ฟ้าหลังฝนที่เชียงดาว
เสียงรองเท้าผ้าใบเปียกน้ำของมินา เหยียบบนแอ่งน้ำเล็กของป้ายรถสองแถวในสายฝนจาง ๆ เธอเพิ่งจะลงจากรถทัวร์เที่ยวเช้าตรู่ จ้องมองหมอกหนาวที่เกาะคลุมขุนเขาเชียงดาว ใจเต้นโครมแต่กลับรู้สึกว่างเปล่า เธอแบกเป้สีเขียวอ่อนไว้กับตัว หอบความกลัวบางอย่างมาด้วย เธอหนีความวุ่นวายในกรุงเทพฯ มาเริ่มต้นใหม่กับงานอาสาสมัครที่รู้ว่าตัวเองอาจทำไม่ได้ดีนัก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษนะคะ…ศูนย์อาสาอยู่ทางไหนเหรอคะ” เธอถามชายท่าทางบ้าน ๆ ร่างเล็ก แววตาใจดีในชุดเสื้อฝ้ายสีขาว
“ตรงออกไปอีกซอยหนึ่งจ้ะ เดินตามกลิ่นดินไปจะเห็นไม้ปักชื่อศูนย์” เสียงนุ่มของหญิงชราแนะนำ พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้มินาเบาใจขึ้น เธอกล่าวขอบคุณและยกเป้ขึ้นหลัง เดินเข้าไปในหมอก
ภายในศูนย์ เสียงหัวเราะเด็ก ๆ ดังลอดออกมา เธอมองผ่านหน้าต่าง เห็นชายหนุ่มที่ยืนหน้าไม่รับแขก ปากแน่นแต่ท่าทางวุ่นวายกำลังช่วยแจกอุปกรณ์วาดรูปให้เด็ก ๆ
“โน้น ไอ้ธันวา ครูศิลปะ เอาของไปแบ่งให้น้องด้วย” เสียงเพื่อนครูในศูนย์ตะโกนล้อ ชายคนนั้นเหลียวมองเธอแวบเดียว ไม่พูดอะไร ก่อนหันไปสอนเด็กต่อ
มินาเดินเข้าไปแนะนำตัว “สวัสดีค่ะ ชื่อมินาค่ะ เพิ่งมาวันแรก ยินดีที่ได้รู้จัก” ทุกคนยิ้มรับ ยกเว้นธันวา เขาแค่พยักหน้า หันหลังให้ เธอได้แต่ยิ้มจาง ๆ พร้อมคำถามในใจว่าผู้ชายคนนี้ไม่ชอบหน้าใครหรืออย่างไร
ในเย็นวันนั้น ขณะพายุฝนกำลังตั้งเค้า มินาสมัครใจช่วยย้ายของเข้าคลังเก็บ ธันวาเดินเข้ามา ถือกล่องสีโทรม ๆ “เอ่อ…วางตรงนี้ก็ได้” เขาวางกล่องโดยไม่สบตา
“คุณ…ชื่อธันวาเหรอคะ? หวัดดีนะคะ” มินาหัวเราะกลบความอึดอัด
เขาพึมพำ อือ..
ความเงียบอึ้งจับตัวอยู่ช่วงหนึ่ง เธอกำลังจะเดินหนีแต่ธันวาพูดขึ้นเบา ๆ “ทำไมถึงอยากมาทำงานแบบนี้ล่ะ”
มินาชะงัก หันมองเขา “อยากลองเปลี่ยนโลกของตัวเองบ้าง…คุณล่ะ” เธอย้อนถาม
เสียงฝนกระทบช่องหน้าต่างดังขึ้น ธันวาหลบตา “ไม่มีอะไร อีกอย่าง…ไม่ชอบกรุงเทพฯ”
ในคืนแรก มินานั่งมองไฟจากบ้านพักเงียบ ๆ เขียนจดหมายถึงแม่ “ที่นี่เงียบมาก แต่มีอะไรบางอย่างในใจที่ยังไม่กล้าคุยกับใคร” เธอลูบปลอกหมอนเบา ๆ ก่อนหลับไปโดยมีเสียงฟ้าร้องเป็นเพื่อน
วันต่อมา วิวระหว่างเขียนภาพภูเขาติดโรงเรียน เด็ก ๆ วิ่งมาขโมยสี มินาหัวเราะ เล่นด้วยอย่างสนุก แต่ธันวาเอาแต่เดินหลบ ไม่พูดกับใคร สายตาของเขาดูแปลก เธอแอบสังเกตเห็นว่าเขาแวะมองรูปเธอบ่อยครั้ง
“ทำไมต้องวาดรูปภูเขาทุกวัน” เขาถามขณะยืนกอดอก
“มันดูมั่นคงไงคะ ฉันเองก็หวังว่าวันหนึ่งจะมั่นคงบ้าง” เธอยิ้ม
ธันวาไม่ได้ตอบทันที เขาเว้นจังหวะนาน “เคยคิดว่าจะตามหาความมั่นคงเหมือนกัน…แต่ไม่เจอสักที”
เย็นนั้นฝนตกอีก เด็กในศูนย์คนหนึ่งป่วย ต้องพาไปหาหมอ ธันวาขับรถพามินาและเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ฝ่าสายฝน แววตาเขาถึงกับตัดสินใจว่าจะยืนเคียงข้างเธอ ในรถมีแต่เสียงน้ำหล่นใส่กระจก ต่างคนต่างเงียบ มินามองเขา อยากพูดบางอย่างแต่ไม่กล้า
“กลัวมั้ย?” ธันวาถามขณะขับรถฝ่าฝนกระหน่ำ
“กลัวค่ะ…แต่ถ้าใจไม่สู้ จะมาที่นี่ทำไม”
เขาหัวเราะ แล้วก็เงียบไป ทิ้งคำถามไว้ในอากาศ
วันแล้ววันเล่า ทั้งสองผ่านกิจกรรม งานสอน งานศิลปะ พาเด็กไปทัศนศึกษา มินาเริ่มสังเกตว่าธันวาวิตกกังวลบางเรื่อง ช่วงหนึ่งที่เธอยื่นรายงานกิจกรรมให้ผู้บริหาร ธันวาเดินผ่านมาได้ยินประโยคจากการคุยโทรศัพท์
“ค่ะ…หนูไม่อยากกลับกรุงเทพตอนนี้ ขอเวลาคิดอีกนิด” มินาตัดสาย น้ำเสียงเศร้า ๆ ธันวาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
อยู่ ๆ วันหนึ่ง ขณะช่วยซ่อมห้องน้ำศูนย์เด็ก วันฝนหลงฤดู ธันวาตะโกนให้หลบหลังคาแผ่นไม้ “อย่าไปทางนั้น มันผุ!” มินาเบี่ยงตัวตกน้ำโครม ธันวาลงไปช่วย ยื่นมือให้จับขึ้นมา ฝ่ามือเปื้อนโคลนสัมผัสกัน เธอกับเขาหัวเราะพร้อมกันเป็นครั้งแรก
บ่ายวันเดียวกัน ในร้านกาแฟพื้นถิ่น มินานั่งซับผมเปียก ธันวานั่งตรงข้าม ถาม “เข้ากรุงเทพฯ บ่อยไหม”
มินาส่ายหน้า “ไม่ชอบเลยค่ะ ที่จริง…เบื่อเสียงดัง เบื่อความคาดหวังของใครบางคน”
ธันวาเอื้อมหยิบแก้วกาแฟ สายตาหลบ ๆ “บ้านผมอยู่เชียงดาว แต่ผม…ก็ไม่ชอบเงียบ”
“ถึงอยู่แค่เชียงดาว ก็อาจไม่รู้สึกเหมือนบ้านใช่ไหมคะ?”
เขาลังเล “อืม บางที…เรื่องเก่ามันคาใจ”
เสียงเพลงท้องถิ่นคลอเบา ๆ สองคนนั่งเงียบ มองออกไปนอกหน้าต่างฝนที่ยังโปรยปราย
หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เปลี่ยน จากมิตรภาพประหลาดใจสู่ความใกล้ชิด บางมุมมินาเริ่มกล้าถามความรู้สึก เธอช่วยธันวาสอนศิลปะ ดูแลเด็ก ๆ จนเย็น ทันทีที่เด็กหลับ เธอกับเขานั่งใต้ต้นจามจุรีใหญ่
“นายไม่เชื่อในความหวังเหรอ” มินาถาม ขณะก้มลูบหญ้าค้างน้ำค้าง
ธันวายืดขาตึง ๆ ถอนหายใจ “มันเคยมี…จนวันที่แม่ผมจากไป ผมย้ายหนีจากทุกอย่าง”
“ฉันเองก็เหมือนกัน เหมือนทุกอย่างที่วิ่งตามมันหลอกหลอนอยู่”
ทั้งสองนั่งเงียบงัน ลมหนาวพัดพร่าความเจ็บปวดเก่า ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
วันหนึ่ง มินาได้ข่าวจากแม่ว่าพ่อป่วยหนัก จำต้องกลับกรุงเทพ ธันวาหน้าเศร้าลงทั้งที่แกล้งกลบด้วยเสียงหัวเราะ
“ถ้าต้องไปก็คงไม่กลับมาใช่ไหม?” เขาแหย่
“ฉันไม่รู้…แต่ใจนึงมันคงไม่เคยอยู่กรุงเทพจริง ๆ ” เธอกระซิบเบาบาง
คืนส่งท้ายก่อนมินากลับ ธันวายืนหน้าบ้านพักเงียบ ๆ มองฝนโปรย เห็นไฟบนภูเขาลิบ ๆ ทั้งสองนั่งเงียบ ๆ เคียงกัน จู่ ๆ มินาพูดขึ้น “ถ้ากลับมานายจะจำฉันได้มั้ย”
“ผมคงจำได้…ถ้าฝนยังตกอยู่ที่เชียงดาว”
ทั้งคู่หัวเราะทั้งน้ำตา ความรู้สึกที่เคยซ่อนเริ่มกระจ่างขึ้น
มินากลับกรุงเทพ เธอกลายเป็นคนที่บ้านต้องพึ่งพิงมากขึ้น งานอาสาห่างไกลไปทุกที วันเวลาผ่าน เธอกับธันวาติดต่อกันน้อยลง ไม่คุยโทรศัพท์ แม้แต่แชตยังห่างหาย เธอเคยพิมพ์ข้อความแล้วลบไป
“เขาคงไม่ได้คิดถึงเราหรอก…”
เดือนใหม่มาถึง ฝนกลับมาตกหนักอีกครั้งที่เชียงดาว ธันวาเดินกลับบ้านผ่านภูเขา รู้สึกถึงช่องว่างแปลก ๆ ในใจ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ลังเลอยู่นาน ก่อนกดหมายเลข
เสียงอีกฝั่งเงียบ เธอตอบ “ฮัลโหล…” เงียบไปนาน เธอฟังเสียงฝน เชื่อมระหว่างสองแห่งอย่างประหลาด
“คิดถึงนะ” ธันวาพูดเสียงขาด ๆ
เธอหัวเราะกลบ “ฉัน…ก็เหมือนกัน”
ในวันหนึ่งของฤดูใหม่ มินากลับมาที่เชียงดาว บนถนนโคลนที่ฝากรอยเท้าทั้งคู่ไว้ เธอไม่ได้บอกใครล่วงหน้า เดินตามกลิ่นฝน กลิ่นดิน และเสียงเด็กหัวเราะในศูนย์ที่ยังคงเหมือนเดิม
ธันวาไม่ได้อยู่ที่เดิม เขายืนกลางทุ่งนา มองฟ้า มินาเดินไปหาเขา ชะงักเล็กน้อยก่อนตัดสินใจร้องเรียก
“ธันวา”
เขาหันมา ทั้งสองสบตา เงียบอยู่นาน
“ยังรอที่เดิมเหรอ” เธอถามเสียงสั่น
“ก็มีแต่เธอที่ทำให้เชียงดาวรู้สึกเป็นบ้านอีกครั้ง”
ธันวาเดินเข้าใกล้ หยุดกลางทาง เว้นระยะห่างที่ยังกลัว
“กลัวมั้ย ที่จะเริ่มใหม่”
มินาส่ายหน้า “กลัวสิ…แต่บางทีก็ต้องยอมให้อดีตผ่านไปบ้าง”
เสียงสายฝนค่อย ๆ ซา แสงแดดยามเช้าส่องลงตรงที่ยืน ทั้งสองเดินเคียงข้างกันอย่างเงียบ ๆ ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีจุมพิต มีเพียงมือที่แนบข้างกาย แม้ไม่ได้จับกัน แต่หัวใจต่างก็ยอมให้อภัยอดีต ยอมรับกันอย่างที่เป็น เพื่อเริ่มต้นฤดูใหม่ร่วมกัน