เสียงลมหายใจแห่งอวกาศ
แสงไฟสีขาวซีดบนผนังห้องโถงสะท้อนดวงตาเด็กนักเรียนสิบเจ็ดคน ทุกคนยืนล้อมกันอยู่กลางห้องควบคุมสถานีอวกาศ K-40 ซึ่งเดินทางออกนอกระบบสุริยะมาแล้วสองสัปดาห์ การสื่อสารถูกตัดขาด ไม่มีเสียงตอบรับจากศูนย์กลางวิจัยเป็นวันที่สาม ใบหน้าแต่ละคนลดบรรยากาศกระตุกตึงด้วยความกังวล ฝน—หัวหน้ากลุ่มหญิงผมหยักศก—เดินวนรอบโต๊ะ, เสียงหายใจแผ่วของเธอผสมเสียงเครื่องกลจังหวะเดียวกับแสงกระพริบบนจอมอนิเตอร์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราจะรออีกนานแค่ไหน?” ต้อม—หนุ่มหน้าตาคม ที่มักพูดเสียงแข็งแม้มือสั่นเล็กน้อย—เอ่ย หันไปปะทะสายตาน้ำเหนือที่ยืนกอดอกด้านหลัง เขาเอื้อมหยิบบัตรแสดงตัวผู้ควบคุมสัญญาณ แต่อย่าให้ความลับในใจปะทุออกมา
ฝนสูดลมหายใจลึก ดูแผงควบคุม “ถ้าระบบยังไม่ติดต่อกลับ พวกเราคงต้องออกสำรวจโซนหลัง ไม่งั้นออกซิเจนเหลือไม่ถึงสามวัน” เธอเอื้อมมือจับสายรัดนาฬิกาของตัวเอง กลั้นกลิ่นเหงื่อที่ซึมมาตามไรผม
สายตาภูมิ—เด็กชายผิวเข้มที่เงียบมาตลอด—เหล่มาทางประตูแอร์ล็อก “ถ้ามีใครออกไปเจออะไรแปลก ๆ? ถ้ามัน…ไม่ใช่แค่อุปกรณ์เสีย?”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ดาราตัวเล็กในชุดวอร์มสีน้ำเงินกลืนคำพูดไว้ก่อนหลุดหัวเราะแห้ง ๆ “หรือเราควรนั่งสวดภาวนาเผื่อพระเจ้าฟัง?”
เสียงหัวเราะขมขื่นไม่ช่วยทำอะไรดีขึ้น ต้อมตวัดข้อมือ หันขวับไปทางภูมิ “นายคิดว่ามีผีในอวกาศงั้นเหรอ?”
ฝนจ้องมองจอเบื้องหน้า ภาพกล้องจับความเคลื่อนไหวว่างเปล่า เธอกดปุ่มสั่งงานอีกครั้ง เสียงแจ้งเตือน “ระบบล็อกดาวน์ยังทำงาน” ดังก้อง
“เราต้องสำรวจเอง” ฝนไม่สนใจสายตาทุกคน “ใครจะไปเป็นทีมแรกกับฉัน?”
สายตาทุกคนหลบเลี่ยง ต่างมีเหตุผลของตัวเอง ต้อมถอนใจยาว “ฉันไป” น้ำเหนือยักไหล่ “ฉันด้วย”
สถานีเย็นเยียบเมื่อฝน ต้อม น้ำเหนือ สวมชุดสำรวจเดินออกสู่โถงทางเดินอันไร้แรงโน้มถ่วง เสียงหัวใจพวกเขาตอกจังหวะกับไฟกะพริบแดง พวกเขาล่องลอยไปกับความไม่แน่ใจ เสียงสนทนาถูกบีบให้สั้นเพราะอึดอัด
“เธอกลัวอะไรที่สุด?” น้ำเหนือถามเบา ๆ ขณะลอยผ่านช่องแคบ ฝนเม้มริมฝีปาก สายตาสั่นระริก “กลัวไม่มีวันได้กลับบ้าน…และกลัวต้องเป็นคนสั่งให้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ต้อมจ้องฝนผ่านหน้ากาก “ถ้าต้องเลือกระหว่างแก้ไขระบบหรือช่วยเพื่อน เธอจะเลือกอะไร?” เขาถามเสียงสั่นเล็กน้อยแต่พยายามให้หนักแน่น
ฝนนิ่งไป มือคว้าเชือกพยุงตัวในขณะที่ร่างหมุนไปตามแรงเฉื่อย “ขอฉันได้เลือกจริงเหรอ?” เธอเสียงแผ่ว “ในสภาพนี้ คงไม่มีอะไรถูกต้องไปหมดทุกเรื่อง”
เสียงลั่นของโลหะสะท้อนไปทั่วทางเดิน เหงื่อซึมฝ่ามือฝน ต้อมแอบโบกมือเป็นสัญญาณหยุด น้ำเหนือชะโงกดูหน้าจอตรวจจับ พบคลื่นความร้อนขยับ ‘ข้างหน้า’
“มันอะไรกัน?” น้ำเหนือลังเล ฝนกัดฟันแน่น แล้วลอยนำหน้าไปอีก ฝุ่นจาง ๆ ล่องลอยมาปกคลุมใบหน้าพวกเขา ทุกฝีก้าวดูเหมือนลมหายใจแผ่วเบาแห่งสถานีเองกำลังแฝงความลับบางอย่างไว้
ในจุดหมายสุดขอบทางเดิน ประตูโลหะบานใหญ่เปิดอ้า ภายใน ห้องเก็บอะไหล่ว่างเปล่า…แต่ มุมหนึ่ง มีรอยขูดลึกเป็นแนวยาวบนผนัง ผสมคราบสีดำแปลกประหลาด ต้อมยื่นมือ—มือสั่นแต่ฝืน—สัมผัสผนังแล้วชักกลับอย่างรวดเร็ว
“อย่าเพิ่งแตะอะไร” ฝนเตือน เสียงสะท้อนกลับมาตามช่องอากาศอย่างเคร่งเครียด น้ำเหนือคลำไฟฉายตามแสงและเจอกระดาษโน้ตเก่าขาดวิ่นเสียบในซอกตู้ “มันเขียนภาษาอะไร?”
ทุกคนเงียบ อ่านกลุ่มรอยขีดที่ถอดไม่ได้ ฝนพับกระดาษนั้น พับความกลัวแล้วคำรามในใจ “กลับกันก่อน”
เมื่อกลับมาห้องควบคุม เสียงพูดคุยแตกเป็นสองฝ่าย กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ามี ‘บางสิ่ง’ อยู่ในสถานีนี้ ยัยเซน—สาวผิวคล้ำแต่ใจถึง—โต้เสียงดัง “เราควรสำรวจเพิ่ม ไม่งั้นออกซิเจนหมดเราตายหมดแน่!”
อีกกลุ่มนำโดยต้น เด็กหนุ่มตาสั้นที่ไม่เคยไว้ใจใคร “สำรวจไปก็เปลืองทรัพยากร เสี่ยงเปล่า ๆ” เขายืนชิดหน้าต่างมองจักรวาลอันว่างเปล่า
ฝนสูดลมหายใจ หันไปหาร่างสูงของภูมิ “ถ้าเธอกล้าไปกับฉัน นายต้องพร้อมรับทุกอย่างที่เจอ” ภูมิซ่อนมือในกระเป๋า “ฉัน…เคยกลัวความมืด แต่ตอนนี้กลัวคนที่ไม่พูดความจริงมากกว่า”
แสงฉุกเฉินดับวูบ ทุกคนหยุดหายใจ แค่เสียงฝีเท้าเคลื่อนในเงียบ หนึ่งในกลุ่มหายตัวไป—แก้ว—ไม่มีใครรู้ว่าเธอเดินออกจากห้องตั้งแต่เมื่อไหร่
เสียงโต้เถียง เสียงสะอื้นประปราย น้ำเหนือหันมองฝน “เธอเชื่อในคำสาปมั้ย?” ฝนกลืนน้ำลายขม เธอยังจำวูบหนึ่งในสมุดบันทึกของสถานี ว่ามีบางอย่าง ‘ลอยรอบ’ นี้มาแต่แรก
กลางลมหายใจแห่งความสิ้นหวัง ฝนประกาศ “เราต้องหาตัวแก้ว” เธอตวัดสายตาแต่ละคน “ใครยังกล้าจะค้นหากับฉัน?”
เซนกับภูมิเดินตาม ฝน น้ำเหนือและต้อมอีกครั้ง คนที่เหลือรวมกลุ่มขยับหลบมุม เหลือไว้ความตึงเครียด กดดัน
โถงมืดมิด กลุ่มสำรวจเดินเงียบในเสียงหัวใจเต้นแรง พวกเขาถูกบีบคั้นด้วยความกลัว คำถามว่า “แก้วอยู่ไหน” กับ “อะไรคือความจริงของสถานี” ตีกันในแต่ละสมอง
เมื่อพวกเขาเดินถึงห้องเครื่องยนต์ ปรากฏรอยเลือดจาง ๆ ลากไปสุดมุม เซนกลืนน้ำลาย “นายไปดูเองเหรอ?” เธอถามเลี่ยงฝน
ฝนเม้มปากแน่น เดินล่วงหน้าไปยังประตู แสงไฟกวาดเผยอุปกรณ์เครื่องกลกระจัดกระจาย แต่ไม่พบแก้ว มีเพียงหมวกของเธอวางลง ขดตัวเป็นสัญลักษณ์แปลกตา
น้ำเหนือร้องเสียงหลง “นี่คือรหัส? หรือข้อความ?”
ต้อมย่อเข่ากระซิบ “เราไม่ได้อยู่คนเดียว” กลิ่นโลหะคละคลุ้ง สีหน้าของฝนเริ่มแข็งขึ้น แต่ในดวงตานั้นวูบผ่านความปริวิตก
เสียงประตูห้องควบคุมเปิดอีก เปรม เด็กชายตัวผอมวิ่งหน้าตื่น “มีอะไรบางอย่าง…อยู่ในท่อ!”
ฝนดึงทุกคนศูนย์รวมกลับ “ไป! เดี๋ยวนี้” เสียงฝีเท้าวิ่ง เป็นพายุแห่งความตื่นตระหนกที่เคลื่อนไปตามทางเดิน
ในห้องควบคุม กลุ่มที่นั่งคุมเครื่องบินถกเถียงกัน เสียงต้นดังลอดออกมา “มีใครเอาของในคลังอะไหล่ไป! ถ้าออกซิเจนหมดก็จบกัน”
ฝนเดินเข้า “อย่าทะเลาะกัน เราต้องรอดให้ได้!” เธอถือคติแน่วแน่แต่รอยแผลจากความกลัวโผล่ในน้ำเสียง
ภูมิก้มหัว “ฝน…ฉันคิดว่า ก่อนสัญญาณหาย เรารับข้อมูลจากอีกฝั่ง…อาจเกี่ยวกับสถานีนี้ ไม่ใช่แค่ระบบผิดปกติ” ฝนมองค้าง ประสานสายตา ต้อมถอนใจ “ลองเปิดแฟ้มลับในเซิร์ฟเวอร์ไหม?”
น้ำเหนือพยักหน้า ขณะฝนสั่งให้ภูมิแฮ็กเข้าระบบ ไฟแดงกะพริบ ภูมิพิมพ์รหัสมือสั่น ในจังหวะนั้น เสียงแปลกดังใกล้เรื่อย ๆ ที่ท่อระบายอากาศ ทุกคนหยุดนิ่ง
เปรมเริ่มร้องไห้ เงาเคลื่อนวูบหน้าจอ ยัยแก้วซึ่งสาบสูญไปก่อนหน้านี้ โผล่ร่างเข้ามาในห้อง—แต่เธอเงียบ ไร้เสียง ไร้แววตา เหมือนคนละคน