ดอกไม้ในวังเงา
เสียงฝนโปรยปรายกระทบกระจกเก่าในห้องรับแขก ฝุ่นหนาเตอะบนตู้ไม้โอ๊คดูเหมือนจะขยับตามแรงลมหอบ เงาดำเส้นเรียวของกระรัตทอดยาวบนพื้นราวรากเงียบที่แทรกซึมเข้าไปในมุมมืดของห้อง ทั้งหมดเป็นคืนธรรมดาของเธอในวังเงานี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หญิงสาวนั่งซักผ้ามือติดกัน แนบมือกับถังไม้ท่ามกลางกลิ่นเปียกหม่น เสียงหัวเราะหยันของสาวใช้คนอื่นลอยมาเป็นระยะ “อะไร จะใส่ซักแต่ผ้านะกระรัต เอาแต่ก้มหน้า กินข้าวยังกินแบบเบาๆ ฮ่า!” ไม่มีเสียงตอบรับ—เธอเป็นใบ้มาตั้งแต่จำความได้
คืนเดียวกันนั้น นาฬิกาดังตุ้งออกไปถึงโถงวัง ใต้แสงตะเกียง เจ้าชายเคียร์นั่งตัวตรง ป่วยผิวสีหม่นซีดดุจผ้าผืนเก่า ใครๆเรียกเขาว่า “เจ้าชายผู้ถูกลืม” เพราะเจ้าชายองค์รองในวังที่ไร้ผู้รุกเข้าใกล้นอกจากสาวใช้ไร้เสียงที่ยืนรอเสิร์ฟน้ำชา
เคียร์มองตากระรัตขณะเธอวางถาด หากสายตาคู่นั้นถาม: ทำไมเธอถึงไม่พูด? เธอก้ม แววตาข่มขืน ความกลัวประหลาดวาบผ่านสลับแววอ่อนโยน
เมื่อทุกคนไปแล้ว เจ้าชายกวักมือให้กระรัตเข้ามาใกล้ เธอชะงัก อย่างลังเล ยังกระชากหัวใจตัวเอง—แต่ขาก้าวไปช้าๆ
“ทำไมเธอไม่เคยมองหน้าใครเลย?” เขาเอ่ย เสียงพร่า ลมหายใจร้อน เธอสั่นเล็กน้อย เขาก้มต่ำกระซิบ “หรือเธอรู้ความลับของที่นี่?”
เธอสบตาเขา แวบหนึ่ง เหมือนเห็นเงาร่างปริศนาวับแวบผ่านหน้าต่างข้างหลัง ทันใดนั้นมีเสียงหล่นปังจากห้องด้านใน ทั้งสองหันขวับ นัยน์ตาเคียร์ฉายแวววูบกลัว วังนี้ไม่มีใครเดินตอนกลางคืน…นอกจากเงา
รุ่งขึ้น ฝนยังไม่หยุด พื้นหินลื่น กระรัตเดินแทรกหมู่สาวใช้หัวเราะ หยอกเอินกันเรื่องดอกไม้ประหลาดสีเลือดที่บานในสวนหลังวัง “เห็นไหมเมื่อคืน? มันบานตรงต้นไม้ต้องห้าม…”
อันนา สาวใช้ผมน้ำตาลตาโต ชวนกระรัตไปดู เธอกำถังผ้าแน่น พยักหน้าเงียบ อันนายิ้ม—เหมือนจะปลอบ “อย่ากลัวเลย ที่นี่มีแต่พวกเรา” เงียบไปอึดใจ “หรือเปล่า?”
ทั้งสองแอบย่องสวนหลังวัง ย่ำโคลนเปียก ใต้ต้นไม้เก่าแก่ ใบหนาทึบ คือดอกไม้สีแดงสดบานในความมืด กลิ่นหอมแปลกปะปนกลิ่นสนิม เจือเลือดเก่า กระรัตโน้มใบหน้าลงดูใกล้ๆ เห็นรอยมีดเล็กกรีดบนกิ่ง อันนาค่อยๆ ถาม “เธอเคยฝันร้ายมั้ยกระรัต?”
กลิ่นแปลกเริ่มทำให้หัวมึน แต่เธอส่ายหน้า อันนาเอื้อมมือจับมือเธอ “ดอกไม้นั่น น่ากลัวเหมือนฝันที่มันไม่จบ” ลมหายใจชื้นสั่นเคียงกัน สองสาวยิ่งแนบชิดแต่ต่างปกป้องบางอย่างในใจ
คืนนั้น กระรัตฝันประหลาด—ฝันถึงแม่ในเงาห้องเย็น เห็นผู้หญิงคุกเข่ากุมหน้าอก ใต้ต้นไม้ต้องห้าม มีกลิ่นดอกไม้ปะปนเลือดไหลอาบมือ กระรัตตื่นน้ำตาเต็มตา แต่ไม่มีเสียงกรีดร้องหลุดออกมาสักแอะเดียว
ตลอดเช้า เธอเงียบยิ่งกว่าเดิม เดินชนชายเสื้อเจ้าชายโดยไม่ได้ตั้งใจ น้ำชาในถาดสั่นจนหก เคียร์คว้าข้อมือเธอ ก้มลงมากระซิบ “เมื่อคืนเธอเห็นมันมั้ย?”
เธอสบตาเขาสั้นๆ แล้วสั่นศีรษะ เคียร์จ้องใบหน้าเธอราวจะค้นให้ลึก กระรัตกลัวจนหัวใจสั่น แต่ยังกัดฟันไม่แสดงออก หนุ่มซีดพึมพำ “ตรงต้นไม้…อย่าไปใกล้” แล้วปล่อยมือเธอ ก่อนหันหลังเดินหนีไป คำเตือนฝังในอกเธอแทบขาดใจ
เย็นวันเดียวกัน สาวใช้กลุ่มหนึ่งหายไป อันนาร้องไห้ฟูมฟาย เทียนไขดับทั่วโถงวัง เสียงฟ้าผ่าปัง ผนังสั่น คนเก่าแก่ร่ำลือ “วิญญาณต้นไม้หิวอีกแล้ว” เจ้าชายเคียร์กลับนั่งซึมบริเวณระเบียง เงาในสายตาเขาสะท้อนคล้ายรู้ชะตาทุกคนอยู่แล้ว
กระรัตตัดสินใจแอบเข้าไปหาเจ้าชายกลางคืน เดินฝ่าทางเดินเงามืดอย่างระวัง กระจกเงาที่ปลายทางเดินสะท้อนภาพผู้หญิงในชุดดำ ครู่หนึ่งเธอหยุด เดินอ้อมหลบ เอื้อมจะเปิดประตูห้อง เจ้าชายแต่กลับพบเจ้าชายนั่งอยู่ใต้หน้าต่าง อากาศแน่นหนาเหมือนกลั้นน้ำตา เธอชี้ไปทางสวนหลังวัง—แสดงอาการถามต่อ
เขาถอนหายใจ “ต้นไม้ต้องห้าม…คือเหตุผลที่เลือดใหม่ในวังนี้ไม่เคยอยู่นาน” เขาเอื้อมมือจะจับมือเธอแต่ลังเล กลับกำแน่นแทน “ฉันเองก็เคยเสียสิ่งสำคัญไว้ที่นั่น” น้ำเสียงปนเศร้า ซึมลึก ก้นบึ้งตากระรัตสะท้อนความกลัวของเขา
คืนต่อมา หญิงชราผู้คุมสาวใช้หายตัวไปกลางสวนหลังวัง คนในวังเริ่มหวาดผวา เสียงลือหนักว่าเงาดำในวังและต้นไม้แดงคือสิ่งเดียวกัน กระรัตกลายเป็นเป้าหมายของความรังเกียจเพราะอดีตเงียบปริศนาของเธอ
อันนาแอบค้นเอกสารเก่าเกี่ยวกับวังนี้ ขณะที่กระรัตเฝ้ามองต้นไม้ต้องห้ามตลอดคืน ใจสั่น กุมจี้เก่าไว้แน่นทุกค่ำ ทั้งคู่เปิดหนังสือโบราณพบชื่อตระกูล “คีรีวาวา” กับสัญลักษณ์ดอกไม้แดง พวกเขาชะงัก—รอยประทับในจี้ของกระรัตตรงกับราชวงศ์วังนี้
คืนนี้เอง ขณะที่เงามืดโรยตัวหนา มีเสียงลมหายใจสะท้อนในโถงวัง เงาดำสูงใหญ่เดินช้าๆ ผ่านหน้าต่างร้าง เจ้าชายเคียร์เหงื่อแตกพราว เดินฝ่าออกมาหากระรัตในสวนหลังพร้อมเทียนไขส่องนำ เขาพบเธอยืนตัวสั่นอยู่ใต้ต้นไม้ต้องห้าม
“ในที่สุด…ชีวิตฉันก็ถูกลากกลับมาที่นี่” เคียร์เอื้อมมือสั่นไปจับไหล่เธอ คุณสมบัติเลือดผสมในตัวเธอทำให้ต้นไม้สะท้าน ใบไม้แดงร่วงลงมาอาบแขนคู่นั้น เคียร์อดกลั้น “ก็เธอ…คือตัวเชื่อมของพลังกับคำสาป”
ฝนเริ่มตกหนัก เสียงรองเท้าวิ่งของหญิงสาว ชายหนุ่ม และอันนา มุ่งหน้าไปสู่จุดเดียวกัน ด้วยความเร็วเท่าเกลียวคลื่น กลิ่นโลหิตกับดินปลิวว่อน พวกเขาประจันกับต้นไม้ เงาดำสูงใหญ่ต้นเหตุโผล่เงาบนลำต้น เงาตานั้นราวมีชีวิต รอยยิ้มเย้ยหยันกับคำกระซิบแผ่วในสายลม “จงเลือกว่าใครจะเป็นผู้รอด”
เจ้าชายคุกเข่ากุมมือกระรัต เขาสะอื้น “เราไม่มีใครอีกแล้วนอกจากกันและกัน” อันนามองอย่างลนลาน ซ่อนมือที่มีเลือดติดปลายเล็บ “ผู้ให้คือคนถูกเลือก” เธอเอ่ยเสียงสั่น กระรัตกัดฟันแล้วคว้าจี้ขึ้นแนบอก
ต้นไม้สั่นสะเทือน แผ่นดินหนวดยุบ ดอกไม้แดงแตกกระจาย ลำต้นแยก เหมือนจะกลืนทุกคนเข้าไป กระรัตตัดสินใจผลักเจ้าชายและอันนาออกไป เธอยืนเดี่ยว ชูจี้ตรงหน้าต้นไม้ กรีดเลือดหยดลงดินด้วยมือสั่น ราวยอมถ่ายโอนความลับที่แบกไว้ตลอดชีวิต
แสงประหลาดฉายวาบ เงาดำสลาย แต่อดีตของเธอไหลพรั่งพรู เธอเห็นภาพแม่หลบหนี ซ่อนตัวในวังนี้เมื่อยังสาว ตระกูลเธอคือคนสุดท้ายของโบราณสถานวังนี้ เธอเข้าใจทันทีว่าทั้งหมดเกิดเพราะความรักและกลัวถูกลืมเลือน
เจ้าชายเข้ากอดเธอแน่น อันนายื่นมือมาวางบนหลัง “อย่าปล่อยให้มรดกกลายเป็นโซ่ตรวนเราอีก คนที่กล้าหยุดคำสาปคือคนที่จะสร้างแสงใหม่”
รุ่งเช้า ดอกไม้แดงหายไป ลำต้นไม้กลับกลายเป็นเขียวสดในรอบหลายสิบปี บรรยากาศเบาขึ้น คนในวังเริ่มยิ้ม คำกระซิบบางเสียงเงียบหายไปในเงา
กระรัตเปิดเสียงพูดครั้งแรก—เบาแต่มั่นคง แม้จะกระอักกระอ่วน คราบน้ำตายังค้างริมตา เจ้าชายยิ้มสั้นๆ อันนายืนพิงต้นไม้ใบใหม่ วังแห่งเงาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งภายใต้ความทรงจำและบทเรียนที่ไม่มีวันลืมเลือน