว ขมวดคิ้วเล็กๆ เมื่อเห็นคอมเมนต์ของต้นน้ำขึ้นบนหน้าจอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันดูง่ายไปอะตุลย์ สีมันเรียบมาก ภาพโปรโมตของทีมเราควรดึงสายตากว่านี้ คุณเห็นด้วยมั้ยครับ?”
ตุลย์รอจังหวะเงียบของเสียงฝน ก่อนจะตอบกลั้วเสียงถอนหายใจของตัวเอง “ก็แค่ภาพโปรโมต ไม่ใช่ประกวดอนิเมชัน จะให้เป๊ะทุกเฟรมมันเป็นไปไม่ได้…”
ต้นน้ำเบ้หน้า ยิ้มเยาะนิดๆ แล้วพูดเสียงเบาแต่ไม่ถึงกับกระซิบ “แล้วถ้ามันดูชุ่ย ใครจะรับผิดชอบถ้าโจทย์นี้หลุดมือ?”
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ทุกคนต่างหันมองหน้ากัน ตุลย์เม้มปากแน่น ตัดสินใจเปลี่ยนสไลด์ แล้วพูดเสียงเรียบ “ถ้ามันไม่ดียังไง เดี๋ยวฉันรับแก้เองก็แล้วกัน”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่สองคน ต้นน้ำหลบตา เลื่อนเมาส์เปลี่ยนสไลด์วนไปมา ตุลย์เหลือบมองเขาด้วยความหงุดหงิดปนกังวล
หลังประชุม ต้นน้ำหยิบสมุดร่างภาพเดินกลับโต๊ะตัวเอง ตุลย์เดินตามมาติดๆ มือถือในมือสั่นเป็นระยะเพราะข้อความจากลูกค้ารายเดิมๆ ที่เธอต้องจัดการ ริมฝีปากล่างถูกกัดจนขึ้นสีแดงอ่อน
“นายจะจริงจังกับทุกอย่างไปทำไมเนี่ย ต้นน้ำ งานโปรโมตแค่ท่อนเดียวเองนะ”
ต้นน้ำเงียบไป เหมือนลังเลจะตอบอะไรสักอย่าง เขาหันกลับมามอง ตาต่อตา “แล้วงานที่มันไม่เต็มที่ เราจะภูมิใจเหรอ?”
ตุลย์กลอกตา ยกมือจะเถียงแต่ก็ชะงัก คำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก สุดท้ายทั้งสองต่างเดินกลับโต๊ะตัวเองแบบไม่มีบทสรุป
วันรุ่งขึ้น ต้นน้ำเดินเข้าห้องทำงานแต่เช้า หยิบกระดาษสเก็ตช์ออกมานั่งร่างภาพคนเดียว มองเห็นตุลย์เตรียมโน้ตบุ๊คข้างๆ เจ้าตัวหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ นิ้วคลิกเมาส์ไปมาเงียบๆ ท่ามกลางแสงเช้าที่สาดเข้ามา
ต้นน้ำพึมพำกับตัวเองขณะวาด “ถ้าใส่สีส้มตรงนี้ ภาพจะเด่นขึ้น…” เขาลองเปลี่ยนเฉดสีในโปรแกรม ฝนยังไม่หยุดตก สายลมเย็นเฉียบผ่านช่องหน้าต่าง
ไม่นานตุลย์ก็เดินมาเปิดดู ขมวดคิ้วอีกครั้ง “นายชอบแนวแฟนตาซีจังเลยนะต้นน้ำ แต่โจทย์เราต้องเข้าถึงคนดูทุกวัยนะ”
ต้นน้ำวางเมาส์ช้าๆ เงยหน้าขึ้นสบตา บรรยากาศอึมครึมแทรกตัวเข้ามาอีกระลอก แต่ก่อนที่ความขัดแย้งจะขยายใหญ่ เจ้านายเดินมาตบบ่าทั้งสอง “ฟังนะ โปรเจกต์นี้บริษัทใหญ่จะมาดูงาน ใครชนะจะได้ไปเวิร์กช็อปญี่ปุ่น ทีมเราห้ามผิดพลาด เข้าใจใช่ไหม?”
เสียงประตูปิดลง บรรยากาศกดดันแทบจะจับต้องได้ ต้นน้ำถอนหายใจแรง ตุลย์หลบตาแล้วเดินไปเก็บแฟ้มงาน
ช่วงบ่าย ต้นน้ำมองดูตุลย์กำลังนั่งวีดีโอคอลกับน้องสาวที่อยู่ต่างจังหวัด น้ำเสียงดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “เรียนเป็นยังไงบ้างวา อย่าหักโหมมาก กลับมาเมื่อไรก็บอกพี่นะ” ประโยคนี้ทำให้ต้นน้ำเห็นมุมที่ต่างออกไป ตุลย์ที่เคยแข็งกร้าวกลายเป็นคนพี่ที่อ่อนโยนขึ้นมาในสายเขา
เย็นวันนั้น ต้นน้ำนั่งรื้อไอเดียในสมุดร่างภาพ รูปมือ ตา และรอยยิ้มที่พยายามวาดถูกขีดทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทันใดตุลย์ก็วาดภาพของตัวเองบนหลังสมุดของต้นน้ำ เสียงหัวเราะเบาๆ พร้อมกับคำว่า “ปล่อยใจกว้างๆ หน่อยดิ”
ต้นน้ำเพียงเงียบ ไม่ตอบอะไรทันที แต่ก่อนเธอจะเดินกลับ เขาบอกเสียงแผ่วเบา “บางที…ผมก็กลัวนะ กลัวว่าถ้ามันพัง ผมจะพังคู่กับมัน”
คำพูดของต้นน้ำดึงให้ตุลย์ชะงักนิ่ง เธอมองเขานาน ก่อนจะตอบกลับเบาๆ “ฉันก็เหมือนกันนั่นแหละ แต่เราต้องลองก่อนใช่ไหม?”
ความเงียบแผ่ไปทั่วห้องทำงาน คราวนี้ไม่มีใครอยากพูดมากกว่านี้
วันถัดมา ต้นน้ำกับตุลย์ได้รับมอบหมายให้นั่งด้วยกันตลอดสัปดาห์เพื่อส่งงานทันกำหนด สองคนต้องแบ่งเวลาตรวจทานไฟล์งาน แก้สี ภาพประกอบ และคอยประชุมสายกับลูกค้าออนไลน์ อารมณ์ตึงเครียดในช่วงแรกค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดคุยในเรื่องราวส่วนตัวมากขึ้นแต่ยังมีรอยต่อของความเก้อเขินอยู่เสมอ
ระหว่างพักเที่ยง ต้นน้ำเอ่ยขึ้นกะทันหัน “ทำไมคุณถึงอยากทำงานแบบนี้เหรอ? คุณดูไม่ชอบงานหนักเลยนะ”
ตุลย์นิ่งไปสักพัก ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “ฉันแค่อยากให้ครอบครัวไม่ต้องเดือดร้อนอะ รู้สึกว่าถ้าไปศึกษาเพิ่มที่กรุงเทพฯ สองปี เผื่อจะมีพื้นที่ให้ความฝันของตัวเองบ้าง”
ต้นน้ำยิ้มจางๆ “ผมก็อยากทำแอนิเมชันที่เปลี่ยนอะไรได้สักอย่างเหมือนกัน แต่แม่อยากให้ไปต่างประเทศเรียนต่อ”
ตุลย์เงียบ สายตาหลุบต่ำ “ถ้าเลือกได้…ฉันอยากอยู่ในที่ที่รู้สึกเป็นตัวเองมากที่สุด”
ทั้งสองคนนั่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนต้นน้ำหัวเราะเบาๆ “เราคงเหมือนเส้นขนานเนอะ ตอบยังไงก็ไม่ตรงกันสักที”
เสียงหัวเราะของตุลย์ไหลไปตามบรรยากาศ ฝนหยุดตก ในที่สุดความกดดันช่วงแรกก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความคุ้นเคยบางอย่างที่อธิบายยาก
โปรเจกต์เดินหน้าต่อไป ต้นน้ำกับตุลย์ต้องเจออุปสรรคใหม่ภายใต้เวลาที่บีบคั้น ต้นน้ำเคร่งเครียดกับบทลงสี ตุลย์เร่งตัดต่อวิดีโอและเขียนบทประกอบ เบื่อหน่ายปะปนกับความใกล้ชิด
วันหนึ่งในช่วงดึก ขณะที่ทั้งออฟฟิศมีเพียงสองคน ต้นน้ำหยิบกาแฟอุ่นๆ มาวางให้ตุลย์ “พักมั่งก็ได้นะ ถ้านอนน้อยเดี๋ยวป่วยอีก”
ตุลย์ยิ้มแบบไม่ให้ความสำคัญ “งานยังไม่เสร็จ เดี๋ยวก็ได้พักเองแหละ” มือยังลากเมาส์ต่อไป
ต้นน้ำขยับไปนั่งใกล้ขึ้นอีกนิด ตอนแรกเขาอยากพูดบางอย่าง แต่คำพูดก็วนอยู่ที่ปลายลิ้น ท้ายที่สุด เสียงสั้นๆ หลุดออกมา “อย่าฝืนมากนักเลย พี่สาวเก่งขนาดไหนก็ยังเป็นแค่คนธรรมดา”
ตุลย์ชะงัก นิ่งจังจนเสียงลมหายใจดังขึ้นในความเงียบ สายตาสองคู่สบกันชั่วครู่หนึ่งก่อนจะเบนหนี ไม่ทันได้เอ่ยอะไรเพิ่ม
หลังโปรเจกต์จบลง ทีมของต้นน้ำมอบพรีเซนต์โชว์หน้าบริษัทใหญ่ ใครจะชนะจะได้ไปเวิร์กช็อปที่ญี่ปุ่น ทั้งทีมต่างตื่นเต้นและเครียดพร้อมกัน ต้นน้ำเดินวนไปวนมา ตุลย์นั่งลุ้นเงียบๆ บีบข้อมือแน่นอยู่ใต้โต๊ะ
ในตอนที่กรรมการประกาศชื่อทีมอื่น ต้นน้ำถอนหายใจออกแรง ฝืนยิ้มให้ทุกคน ตุลย์ยังคงหน้าตึง แต่เธอยิ้มให้เขาบางๆ “เราก็พยายามที่สุดแล้วเนอะ ไม่ต้องเสียดาย”
หลังงานจบ ทั้งคู่เริ่มห่างกัน ต้นน้ำรับจ้างทำงานนอกเพื่อเอาเงินไปต่อยอดความฝัน ตุลย์ลาออกจากบริษัทเพื่อกลับบ้านไปดูแลแม่ที่ป่วยกะทันหัน ก่อนกลับ ทั้งสองคุยกันใต้ต้นไม้หน้าตึก
“นายคิดจะไปเรียนต่างประเทศจริงดิ?” ตุลย์ถามเสียงเบา ลังเลเล็กน้อย
ต้นน้ำสบตานิ่ง ๆ พยักหน้า “ผมอยากลองดูล่ะ วิ่งตามฝันสักครั้ง ไม่รู้จะมีโอกาสอีกไหม”
ตุลย์หัวเราะในลำคอ “ถ้าเป็นฉัน คงยังวิ่งไม่ไหวอะ เจ็บแปลบที่ต้องทิ้งบางอย่างไว้ข้างหลัง”
ต้นน้ำเงียบ อึดใจหนึ่งก่อนพูดเบาๆ “ผมก็กลัวเหมือนกันว่ามันจะไม่เหมือนเดิม”
ทั้งสองคนเดินแยกทาง ทิ้งความเงียบและความหวังบางอย่างไว้กลางคืนหน้าฤดูร้อน
หลายเดือนผ่านไป ตุลย์ใช้ชีวิตดูแลแม่ สลับทำงานฟรีแลนซ์ออนไลน์ ต้นน้ำวุ่นวายกับการเตรียมตัวบินเรียนต่อ ใช้เวลากับการฝึกวาดภาพ เขียนอีเมลคุยกับตุลย์บ้างนานๆ ครั้ง บางวันเปิดวีดีโอคอลคุยกันจนดึกชนิดไม่มีบทสนทนาอะไรมากนัก
คืนหนึ่ง ต้นน้ำส่งรูปภาพที่วาดจากใจไปให้ตุลย์ เป็นภาพหญิงสาวยิ้มเศร้าอยู่ใต้ต้นไม้ต้นเดิม เธอตอบเพียงสั้นๆ “สวยดีนะ แต่ทำไมทุกภาพของนายถึงดูเศร้าล่ะ?”
ต้นน้ำส่งข้อความกลับไปว่า “คงเหมือนคนวาดนั่นแหละ”
วันหนึ่งหลังจากแม่ของตุลย์อาการดีขึ้น ตุลย์ออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง เธอตัดสินใจพบเพื่อนเก่าและลองหางานใหม่ ช่วงระหว่างรอสัมภาษณ์ เธอเดินกลับไปที่บริษัทเก่า เผอิญเหลือบเห็นรูปภาพผลงานของต้นน้ำถูกแขวนโชว์อยู่กลางลอบบี้
เธอยืนนิ่งอยู่นาน น้ำตาซึมที่หางตา ไม่แน่ใจว่าเพราะภูมิใจหรือคิดถึงระยะห่างที่มากขึ้นทุกวัน
ในที่สุดเธอกดเบอร์โทรหาต้นน้ำ เสียงสัญญาณดังอยู่นานก่อนต้นน้ำจะรับสาย เสียงเขาเบาราวกระซิบ
“สวัสดีครับ ตุลย์…”
ความเงียบแล่นมาพร้อมความอิ่มเอม ตุลย์พูดสั้น ๆ “นายไปถึงไหนแล้ว”
ต้นน้ำยิ้มทางสาย “ผมยังวิ่งไม่ถึงฝันหรอก แต่ผมหยุดคิดถึงคุณไม่ได้…เรา…”
เสียงฝนตกมาอีกครั้ง ตุลย์หัวเราะทั้งน้ำตา “ฉันก็เหมือนกัน แต่เราคงเป็นเส้นขนานกันตลอดใช่ไหม?”
ต้นน้ำเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนพูดจริงจัง “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมอยากให้เส้นขนานนี้…ได้เดินข้างคุณ แม้จะยังไม่บรรจบก็ตาม”
ตุลย์นิ่งไป น้ำเสียงสั่นเบา ๆ ขณะที่เธอตอบ “งั้นก็เดินไปด้วยกันนะ ตราบใดที่ยังอยากเดิน…”
เสียงสายฝนครอบคลุมเมืองใหญ่ สองคนส่งยิ้มผ่านปลายสาย ท่ามกลางความห่างไกลที่ไม่ได้มีเพียงแค่ระยะทาง
และบางที รักที่แท้จริง…อาจไม่ได้จบที่การอยู่ใกล้กัน แต่อยู่ตรงที่ว่า เราไม่หยุดเดินไปข้าง ๆ กัน แม้บนเส้นทางที่ยังไม่รู้จุดหมาย