คําสาบสายหมอกแห่งหอพักขุนเขา
กลิ่นน้ำค้างผสมกลิ่นกรุ่นเหล็กเก่าในอากาศช่วงเช้า สายหมอกขาวกลืนทุกอย่างจนแทบไม่มีใครรู้ว่าตรงไหนจบระหว่างโลกกับฟ้า นาฬิกากำแพงในห้องล็อบบี้หอพักขุนเขากระชากความสนใจในชั้นวางรองเท้า เสียงมันก้องแข่งกับเสียงลากกระเป๋าใบเขื่องของ ‘ขุน’ เด็กหนุ่มตาเข้ม หน้าตาเคร่งครึม คิ้วย่นไม่ดูแลคนรอบข้าง เจ็บลึกฝังใจจากการตัดสินใจผิดในอดีตทำให้เค้าดูเหมือนกับจะรับมือกับโลกนี้ด้วยการเงียบเสียแทบตลอดเวลา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขุนลากกระเป๋าผ่านระเบียงแคบใต้แสงสลัว กำแพงทาสีขาวสะท้อนเงาหนาม เสียงฝีเท้าโดดๆ ดังกระทบใจ เขามองซ้ายขวาหาห้อง 403 ป้ายห้องถูกเขียนด้วยลายมือแปลก ๆ เหมือนตั้งใจล้อเลียนนักศึกษาที่เพิ่งย้ายเข้าใหม่ ขุนถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะจับลูกบิดหมุน
ภายในห้องมีชายหนุ่มผิวขาว ผมตั้งเต่อในชุดเสื้อยืดลายศิลปิน แววตากรุ้มกริ่มช่างพูด ‘หวาย’ มองเขาพร้อมรอยยิ้มตลก ๆ “มาก่อนเวลาซะอีกนะเรา ห้องนี้นอนตรงไหนเลือกเลย”
ขุนวางกระเป๋าเงียบ ๆ บนเตียงในสุดยังคงสีหน้าแข็งกร้าว หวายหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนทำเป็นหงุดหงิดใส่ “จะให้ช่วยไหม หยิบของเข้าตู้?”
“ไม่ต้อง” ขุนตอบเสียงต่ำสั้นทำให้หวายขมวดคิ้วแต่ไม่ว่าอะไรอีก เริ่มเปลี่ยนเรื่องชวนคุยเรื่องตลกในหอ ความขัดแย้งเงียบ ๆ ปะทะกันในอากาศ
ที่หน้าต่างเป็นเด็กหญิงมั่นใจในตา—‘บัว’—นำสมุดโน้ตกับมะม่วงเปรี้ยวมาวางบนโต๊ะ “อย่างกับบ้านผีสิง” เธอเอ่ยเบา ๆ “เมื่อคืนเหมือนมีคนเดินอยู่อีกฝั่งกำแพง ทั้งที่แถวนี้ผ่านไม่ได้”
หวายเบิกตาอย่างแปลกใจแล้วตีมุกต่อกลบความกลัว “ของแบบนี้อย่าไปคิดมาก เดี๋ยวก็ชิน”
แต่ขุนนิ่ง เงียบกว่าเดิม เงาชายคนหนึ่งในห้องน้ำสะท้อนตาในกระจกเงาเป็นเส้นสีเหงา เขานิ่งราวกับรอให้หมอกจางกระจ่างเหตุผลที่ย้ายมาไกลขนาดนี้
ช่วงสายๆ เสียงเจื้อยแจ้วในห้องอาหารหอพักเป็นจังหวะของคนใหม่ในเมือง บรรดานักศึกษาคนอื่น ๆ จับกลุ่มหัวเราะแซวกัน ขุนเดินเข้ามา หยิบกาน้ำร้อนอย่างระวังแต่มือไม้อ่อนแรง เห็นผู้หญิงสวมเสื้อกันฝนยืนเหม่ออยู่หน้าต่างอีกครา ริมฝีปากขมุบขมิบเหมือนบ่นกับตัวเองแล้วหายไปกับสายหมอก
“นั่นใคร…” ขุนถามบัวเสียงต่ำ เหมือนไม่อยากจะถามเลยจริงๆ
บัวลืมตากว้าง “ฉันเห็นเธอบ่อย อยู่ห้องข้างบนแต่ไม่เคยเจอใครพูดกับเธอเลย”
หวายแอบทำหน้าตลกระคนกลัว เหลือบตามองขุนแล้วพูดอ้อมแอ้ม “จะบอกว่า… คืนแรกนะ ได้ยินเสียงเหมือนคนครางเศร้า ๆ ข้างห้อง”
ความเงียบชวนอึดอัดเย็นวาบหนึ่งข้ามโต๊ะ เหมือนทุกคนยอมรับสิ่งแปลกปลอมที่แทรกอยู่ ทุกคนต่างหวาดกลัวแต่ไม่มีใครพูดชัดถ้อยชัดคำว่าสุดท้ายแล้วกลัวอะไร…ความลึกลับหรืออดีตตัวเอง
ค่ำวันแรกในหอพัก ท้องฟ้าถูกหมอกกลืนจนไม่มีดาว ระเบียงยาวทอดเงามืด ‘ขุน’ ยืนพิงกำแพง สบตากับภาพสะท้อนตัวเองในบานกระจกหน้าห้อง เสียงรองเท้าแตะเดินมาดังขาดช่วง ‘ต้น’ เด็กผิวเข้ม หน้าตาเงียบขรึมแต่นัยน์ตามุ่งมั่น อดีตนักกิจกรรมโรงเรียนใหญ่ เขาเป็นผู้ดูแลหอพักปีนี้ “อย่าออกไปเดินกลางหมอกตอนตีสอง เดี๋ยวจะมีคนหายอีก”
ขมวดคิ้ว ขุนถามน้ำเสียงเรียบ “อีก?”
ต้นสำรวจสีหน้าขุน ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “เมื่อสี่ปีก่อน มีนักศึกษาคนนึงหายไปในหมอก ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย”
บัวมาเสียบปลั๊กมือถือพอดี เหลียวหลังทันควัน “แล้ว…ไม่เคยเจอศพเหรอ?”
“ไม่รู้…แต่ชาวบ้านแถวนี้ว่า หอพักขุนเขามีคำสาป” ต้นพูดจริงจังจงใจมองหน้าขุน “ใครก็ตามที่กล้าท้าทายอดีตของตัวเอง ในคืนหมอกหนาคืนใด…อาจไม่ได้กลับมาอีก”
หวายนั่งที่พื้นหัวเราะแห้ง ๆ “เฮ้ย นี่มันนิทานเด็กกล่อมนอนเปล่า?”
ขุนขมวดคิ้ว วางมือบนขอบหน้าต่างราวกับอยากจะเรียนรู้อะไรจากอากาศเย็นยะเยือกที่ไหลลอดเข้ามา
คืนแรก ขุนนอนไม่หลับ จำเสียงหัวเราะสนุกสนานในล็อบบี้ไม่ได้เลย มีแต่ความเงียบและเสียงหมอกกระซิบ สิ่งที่หนักอึ้งในใจคือภาพใครบางคนจากอดีตที่เคยทรยศและทิ้งขุนไว้กลางความหวังที่หายไป เขาเผลอหลับไปบนเตียงที่เปียกเย็นเฉียบในความเงียบเกินจริง
เสียงเหล็กกระทบกันดังตึง ‘ขุน’ สะดุ้งตื่นกลางดึก เงาตะคุ่มในหมอกนอกหน้าต่างทำให้เขาผุดลุก ‘บัว’ ก็ลุกพรวดพราด เผลอจับแขนขุนเอาไว้ “เมื่อกี้เห็นมั้ย? มีคนเดินตรงลาน…”
ร่างผู้หญิงผมยาวเสื้อกันฝนสีซีดเดินเข้าสู่ใจกลางหมอกทีละก้าว สีหน้าหนักแน่นทีเดียวไม่หันกลับ จนภาพเธอเลือนไปหมด
หวายฝืนกลัวแล้วเล่นมุก “หรือแกจะลงไปพิสูจน์ซะเลยล่ะ?”
ขุนตบหน้าผากเบา ๆ ตัดความลังเล ก่อนตัดสินใจเดินออกจากห้อง บัวกับหวายแลกกันสบตาแล้วรีบวิ่งตามไปโดยไม่ได้พูดอะไร ทุกคนกลั้นหายใจกลัวว่าจะไม่ได้กลับห้องแบบเดิมอีก
บันไดไม้ส่งเสียงดังกึกกักทุกย่างก้าว ม่านหมอกเหนียวแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ขุนเดินไปข้างหน้า ใจเต้นรัวโดยไม่รู้สาเหตุ พึมพำเบา ๆ “ถึงเวลาเผชิญหน้าสินะ…”
ทางเดินนำไปสู่ห้องขึ้นชื่อว่า ‘ปิดตาย’ ที่ไม่มีใครกล้าแตะ ห้อง 410 มีกุญแจสนิมเขรอะ เขาเอื้อมมือจะหมุน ทันใดนั้นเสียงฝีเท้ากระทบกระเบื้องดังปัง! ประตูเปิดผาง เผยเด็กหญิงชุดขาวตาแข็งวาว “เข้ามาสิ…ช่วยฉันด้วย”
ทุกคนชะงัก หน้าเจื่อน หวายกระซิบ “อะไรเนี่ย…”
ขุนเม้มปากแน่นแล้วถอยหนึ่งก้าว แต่บัวยื่นมือไปแตะไหล่เด็กหญิง ทันใดเหมือนแรงลมหมอกหมุนรอบตัวทุกคน เย็นเฉียบลึกถึงกระดูก
สายหมอกไหลออกจากห้องอบชื้น กลิ่นอับปะปนกลิ่นร้างมาทรมานจมูก ภายในมีเพียงจักรยานเก่าขาดโซ่ ตุ๊กตาขาดขา และสมุดวาดรูปกระดาษเก่าเปื้อนน้ำ ขุนสังเกตชื่อในสมุด—“สุรีย์” ดวงตาเขาสั่นไหวกลับไปจำได้ว่าคนนี้คือชื่อใครบางคนที่หายไปในอดีต
ขณะทุกคนเงียบ บัวเปิดสมุดถึงหน้าสุดท้าย— บันทึกถูกเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ ว่า “ขอโทษ ฉันแค่เหงา อยากกลับบ้านแต่ไม่มีใครเห็นฉัน” หวายสบตาขุน สีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน “แก…รู้ใช่มั้ยว่าสุรีย์เป็นใคร”
ขุนกลืนน้ำลาย ไม่กล้ามองตาใคร “ฉัน…เคยรู้จักเธอ” เสียงเขาแผ่วสุดขีด เสียงลมหายใจทุกคนหนักขึ้นทันตา
กลางห้อง สายหมอกหนาขึ้น เงาร่าง ‘สุรีย์’ ปรากฏอยู่ตรงประตูด้วยน้ำตาหยดบนขอบคาง “แกเคยสัญญาว่าจะไม่ทิ้งฉัน แต่แกก็หนีไป”
ขุนเข่าอ่อน น้ำตาคลอ หลบตาทุกสายตา เงียบงันเสียจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแต่ละคนที่อัดอั้นเต็มอก
บัวถามเสียงจมูก “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ขุน”
ห้องเงียบ เหมือนทุกคนปล่อยให้เวลาเดินช้าลง ขุนมองเงาในบานหน้าต่าง “ฉัน…เคยทิ้งสุรีย์ตอนเธอต้องการใครสักคน ตอนที่เธอร้องขอให้ฉันอยู่…แต่ฉันกลัว ฉันห่วงตัวเองมากกว่า” เสียงของเขาเค้นออกมาทีละคำ เหลือแต่ความอับอายและเสียใจ
สุรีย์เดินเข้าใกล้ พูดโดยไม่สบตา “ในคืนหมอกนั้นฉันไปหานาย นายปิดประตูใส่หน้าฉัน ตอนฉันไปที่ลำธารนั้น ไม่มีใครตามออกมา ไม่มีใครสน ฉันหนาวจน…”
ขุนสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เพื่อนเงียบ ไม่มีใครกล้าแตะคำว่าตายอย่างเต็มปาก
ทันใดนั้นหมอกในห้องเริ่มหมุนวน น้ำจากปากลำธารไหลย้อนเอ่อพื้นเย็นเฉียบ ร่างสุรีย์ค่อย ๆ จางลงจนหลงเหลือแต่เสียงสะอื้นแผ่วในอากาศ
บัวน้ำตาซึม กระซิบ “ถ้าเป็นฉัน…ฉันคงกลัวจนหนีเหมือนกัน”
หวายเดินมาโอบไหล่ขุน “แกต้องให้อภัยตัวเองว่ะ” เขาพูดด้วยเสียงเบาอ้อมๆ กำมือแน่น
ขุนหันไปสบตาเพื่อนทั้งคู่ น้ำตาไหลเงียบ ๆ “แล้วเราจะช่วยสุรีย์ยังไง?”
ต้นเดินเข้าห้องมา สีหน้าจริงจัง “แกต้องพาเธอกลับบ้าน…แต่บ้านคือใจแกเอง ถ้าแกไม่ยอมรับอดีต หมอกนี้จะไม่มีวันจาง”
ขุนเม้มปากหนักแน่น เดินเข้าไปกลางห้อง สูดลมหายใจลึก “สุรีย์ ถ้าได้ยิน…ฉันขอโทษ ฉันรู้ความผิดของตัวเองแล้ว ฉันอยากให้เธอหลุดพ้น ฉัน…อยากให้อภัยตัวเองได้สักที”
สายหมอกจางลงชั่วขณะ เด็กหญิงยิ้มเศร้า ๆ ให้อภัยตัวเองและเพื่อนเก่า เสียงกระซิบของเธอลอยมาตามสายลม “ลาก่อน ขุน” ก่อนร่างเธอจางหายพร้อมกับหมอกแรกของฤดูหนาวที่ค่อย ๆ สลายไปทุกขณะ
ขุนนั่งลงกลางห้อง ร้องไห้ปานจะขาดใจ เพื่อนทั้งสองและต้นเดินมานั่งข้าง ๆ ไม่มีใครพูดอะไร ปล่อยให้ใจค่อย ๆ คลายความหนักอึ้ง
เช้าวันใหม่แสงแดดจาง ๆ แวบเข้ามาแทนที่หมอก ชายหนุ่มตาเข้มลุกขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก แต่ในแววตาอบอุ่นขึ้น บัวหัวเราะน้ำเสียงจริงใจ “ออกไปกินข้าวกันมั้ย?” หวายจิกกัด “ถ้าแกหายหน้าอีกจะลากกลับเอง!”
ต้นเดินตามหลัง “ปีนี้น่าจะไม่มีใครหายไปแล้ว”
ขุนหันกลับไปมองห้องเก่าแก่หน้าชั้นหนึ่งครั้ง ปล่อยให้สายหมอกบาง ๆ ลอยเอื่อย ๆ ไปข้างนอกแล้วเดินไปพร้อมเพื่อนด้วยหัวใจที่กล้ากว่าทุกเช้าในชีวิต