ดอกไม้บนนภา
เสียงประกาศในเมืองลอยฟ้า เครือข่ายของอาคารสีขาวลอยตัวเหนือก้อนเมฆ สะท้อนแดดยามเช้าเป็นประกาย ในขณะที่ผู้คนออกจากบ้านแคปซูลของตัวเองสู่สะพานลอยระหว่างตึก เด็กหญิงคนหนึ่งกำลังใช้มือแตะกระจกเรียบ ลมหายใจเป็นฝ้า ขณะเพ่งไปยังดอกไม้เรืองแสงซึ่งลอยกระจายอยู่เหนือขอบฟ้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แก้ม…” พ่อของเธอ อีธาน พูดเสียงเบา ขณะเสียบขวดน้ำใส่ในกระเป๋าของเธอ “อย่ามัวแต่คิด สายแล้ว ต้องไปเรียน”
แก้มเมินสายตาตัวเองจากหน้าต่าง ยืนนิ่งก่อนจะหยิบหูฟังขึ้นมา เสียงเพลงเบา ๆ ในหูคือที่หลบซ่อนใจ เจอหน้าพ่อทีไรก็รู้สึกเหมือนอยู่ในคลื่นทะเลเงียบ ๆ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว
ขณะลงลิฟต์พร้อมกัน อีธานแอบเหล่มองลูกสาว มือของเขาสั่นน้อย ๆ เขาเคยพยายามแล้วที่จะสนิทกับแก้ม แต่ทุกคำถามกลายเป็นอากาศ มักไม่ได้คำตอบที่ต้องการ อีธานถอนใจ กดรหัสประตูให้ลูกก่อนส่งไปขึ้นรถส่งเด็กอัตโนมัติ
บนทางเดินลอยฟ้า เส้นทางคลื่นขาวโค้งเป็นรูปวงแหวน แก้มนั่งท้ายแท็กซี่ไร้คนขับ หลับตาแล้วนึกถึงดอกไม้บนฟ้า ดอกนั้นมีประกายเจิดจ้า ขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นตามข่าว ดูเหมือนจะมีแค่เธอที่กล้าจ้องได้นาน ๆ
ในห้องเรียนซึ่งใช้ผนังโปร่งใสรับวิวเมืองลอยอยู่เหนือฟ้า เด็กหลายคนพูดคุยเสียงดัง แก้มเลือกมุมเหงา นั่งห่างกลุ่ม เธอวาดรูปดอกไม้เหนือเมฆลงสมุด ระบายสีฟ้าเรือง ๆ ตรงปลายกลีบ “จะว่าไป ดอกนี้เหมือนดวงตาคน…” เธอคิด
ครูผู้หญิงเดินเข้ามาชะโงก ดูแผ่นระบายของแก้ม “สวยนะจ๊ะ ดอกไม้บนฟ้านั่นชื่อ ‘ลูคิส’ ตำนานว่าใครปีนไปใกล้พอจะขอเรื่องที่ในใจ…แต่ยังไม่มีใครทำได้ จริงไหม”
แก้มไม่ตอบ แค่เก็บสมุดลงกระเป๋า แววตาจิตนาการไปไกล หัวใจอัดแน่นเหมือนมีบางสิ่งเดินวนอยู่ข้างใน
อีธานเดินเท้าช้า ๆ บนสะพานซ่อมบำรุง ริมตึกโค้งขนาดใหญ่ ใช้บัตรพนักงานเปิดประตูสู่ห้องเครื่องเก่ามือสั่น เปิดลิ้นชักเจอสมุดโน้ตเก่า มีรูปถ่ายเก่าเหลืองซีดของเขากับภรรยาและแก้มในวัยสามขวบ ทุกหน้ามีบันทึกความพยายามของเขาที่เคยให้สัญญา ว่าวันหนึ่งจะพาทั้งครอบครัวไปเห็นดอกไม้บนนภา…
อีธานหลบมุมสูดลมหายใจ ปากกระซิบ “วันนี้แก้มไม่พูดกับเราอีกแล้ว…” ความเศร้ากัดกินในอก ก่อนความคิดจะลอยไปถึงคืนที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต อุบัติเหตุจากการทำงานซ่อมเครื่องยนต์ลอยฟ้าของภรรยา เรื่องที่แก้มไม่เคยพูดหรือถามถึงอีกเลยหลังจากนั้น
ในยามพักกลางวัน แก้มนั่งกินข้าวลำพัง วิวข้างหน้าคือมหานภากว้าง มองเห็นดอกไม้ลอยเรืองแสงไกล เสียงวีอานเพื่อนร่วมห้องเดินเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว “แก้ม…เปล่านะ ฉันไม่ได้จะยุ่งด้วย แค่ที่นั่งมันเหลือตรงนี้จริง ๆ”
แก้มเหลือบมอง เงียบ “ก็กินไป” วีอานยิ้มแห้ง หยิบข้าวมาคลุก “นายชอบเงียบแบบนี้ตลอดเลยหรือไง”
แก้มถอนใจ ไม่ตอบ วีอานก็เงียบเหมือนกัน แค่เสียงช้อนกระทบร่องจานบาง ๆ “ฉันว่านายกล้าอยู่คนเดียวเก่งดีว่ะ ฉันไม่ไหวหรอก”
ในห้องปฏิบัติการซ่อมบำรุง อีธานกำลังล้างเครื่องมือ มือยังสั่นเล็กน้อย หัวหน้าคนงานเข้ามาตบไหล่ “ภรรยานายเคยเล่าให้ฟังว่าคิดถึงดอกไม้บนนภา…เคยคิดพาลูกไปดูไหม?”
อีธานนิ่ง “ไม่รู้…แก้มไม่เคยอยากคุยเรื่องนั้น ทุกทีที่พูดก็เหมือนมันทำให้เขาเจ็บ”
หัวหน้าคนงานถอนใจ “งั้นหมอนี่ต้องเปลี่ยนอะไรซักอย่าง เรื่องอดีตปล่อยจนหยั่งราก ขนาดนี้แล้วจะยอมแพ้รึ”
เย็นวันนั้น แก้มกลับถึงบ้าน อีธานนั่งรอหน้าประตูห้อง แก้มเปิดประตูแต่ไม่พูดอะไร อีธานตัดสินใจ “แก้ม…คืนนี้พ่ออยากคุยด้วยหน่อยได้ไหม”
แก้มหยุดคิด นิ่ง “ถ้ามึงจะพูดเรื่องแม่ หนูไม่อยาก…”
อีธานยืนนิ่ง อึดใจ “…ไม่ใช่เรื่องแม่ จะชวนคุยเรื่องอื่น”
แก้มมองหน้า อารมณ์สับสน จังหวะเงียบอึดใจ แล้วเดินเข้าห้องทิ้งตัวบนเตียง ทิ้งหูฟังไว้บนหมอน อีธานถอนใจ ปิดประตูแล้วพิงกำแพง สายตาเต็มไปด้วยความหนักใจ
ค่ำคืนนั้น เมืองลอยฟ้ากระจายแสงเย็น แก้มลุกขึ้นกลางดึก เปิดหน้าต่าง เห็นดอกไม้เรืองแสงลอยใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนเข้ามาหาเธอ เธอเอื้อมมือเหมือนจะคว้าแต่คว้าไม่ถึง อยู่ ๆ มีเสียงบางอย่างแผ่วดังจากฟ้า เสียงอ่อนเบาเหมือนเรียกชื่อเธอ
แก้มหยิบสมุดเขียนคำถาม หัวข้อบันทึก “ถ้าปีนไปถึงดอกไม้พวกนั้น จะได้รู้ความจริงในใจหรือเปล่า?” รอยหยดน้ำตาซึมวงกลมไว้ในหน้ากระดาษ เธอซ่อนมันไว้ใต้หมอน
รุ่งเช้า สถานีข่าวรายงานข่าวดอกไม้เรืองแสงลอยเข้าใกล้เมืองลอยฟ้ามากกว่าทุกครั้ง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจเกี่ยวกับสภาพอากาศผิดปกติ แต่นักเรียนในห้องพูดกันว่าใครเห็นดอกไม้นั้นตอนใกล้จะได้เจอสิ่งมหัศจรรย์ในใจที่หายไป
วีอานถาม เสียงเบา “นายจะลองไปดูกับฉันคืนนี้ไหม?”
แก้มเม้มปาก “ทำไมถึงอยากไป…”
วีอานหยิบมือถือให้ดูแอป “เมื่อคืนฉันฝันเห็นแม่ เห็นดอกไม้ด้วย น่าจะหมายถึงอะไรบางอย่าง…เผื่อนายอยากลองหาอะไรกับฉัน”
แก้มลังเล นึกถึงสมุดใต้หมอน “…ถ้าเราขึ้นไปเจอกันจริง เธอจะขออะไร”
วีอานหัวเราะ “จะขอให้แม่กลับมาไหม?…แต่เหมือนมันคงไม่ได้ใช่ปะ ฉันเลยจะขอให้ตัวเองเลิกกลัวความเหงาก็พอ”
แก้มนิ่ง “…งั้นฉันจะลองไปดู”
เย็นวันนั้น ขณะพระอาทิตย์ลับฟ้า อีธานเปิดหน้าต่างทั้งห้อง ฟังเสียงดอกไม้เหนือฟ้า ดวงตาเต็มไปด้วยความคิด เขาหยิบสมุดจดของภรรยาออกมาเปิดดู ทุกรอยขีดเขียนคือความหวังได้กลับไปใช้ชีวิตกับลูกอย่างครบครันอีกครั้ง ภาพอดีตปะปนกับเสียงหัวเราะของแก้มวัยเด็กแว่วในหู น้ำตารื้นออกมา…
แก้มกับวีอานนัดเจอกันที่ทางเดินเลียบขอบตึกใหญ่ อุโมงค์ลมนั้นพัดเย็นเข้ามา วีอานหยิบเครื่องมือปีนเสริมแรงส่งให้ “เจ้าเครื่องนี้พ่อฉันแอบดัดแปลงใช้ปีนขึ้นไปได้อ่ะ ลองเลยไหม”
แก้มลังเล หัวใจเต้นแรง “ถ้ามีใครรู้…”
วีอานกระพริบตา “ก็อย่าให้ใครจับได้ เดี๋ยวพอถึงข้างบนแล้วค่อยคิดต่อ”
ทั้งสองปีนขึ้นไป ฝืนแรงลมและแรงโน้มถ่วงเทียม เสียงเครื่องมือทำงานแว่ว ๆ ดอกไม้เรืองแสงอยู่เหนือหัวเหมือนนำทาง เมฆเคลื่อนใกล้ขึ้น ใบหน้าของแก้มสะท้อนแสงฟ้า สีหน้าเธอปนระหว่างหวั่นไหวกับความตื่นเต้น
ด้านล่าง อีธานเปิดแอปติดตามดูตำแหน่งลูก เห็นจุดสีแดงกำลังลอยสูงบนขอบอาคาร ตาเบิกกว้าง ใจวูบ มือสั่นกว่าเดิม เขาคว้ากระเป๋าเสริมแรง รีบออกจากบ้านแทบไม่ทัน
บนความสูงเหนือเมืองลอยฟ้า เสียงลมหวีดดัง แก้มกับวีอานยิ่งปีนสูง ฝ่าทะเลเมฆที่บังแสง เสียงหัวเราะของวีอานกลบความกังวล “ไหวมั้ย!” แก้มพยักหน้ากระซิบ “อีกนิดเดียว” มือทั้งสองจับสายเซฟแน่น เหนือหัวคือดอกไม้เรืองแสงระยิบระยับ
จังหวะหนึ่งสายเซฟของแก้มดีดหลุด ตัวเธอร่วงเกือบหล่น วีอานตะโกน “จับฉันไว้!” มือคว้าทันพอดี ใจทั้งสองเต้นแรง เสียงเงียบแทรกเข้ามาในอากาศเหมือนหยุดทุกอย่างไว้
อีธานวิ่งฝ่าลิฟต์ พุ่งไปยังดาดฟ้าตึก ระหว่างที่ดอกไม้เริ่มลอยต่ำลงมาทาบกลางท้องฟ้า เขาเห็นร่างลูกสาวกับเพื่อนลอยอยู่ระหว่างเส้นแบ่งสองตึกสูง อีธานตะโกน “แก้ม! กลับมา!”