ใต้แสงโคมสีส้ม (Beneath the Orange Lantern)
เสียงปะทะของฝนซัดกระเบื้องหลังคาตลาดกลางคืน เช่นเดียวกับเสียงหัวเราะของผู้คนที่แว่วมาจากระยะไกล วาดฟ้าเดินกางร่มสีดำ พลางหลบละอองฝนที่ซัดเฉียงกับไฟส้มอ่อนจากโคมไฟที่แขวนโยงเรียงรายเงียบ ๆ เธอสวมเสื้อยีนส์เก่า ร่วงเดินด้วยท่วงท่าแข็งแรงเกินหญิงสาวทั่วไปราวคนคุ้นกับการแบกของหลังงานศิลปะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บริเวณหน้าร้านกาแฟเล็ก ๆ มีชายหนุ่มรูปร่างสูง ใส่เสื้อยืดลายทางผมยาวระต้นคออีกด้าน เขากำลังตั้งเครื่องขยายเสียง มีสายกีตาร์พันอยู่ที่ข้อมือซ้าย ดูเครียดเล็กน้อยเมื่อถูกฝนทำให้เครื่องมือชื้น
วาดฟ้าเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน ถอดร่มพาดกับรั้ว ดวงตานิ่ง ๆ ไม่หลบสายตาภาสชายหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟที่เธอเจอมาหลายครั้งแต่ไม่สนิท
“คืนนี้จะมีดนตรี หรือจะจัดอีเวนต์แข่งกับฉัน?” เธอพูดติดตลก พอมองใกล้ภาสเห็นความเหนื่อยล้าในแววตา
“เหมือนตลาดมันเล็กไปสำหรับพวกเราใช่ไหม?” ภาสตอบพลางวางสายกีตาร์ลง “แต่เอาเถอะ แข่งกันมันก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่าใครจะอยู่รอด”
เสียงหัวเราะสั้น ๆ เคลือนไปกับเสียงฝน วาดฟ้ายักคิ้ว ชินกับคำกัดของภาส เธอไม่ได้หวังจะเข้ามาคุยมาก แต่อย่างน้อยก็อยากลองทักเขาสักครั้งด้วยเหตุผลลึก ๆ ที่ตัวเองยังไม่อยากยอมรับนัก
ตลาดกลางคืนที่บ้านเกิดเธอเริ่มเหี่ยวแห้งลง ผู้คนเดินผ่านมากกว่าแวะซื้อ ไม่มีใครกล้าเติมสีสัน ทุกคืนไฟในตลาดเหมือนจะสลัวลงไปอีก
“เธอจะจัดนิทรรศการภาพวาดแล้วเอารูปร้านฉันไปแปะในงานหรือเปล่า?” ภาสพูดขึ้นอีกครั้งขณะหยิบกาแฟให้ลูกค้าอย่างชำนาญ
“ฉันอาจจะวาดรูปนายโดยไม่บอกก่อนด้วยซ้ำ” วาดฟ้าโต้ พลางขยับเก้าอี้นั่งรอฝนหยุด “แต่หน้าเบื่อ ๆ แบบนาย คงไม่ขายได้ง่ายหรอก”
ภาสหัวเราะเหมือนจะขำบางอย่างอยู่ในใจ สายตาเขาเลื่อนลอยไปทางโคมไฟสีส้มเหนือศีรษะ “ไม่กลัวคนดูรู้จักตัวเองจริง ๆ หรือ?”
“กลัวสิ แต่โลกมันไม่ได้ปลอดภัยเหมือนงานศิลปะหรอก” วาดฟ้าตอบเสียงเบา
ทั้งสองนิ่งไปครู่ เขาส่งแก้วกาแฟให้พร้อมสบสายตา ไม่พูดอะไร มีเพียงเสียงฝนเป็นฉากหลัง
คืนต่อมา วาดฟ้าเดินเข้ามาอีก ภาสกำลังซ้อมเพลงแต่หยุดเมื่อเห็นเธอ
“นายมีเพลงเพราะ ๆ ให้ยืมบ้างไหม สำหรับวิดีโอพรีเซนต์อีเวนต์?”
“เธอกล้าขอแบบนี้จริง ๆ เหรอ?” ภาสหรี่ตามอง “เมื่อกี้ยังกัดฉันอยู่เลย”
“ศิลปะกับธุรกิจแม่งต่างกัน” เธอกระซิบ “และงานนี้ถ้าไม่ช่วยกัน ตลาดคงตายจริง ๆ”
ภาสพยักหน้า ไม่เถียง เขาหยิบสมุดโน้ตมาเขียนคอร์ดพลางหรี่หัวให้เธอดู ทั้งคู่เงียบอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าขยายความในใจมากกว่าเดิม ต่างฝ่ายต่างซ่อนความกังวลและแรงบันดาลใจที่ยังไม่อยากเปิดเผย
ตลอดสัปดาห์ทั้งคู่แทบไม่ได้พูดคุยอะไรเกินเรื่องงาน จนถึงคืนถัดไปเมื่อวาดฟ้านำแผ่นภาพร่างนิทรรศการมาให้ดู ภาสกำลังประคองกีตาร์เหม่อมองออกนอกตลาด
“ช่วยเลือกหน่อย อันไหนดี?” เธอโยนกระดาษสเก็ตให้ ท่าทีมั่นใจแต่มือเธอสั่นน้อย ๆ
ภาสหยิบรูปภาพมาดูเงียบ ๆ ก่อนชี้ไปรูปที่ภาพโคมไฟสีส้มกระจายแสง แววตามีประกาย “อันนี้ดี เหมือนแสงไฟในคืนฝน ใช่เลย”
วาดฟ้าฉีกยิ้มบาง ๆ แต่ซ่อนไม่มิดว่าใจเต้นแรง เธออยากให้เขาเห็นผลงานนี้จริง ๆ แต่ไม่กล้าบอกว่าโคมไฟในรูปวาดมาจากภาพเมื่อคืนแรกที่พวกเขาคุยกัน
วันเปิดอีเวนต์ วาดฟ้าตื่นตระหนก รูปภาพยังไม่เสร็จ ฝนเทกระหน่ำ ภาสเดินเข้ามาพร้อมผ้าขนหนูเช็ดหัวเปียก เด็กในตลาดวิ่งหนีฝนกันอุตลุด
“เป็นไงบ้าง?” เขาถามเสียงเบา เห็นเธอเขียนอะไรอยู่ด้วยความเร่งรีบ
“แย่ มีแต่ความว่างเปล่าในหัว มัน… ไม่รู้จะสื่อยังไง”
เขาผ่อนลมหายใจ หยิบกาแฟร้อนวางข้างมือเธอ “บางทีอะไรที่ยังไม่เสร็จ อาจจะกลายเป็นจริงที่สุดของคืนนั้นก็ได้นะ”
วาดฟ้าเงยหน้า ดวงตาหม่นเศร้า “นายหนีอดีตหรือเปล่า? หรือจริง ๆ แล้วกลัวอนาคต?”
ภาสชะงักไปเล็กน้อย เงียบอยู่นานกว่าเสียงกีตาร์ข้างร้านดังแผ่ว “ทั้งสองอย่าง…” เขารับสารภาพเงียบ ๆ
ทั้งคู่นิ่ง อึดอัดในความเงียบ ทั้งที่ใจอยากพูดอะไรบางอย่างออกไป แต่ก็ไม่กล้า
คืนนั้นอีเวนต์กลับกลายเป็นค่ำคืนที่อบอุ่นมาก ทุกคนในตลาดช่วยกันแขวนโคมไฟสีส้ม ภาพนิทรรศการวาดฟ้าเปียกฝนเล็กน้อย แต่กลับมีคนหยุดชมมากกว่าทุกครั้ง
ภาสเล่นเพลงช้า ๆ บนเวทีกลางตลาด สายตาเขาเหลือบมองวาดฟ้า ความรู้สึกบางอย่างพยายามดันออกจากขอบฟ้าในหัวใจ
คืนหลังงาน ภาสเจอวาดฟ้านั่งซึมที่ขอบตลาด สีหน้าหม่นหมอง
“น้องชายฉันจะย้ายไปเรียนในเมือง… เงินไม่พอ และกลัวจะต้องปิดร้านกาแฟของพ่อด้วย” วาดฟ้าสูดลมหายใจลึก บอกเสียงแผ่ว “ฉันเคยคิดจะทิ้งฝันไปเหมือนกัน แต่กลัว… กลัวว่าจะถูกลืม”
ภาสก้มหน้าซุกมือ แววตาสั่นลึก ก่อนพูดถึงอดีตที่พ่อเสีย แม่ป่วย เขาเคยทิ้งบ้านไปไล่ล่าฝันศิลปินแต่ล้มเหลว “ถึงกลับมาแต่ก็ไม่เคยให้อภัยตัวเอง…”
วาดฟ้าส่งยิ้มบาง ๆ ให้ ดวงตาเปียกซึ้ง “ถ้านายเล่นกีตาร์ ฉันวาดรูป เราจะสร้างงานด้วยกันได้ไหม?”
“ฉันกลัว… แต่ก็อยากลอง”
คืนหลังจากนั้นเป็นคืนแรกที่ทั้งคู่ใช้ทำงานด้วยกันภายใต้โคมไฟสีส้ม วาดฟ้าวาดรูป ภาสดีดกีตาร์ ทุกอย่างดูสามัญแต่ทุกนาทีที่ผ่านพูดแทนใจว่าพวกเขาเริ่มเชื่อใจและเปิดรับกันทีละน้อย
ระหว่างทำงาน วาดฟ้าเผลอมองมือภาส เขาชะงัก หัวเราะเบา ๆ
“ถ้าฉันวาดมือนายในรูป นายจะกล้าโชว์มั้ย?”
“จะปฏิเสธยังไงล่ะ ก็เธอวาดได้ดีกว่าฉันเล่นกีตาร์อีก”
มีความเงียบคั่น ทั้งคู่ต่างไม่มีใครกล้าสบตานาน ๆ
ถึงอย่างนั้น ครอบครัววาดฟ้าไม่ยอมรับภาส แม่เธอวิตกเรื่องฐานะ อยากให้น้องชายได้โอกาสในเมือง วาดฟ้าเริ่มถอยห่าง กลับไปวุ่นกับงานหาเงิน ภาสไม่ได้เล่นดนตรีอีก เขาเปิดร้านกาแฟเหมือนคนไม่กล้าเผชิญหน้า
ระยะห่างทำให้ทั้งคู่เริ่มโหยหาการมีกันและกัน วาดฟ้าหลบสายตาเมื่อเจอภาสที่ตลาด ต่างคนต่างไม่มีใครกล้าทัก เว้นแต่ความคิดถึงที่ยังพูดไม่ออก
วันหนึ่งฝนตกหนักอีกครั้ง ภาสเห็นวาดฟ้าเดินผ่านร้านแต่ไม่แวะ เธอถือร่มจ้องตรงไม่พูด ภาสตัดสินใจหยิบกีตาร์เดินตาม เศษน้ำในใจระเบิด ฝนเปียกหัวใจจนต้องพูดความจริง
“เราถอยไปไกลขนาดนี้เพราะกลัวจะเจ็บอีกหรือเปล่า?” เขาถามเสียงแผ่ว เธอหยุดเดิน ไม่ตอบ
“ฉันยอมรับว่ากลัว…” วาดฟ้าขยับริมฝีปาก “แต่กลัวมากกว่าคือกลัวจะไม่มีโอกาสกลับมาอีก”
ทั้งคู่ปล่อยให้ฝนซัด ทุกอย่างถูกล้างออกจนหมดใจ ภาสส่งกีตาร์ให้เธอจับมือหนึ่งไว้
“หากคืนนี้เราไม่ได้กลับมาคุยกัน เธอจะวาดฉันในรูปได้อีกไหม?”
“ถ้านายยังเล่น ฉันจะไม่เลิกร่างภาพนายในหัวเลย” เธอยิ้ม เธอดึงเขามานั่งใต้ต้นไม้ทั้งที่เปียกปอน
ความเงียบครอบคลุมใต้โคมไฟสีส้มอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจที่ดังในคืนเปียกฝน ที่ครั้งนี้ พวกเขาไม่กลัวที่จะอยู่เคียงข้างกัน แม้จะยังมีรอยแผล มีเรื่องที่ต้องเผชิญต่อไป แต่ก็กล้าที่จะลองเริ่มใหม่โดยไม่ต้องหนีอดีต ไม่ต้องกลัวอนาคตอีกแล้ว
ในตลาดแห่งเดียวกัน แสงโคมไฟสีส้มสะท้อนใบหน้าสองคนที่ยังไม่แน่ใจในเส้นทาง เธอวาดรูปใหม่ในฝน เขาบรรเลงเพลงวนอยู่ไม่ไกล ต่างฝ่ายต่างหันมามองกันทีละน้อย
“เราอาจจะยังไม่แน่ใจ แต่ฉันอยากอยู่ตรงนี้กับนายอีกสักหน่อย” วาดฟ้ากระซิบเมื่อฝนหยุด
ภาสตอบด้วยรอยยิ้มเงียบ ๆ ที่สุดท้าย คืนนี้มีแค่หัวใจสองดวงที่ได้กล้าปล่อยให้กันเดินเข้ามาอีกครั้ง ใต้แสงโคมไฟสีส้ม ของตลาดกลางคืนที่เปียกฝนและอบอุ่นอยู่นาน