สายลมหายใจบนยอดเขาไฟ
แสงแดดอ่อนลอดผ่านขอบหน้าต่างไม้ของกระท่อมกลางหุบเขาไฟ หมู่บ้านริมผาพ่นกลิ่นลาวาเก่าแก่ในสายลม ทัน ยืนบิดขี้เกียจข้างเตียง เสียงไก่ขันกับเสียงกระดิ่งวัวจากข้างบ้านคลอเคล้ากันคล้ายดนตรีเช้า เขารอจังหวะใจเต้นช้าเพราะรู้ดีว่าวันนี้จักต้องเผชิญหน้าพ่ออีกครั้งเรื่องอนาคตที่มองไม่เห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาลงบันไดไม้ดังเอี๊ยด หญิงชราในครัวเงยหน้าขึ้น ยิ้มเจือความเหนื่อย ทันเดินเลี่ยงสายตาพ่อที่นั่งแท่นหินกลางลาน “กินข้าวก่อน เดี๋ยวตามนวีย์ไปดูสวนด้วยกัน” เสียงแม่พูดติดจะห่วงแต่กดไว้ด้วยน้ำเสียงเหนียมๆ
ตะวันเช้าหยอกล้อกับผิว นวีย์สาวผมยาวเดินใส่รองเท้าบูทเก่า ทว่าสะพายเป้ใหม่ใบเล็ก สีหน้าขรึม เธอกวักมือเรียกทัน “เฮ้ เมื่อคืนฝันประหลาดไหม?” ทันส่ายหน้า “เปล่า เราฝันไม่ค่อยบ่อย” นวีย์ยิ้มจางเหมือนมีบางอย่างอยากพูดแล้วก็เก็บไว้
ทั้งสองเดินฝ่านาขั้นบันไดเข้าสู่แนวป่าสน แผ่นหมอกคลุมดินราวผ้าผืนใหญ่ พวกเขาพูดคุยเรื่องเนื้อเพลงใหม่ของนวีย์ ก่อนเสียงหม้อแกงในบ้านลุงขาวแตกขึ้นฉับพลัน ชาวบ้านถอยกันวุ่น ทันมองหน้านวีย์อย่างลังเล เธอกระซิบ “เกิดอะไรขึ้น?”
บ้านลุงขาวเต็มไปด้วยเสียงโวยวาย วิสูตร ลูกชายลุงขาวตะโกน “พ่อล้มหายไปหลังเดินเข้าป่า! เห็นแต่รอยเท้า” ทุกคนจับกลุ่มสั่นกลัว ไม่มีใครกล้าเดินตามรอยเข้าไป หมู่บ้านนี้มีเรื่องเล่ามานานว่า ใครหายเข้าไปในแนวป่าลึกฝั่งตะวันออก จะไม่กลับออกมาอีกเลย
ทันขมวดคิ้ว “ไม่มีใครคิดจะช่วย?” นวีย์จับมือเขาแน่น แววตาฉายความหวาดกลัวลึกๆ เธอส่ายหน้า “ในป่านั้น…แม่เราเคยบอกว่าไม่ให้เข้า มันมีบางอย่าง เขาว่า…” เธอหยุด ทันรู้สึกอยากฝ่าข้อห้ามนั้น แต่ก็ลังเลระหว่างกฎเคร่งครัดกับเสียงหัวใจตนเอง
วันนั้นผ่านไปกับการประชุมชาวบ้าน เสียงผู้ใหญ่บ้านพูดสวนเสียงเด็กวิ่งเล่น “นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ใครเข้าไป ช่วยกันเฝ้าปากป่าไว้!” มีผู้นำเสนอว่าน่าจะไปคุยกับยายลิ้นจี่ แม่หมอแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องรู้เรื่องเก่าทั้งหมด แต่นวีย์หลบหน้าทุกครั้งที่เอ่ยชื่อยายลิ้นจี่
ค่ำลงเร็ว หมอกขาวคลืบคลาน ข้างกองไฟ ทันนั่งเคียงนวีย์ “นายกลัวไหม?” เธอถาม ทันกอดเข่า สะบัดหัว “กลัวสิ แต่ถ้าเป็นเราที่หาย ทุกคนก็คงปล่อยเหมือนกันสินะ” เขายิ้มขื่น เงียบจนความเกิดพริบตายาว นวีย์ลังเลจะพูดอะไรแต่กลับเพียงจับมือเขาไว้แน่นกว่าเดิม
กลางดึก ทั้งหมู่บ้านเงียบสนิท ทันได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วๆ ใต้หน้าต่าง เขาผวาขึ้นมาเห็นเพื่อนสาวในชุดคลุมยืนรอ นวีย์กระซิบ “ไปด้วยกันนะ เราต้องช่วยลุงขาว ถึงใครจะกลัวแต่เรา…” เธอชะงักมองพื้น “เรากลัวแต่ไม่อยากนิ่งเฉยอีกแล้ว”
สองคนลอบออกหลังบ้าน มุ่งหน้าเข้ายอดดอยใต้แสงจันทร์ สองคน หัวใจเต็มไปด้วยอารมณ์ผสมปนเป ไฟฉายสลับกับสายหมอก ทันถามว่านวีย์แน่ใจไหม เธอตอบสั้นๆ “ไม่เลย” สองเสียงหัวเราะปนประหม่า
เข้าแนวป่า ดวงไฟกระทบเงาแปลกในหมอก รอยเท้าขนาดใหญ่ปนรอยเท้าลุงขาวทอดยาวเข้าไป ทันพยายามมองไกลๆ แต่ใจกลับหวั่นสั่น นวีย์เดินนำ ทุกย่างก้าวเงียบงัน มีเพียงเสียงหายใจของทั้งสอง
กลางป่า พวกเขาเจอผ้าพันคอของลุงขาว ขยุ้มอยู่บนกิ่ง อากาศเปลี่ยนเป็นเย็นจัด ทันบอกให้กลับ นวีย์สั่นหน้า “ถ้าย้อนกลับตอนนี้ ทุกอย่างที่เรากลัวจะไม่หายไปสักที เราหนีมาตลอดแล้ว”
เสียงกระซิบล่องลอยมากับสายลม ทันจับเป้เสื้อแน่น นวีย์หลับตานิ่ง คล้ายท่องอะไรเงียบๆ เธอหยิบลูกปัดรูปหยดน้ำออกจากกระเป๋าแล้วกำไว้อย่างแน่น ทันมองอย่างสงสัย
ทันเอื้อมไปจับบ่านวีย์ “จริงๆ แล้วนายรู้ใช่ไหมว่าข้างในป่านี้มีอะไร” นวีย์เงียบอยู่นาน ก่อนถอนใจ “มีแต่คนที่กลัว และคนที่โกหกตัวเองว่ากล้า… นายเชื่อเรื่องคำสาปไหม?”
ก่อนที่ทันจะตอบ เสียงกิ่งไม้ด้านหน้าหักดังปัง ทั้งสองหยุดกึก เงาใหญ่โผล่สองจุด ขยับเข้ามาเรื่อยๆ นวีย์จูงมือทันหลบข้างพุ่ม ไฟฉายดับ ท่ามกลางความมืด เสียงหายใจหนักขึ้นเรื่อยๆ
ทันพยายามกลั้นใจ เงานั้นขยับเข้ามาใกล้ แต่แล้วมันกลับกลายเป็นวัวพลัดหลง ทั้งสองถอนหายใจพร้อมๆ กัน นวีย์หัวเราะเบาๆ อย่างเปี่ยมไปด้วยความกลัวและโล่งใจ
ทันเอ่ยขึ้น “ถ้าต่อไปนี้มีอะไรเกิดขึ้น เราจะพูดตรงๆ รับได้ไหม?” นวีย์หันมามองแววตาหนักแน่น เธอสบตาทัน “เราเคยโกหกเรื่องใหญ่กับนาย…ขอโทษนะ”
เสียงร้องครวญเบาๆ ดังแผ่วจากลึกกว่า ทั้งสองเดินจูงมือมุ่งหน้าไป ตามหาต้นเสียง จนมาถึงหลุมหลบใต้โคนต้นสน มันคือหลุมที่ซ่อนอะไรบางอย่างไว้
นวีย์หยิบลูกปัดในมือแนบกับหลุม พลันดินไหวเบาๆ ทันหน้าซีด “นาย…เอาอะไรมา?” นวีย์น้ำเสียงสั่น “แม่ให้ไว้…บอกว่าถ้ามีคนหายในป่า ให้เอามาคืนให้ ‘เขา’”
ทันคุกเข่า ช่วยขุดดินอย่างลังเล พวกเขาพบรอยเท้าขนาดเด็กแต่ลึกผิดปกติและเศษผ้าสีขาว นวีย์มือสั่น ทันพยายามรวบรวมสติพลันได้กลิ่นหอมประหลาดแรงขึ้น
กลุ่มหมอกจางเผยร่างชายแก่ในเงามัว ร่างนั้นเหมือนจะเดินข้ามโลกได้ เสียงแผ่ว “กลับบ้านไป…” ทันยืนอึ้ง ขาแข็ง ทว่านวีย์ตกใจร้อง “ลุงขาว!” ร่างนั้นมองนวีย์นิ่งนาน ก่อนพึมพัม “คำสาปยังไม่หมด ลูก…อย่ากลับมา”
ทันและนวีย์ยืนนิ่งกับคำพูดนั้น ร่างของลุงขาวค่อยๆ ละลายกับสายหมอก สองคนสั่นด้วยความกลัวแต่ยังรวบรวมสติ นวีย์ปล่อยน้ำตาอย่างเงียบๆ เธอพร่ำขอให้ทันอย่าทิ้งเธอเหมือนใครๆ ในอดีต ทันประคองเธอไว้แน่น แม้จะกลัวจนหัวใจเต้นรัว
พวกเขาค่อยๆ ออกมาจากป่า ทันตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดแก่ชาวบ้าน ท่ามกลางเสียงต่อต้านและความงุนงง ทุกคนต่างลังเลจะเชื่อหรือไม่ เงียบงันจู่โจมหมู่บ้าน
นวีย์กล้าเชิดหน้าบอกความจริงเรื่องคำสาปที่แม่ของเธอเคยเกี่ยวพันในอดีต เธอโทษตัวเองมานานว่าครอบครัวอาจเป็นสาเหตุให้คนหาย นวีย์ขอทุกคนให้อภัยหรืออย่างน้อยรับเธอไว้
ทันพูดกับผู้ใหญ่บ้าน “เราอาจเข้าใจผิดกันเองมาตลอด ว่าทุกอย่างผิดเพราะคำสาป ทั้งที่บางทีก็เพราะเราปล่อยให้คนที่เจ็บปวดอยู่ลำพัง” น้ำเสียงสั่น แต่หนักแน่นขึ้นกว่าที่เคยเป็น
คำพูดเหล่านั้นค่อยๆ เปลี่ยนบรรยากาศในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านหันไปกอดลูกชายและพูดเสียงเครือ “เราเลือกจะกลัวแทนที่จะกล้า แต่วันนี้เราควรเลือกจะให้อภัยและอยู่ร่วมกัน”
รุ่งเช้า หมอกเริ่มจาง ความลับเก่าแก่ถูกเปิดเผยพร้อมกับความกลัวที่ค่อยๆ สลายไป ทันและนวีย์เดินขึ้นไปมองยอดเขาไฟ มือกำลังกันแน่น สายตาเต็มไปด้วยความหวังใหม่
“นายจะไปจากที่นี่ไหม?” นวีย์เอ่ยเบาๆ ทันนิ่งคิดอยู่นาน “คงยัง…เราอยากอยู่เพื่อเรียนรู้ว่า ทุกอย่างที่เรากลัวจะจบหรือยัง” นวีย์พยักหน้ายิ้ม น้ำตาตกอาบแก้มราวกับถูกชำระล้างปมในใจไปด้วย
ท้ายสุด สายน้ำค้างเกาะยอดสนในหมู่บ้านที่ตื่นขึ้นมาใหม่ พร้อมกับแสงตะวันที่ลอดทะลุหมอก ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าอาจยังคลุมเครือ แต่ทันและนวีย์กลับกล้าที่จะก้าวต่อไป โอบรับอดีตและให้อภัยทั้งตนเองและกันและกัน