เหนือผืนฟ้าหลังพายุ
เสียงไซเรนดังก้องอยู่เหนือหมอกหนาทึบที่คลี่ตัวอยู่ทั่วท่าเทียบยานของเมืองเวร์ทิณ เมืองลอยฟ้าที่ล่องลอยเหนือน่านฟ้าตะวันออก ราวกับจะปลุกพลเมืองพันกว่าชีวิตให้ตื่นขึ้นจากฝันร้าย ตอนนี้ค่ำคืนกำลังเย็นจัด แต่ไฟในสายตาของลิเธีย เห็นจะร้อนแรงกว่าใครในลานบินทั้งหมด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ลิเธียก้าวฉับออกจากเงามืดยานพาหนะ เด็กผู้หญิงเฝ้ารอเธออยู่ข้างเครื่องยนต์รุ่นเก่า—มิริน น้องสาวต่างแม่ที่เธอเคยผลักไส ลิเธียสบตามิรินชั่วครู่ ก่อนจะหลบสายตาแล้วหันไปเพ่งมองเส้นขอบฟ้า
“เกิดอะไรขึ้น?” ลิเธียถามเสียงเรียบ มือยังจับเสื้อแจ็คเก็ตแน่น พยายามข่มอาการสั่น
“มีอุกกาบาตตก ก่อนเที่ยงคืน…แต่ศูนย์ควบคุมฟ้าบอกม่านกันแรงสะเทือนน่าจะรับได้” มิรินเสียงสั่น พยายามไม่มองหน้าพี่
เสียงรองเท้าบูทย่ำพื้นโลหะดังขึ้น เสียงฝีเท้าที่ลิเธียจำได้ทันที รามิน—ช่างเทคนิคหนุ่ม หน้าตาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนอนาคต รามินถือเครื่องสแกนพลางมองสองพี่น้องอย่างประเมิน
“บอกตรงๆ เลยนะ ทุกคนเตรียมอพยพ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าพายุครั้งนี้จะปกติเหมือนที่ผ่านมา” รามินหยุดพูดแล้วก้มหน้าเหมือนกลั้นบางอย่างไว้
ลิเธียเดินไปหยุดตรงหน้ารามิน “นายคิดอะไรกันแน่”
เสียงลมแรงหอบหนึ่งตีเข้ามา มือของลิเธียกำเสื้อแน่นกว่าเดิม
รามินมองลิเธีย จากนั้นหันไปทางมิรินเหมือนลังเล “มีสัญญาณบางอย่างในระบบ…คืนนี้ไม่เหมือนเดิม ม่านพลังฟ้าอาจทะลุได้”
เสียงโทรศัพท์สนามแจ้งเตือนกึกก้อง พลันไฟในเมืองพลิกเป็นสีส้มแดง ลิเธียสบตารามิน ทั้งคู่รู้โดยไม่ต้องพูด—นี่อาจเป็นคืนสุดท้ายของเวร์ทิณ
ภายในห้องควบคุมท่าเทียบยาน ไฟกระพริบเตือนระลอกแล้วระลอกเล่า กลุ่มเจ้าหน้าที่รุมโต๊ะพิมพ์ข้อมูล เสียงแตกตื่นปนกันวุ่นวาย ลิเธียผลักประตูเข้าไป รามินเดินตามลากกล่องอุปกรณ์ มิรินขยับหลบข้างกำแพงราวกับไม่กล้าเข้าร่วม
หัวหน้าเวรกลางคืน ลุงคเณศ หันมามองทั้งสามคน “จะไปไหนกันรึ ลิเธีย?”
ลิเธียสูดหายใจ เหลียวไปสบตารามินหนึ่งวินาที “เราจะเช็กพิกัดจุดตกจากจอมอนิเตอร์ หาข้อมูลก่อนอพยพ”
คเณศขยี้ฟิล์มดวงตาเงยขึ้น เห็นรามิน “นายก็กล้ามาก รู้ไหมนี่เสี่ยงมากแค่ไหน”
รามินกลืนน้ำลาย “ผม…ไม่อยากหนี เพราะผมเคยหนีมาก่อน—แล้วมันไม่เคยแก้ปัญหา”
เงามืดจากจอภาพอุกกาบาตฉายบนใบหน้าทุกคน ลิเธียพยักหน้าช้า ๆ “ไม่หนีอีกแล้ว…แต่อย่างน้อยเราต้องรู้อะไรบางอย่างก่อน…”
เสียงวิทยุดังขัด “ทีมตรวจม่านระบุว่ามีคลื่นพลังงานผิดปกติ แถมพบวัตถุแฝง กำลังพุ่งตรงเข้ามา!”
ลิเธียเม้มริมฝีปาก “ขอพยานสักคนไปร่วมออกลาดตระเวนกับฉัน”
มิรินฝืนใจ “ฉันจะไป…”
รามินสบตามิรินแล้วเงียบงัน เหมือนอดีตบางอย่างกัดกินใจ แต่สุดท้ายพยักหน้า “เอาก็เอา แต่ต้องใส่ชุดป้องกันเต็มสูบ”
ระเบียงยานยนต์แคบแว่วเสียงเครื่องยนต์ เสียงเท้าสามคู่กระทบสะพานโลหะ รามินหยิบชุดป้องกันยื่นให้ลิเธีย นิ้วมือชายหนุ่มสั่นเล็กน้อย ลิเธียรับพลางกระซิบ “กลัวอะไร?”
“…ฉันเคยสูญเสียคนเพราะความประมาท” รามินเสียงต่ำ “ถ้าวันนี้เราผิด…อาจไม่มีโอกาสซ่อมแซมอะไรได้อีก”
ลิเธียแกล้งหัวเราะห้วน “ฉันไม่เคยโชคดีอยู่แล้ว”
สายตาสองคู่สบกันเพียงชั่วขณะ ก่อนทั้งสามจะปีนเข้าไปในยานสำรวจ พวกเขาออกบินสู่ขอบม่านเวหา ตามพิกัดจุดตกอุกกาบาตที่ห้อมล้อมด้วยหมอกคลุ้มและเมฆฟ้าคะนอง
สายอากาศสั่นระริกพลัน วัตถุลึกลับโต้ตอบสัญญาณ จอเรดาร์แสดงรูปแบบที่ไม่มีใครเคยเห็น ลิเธียชำเลืองรามิน “เจออะไรแบบนี้เมื่อไหร่?”
รามินพรูลมหายใจ “ไม่เคย—แต่เหมือนมันสื่อสาร…หรือขอความช่วยเหลืออยู่”
มิรินหน้าซีด เอียงตัวไปกุมมือพี่สาว อากาศในยานแน่นขนัดด้วยความเงียบและเสียงหัวใจสามดวง
ไฟฉายกลางท้องฟ้ายามค่ำสะท้อนเงาสีเงินเหนือม่านหมอก ยานแล่นอ้อมเข้าใกล้ จุดตกอุกกาบาตค่อย ๆ เผยร่าง—ไม่ใช่อุกกาบาตธรรมดา แต่คือเศษซากเครื่องจักรรูปร่างแปลก ยานขนาดเท่าเด็กเล็กแตกกระจายเต็มลอนเมฆ
รามินเช็คข้อมูลหน้าจอ “นี่มัน…เหมือนเราถูกรุกรานจากโลกภายนอกหรือเปล่า?”
มิรินตัวสั่น “หรือแค่เครื่องจักรหลงทิศ?”
ลิเธียจ้องเศษซาก ชั่งใจอยู่กับเสียงอดีตในหัว—คืนที่พ่อหายตัวไประหว่างเหตุการณ์ลึกลับคล้ายคลึงเช่นนี้
ยานหมุนวนสำรวจ เสียงปริ๊ปของเซนเซอร์ตัดความคิด “พบวัตถุเคลื่อนที่เร็วทางทิศเหนือ”
“หันไปเลย!” ลิเธียตะโกน รามินพลิกพวงมาลัย ทันใดนั้นวัตถุรูปร่างประหลาดแหวกม่านฟ้าเข้ามาประชิด แสงสีน้ำเงินวาบตัดกับฟ้าเทา ทั้งสามผงะ
วัตถุนั้นกลับไม่โจมตี แต่คล้ายกำลัง…ค้นหาอะไรบางอย่าง สปอตไลท์จากฐานเมืองพุ่งขึ้นสำรวจเช่นกัน
รามินขมวดคิ้ว “เหมือนมันจับสัญญาณเรา จะแจ้งเตือนเมืองไหม?”
ลิเธียลังเล หวนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต “ถ้าเตือน จะยิ่งแตกตื่น…แต่ถ้าไม่บอก อาจเสียโอกาสช่วยคน”
มิรินน้ำตาคลอ “เราไม่ควรโกหกอีกแล้ว”
ลิเธียพยักหน้า “แจ้งเตือนเมือง…แต่ขอเวลาเราอีก 10 นาที แกะรหัสก่อน”
ช่วงเวลาเพียงเศษเสี้ยวของความมืด ลิเธียกับรามินรุดไปยังเครื่องซากนั้น สายลมตีกระหน่ำ ลิเธียพลิกชิ้นส่วนพบข้อความเป็นรหัส เสียงในลำโพงขาดๆหายๆ เป็นภาษาที่ไม่รู้จัก
รามินจดรหัสไว้ “เหมือนมันต้องการขอความช่วยเหลือ…แต่มันหมายความว่าไง?”
จู่ๆ วัตถุลึกลับก็โฉบเข้าใกล้ เอแซ่กกกไฟฉายหล่น มิรินร้อง “ระวัง!” ลิเธียคว้าตัวน้องสาว ยานสั่นสะท้าน รามินเร่งเครื่องถอนตัว นำยานบินกลับฐานทันก่อนแรงลมบ้าคลั่งจะพัดซัดลงสู่ม่านเมฆ
เสียงวิทยุรายงาน “เกิดลมกรดขนาดใหญ่ทางแนวเมืองตะวันออก ต่อเนื่องอาจล่มเมืองได้!”
ลิเธียหมุนตัวสกัดความกลัว เธอกลับมาประจันหน้าคณะผู้บริหารฐาน กลิ่นอายหวาดหวั่นปะทะกันในห้องประชุมกลาง พลเมืองบางกลุ่มเริ่มวุ่นวาย
หัวหน้าเวรคเณศฟาดฝ่ามือ “พวกเธอลอบปฏิบัติการ—รู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน!”
รามินพูดโต้ “แต่ถ้าเราไม่รู้อะไรเลย เมืองจะสูญเสียทุกอย่างพร้อมกัน!”
เสียงพายุคำรามเหนือหัว มิรินเอามือลูบแขนตน แววตาจับจ้องพี่สาว “เรายังมีทางเลือกเดียว คือลองสื่อสารกับวัตถุนั้น—เผื่อได้คำตอบทันเวลา”
ลิเธียเจ็บใจแต่ยอมหันมามองรามิน “นายถอดรหัสได้ไหม?”
รามินรีบรื้อเครื่องมือ “ฉันจะลอง…แต่ต้องการเวลาสักหน่อย”
เสียงพายุเร่งเร้าเหมือนท้าทาย โลกกำลังกลายเป็นศัตรู เวร์ทิณลอยอยู่เหนือขอบเส้นตาย
ห้องปฏิบัติการชั่วคราวถูกจัดตั้งในโกดังฝั่งใต้ รามินนั่งหน้าเครื่องถอดรหัส รายล้อมด้วยลิเธียและมิริน ทุกคนรู้ว่าคืนนี้อาจไร้รุ่งสาง
รามินพึมพำ “ฉันกลัว…กลัวว่าจะพลาด กลัวว่าจะสูญเสียโดยไม่แก้ไขอะไรได้อีก”
ลิเธียเอื้อมจับแขน “ฉันก็กลัว…กลัวจะไม่เหลือใครเลย”
สายตาทั้งสามคนเกี่ยวโยงความเจ็บปวดพลางแปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจ
จู่ๆ วัตถุลึกลับส่งคลื่นพลังงานอีกระลอก รามินสะดุ้ง “มันเหมือนจะตอบสนองต่อรหัสเรา…เราต้องกล้าเสี่ยง!”
มิรินน้ำตาซึม “อย่าให้ใครต้องสลายหายไปอีก”
ทั้งสามเร่งมือ สื่อสารรหัสกลับไป วัตถุลึกลับเริ่มตอบโต้ ไฟฉายในหมอกเปลี่ยนเป็นสีเขียว คลื่นพลังงานซาแทนที่จะรุนแรงขึ้น
พายุเริ่มเบนทิศ ลิเธียถอนหายใจ รามินรั้งไหล่มิรินไว้ “เราทำสำเร็จไหม?”
เสียงเฉลยในวิทยุ—ภาษาต่างดาวกลับกลายเป็นวลีเรียบง่ายแฝงความเศร้า “เราตามหาบ้าน…โปรดหยุดยิง”
ลิเธียเงียบ—ความอาฆาต กลัว และความสูญเสียค่อย ๆ ละลายหายท่ามกลางเมฆ เธอก้มหน้าร้องไห้ มิรินโผเข้ากอดพี่สาว รามินจับมือลิเธียเป็นครั้งแรก
เสียงเงียบสงัดบนลานบินเช้าวันรุ่งขึ้น ผู้คนทยอยออกจากที่หลบภัย สิ่งมีชีวิตตื่นมาพบว่าท้องฟ้าไม่ล่ม เมืองเวร์ทิณยังปลอดภัย
ลิเธียยืนนิ่งมองขอบฟ้า สีหน้าเปลี่ยนไปจากวันแรก เรียบสงบแต่เต็มไปด้วยความกล้า รามินยิ้มบาง ๆ เดินเข้ามาอยู่ข้าง ๆ มิริน หัวใจดวงหนึ่งที่กลับคืนสู่ครอบครัว
ไม่มีคำพูดใดเพิ่มเติม ขอบฟ้าเรืองแสงแรกแห่งความหวังใหม่ เมืองลอยฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านวันใหม่ พร้อมเรื่องราวที่ไม่มีวันถูกลืมเลือน