ลมหายใจใต้หิมะ
แสงไฟสีส้มจากโคมไฟถนนส่องกระทบเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนนอกหน้าต่างหอพัก แม้กลางวันจะเพิ่งล่วงเลยไปไม่นาน แต่ในเมืองหิมะนี้พระอาทิตย์ก็โดนกลืนหายอย่างง่ายดาย ท่ามกลางอากาศหนาวจนต้องยกคอเสื้อขึ้นคลุมแก้ม นักศึกษาสี่คนนั่งล้อมกล่องพิซซ่าเย็นชืดกลางห้องพักเล็ก ๆ ที่แออัดไปด้วยเสื้อกันหนาว แขวนไว้ตามเก้าอี้ยับ ๆ อย่างคุ้นชิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เงียบจังวะ…โตนท์หายไปไหนของเขาอีก” เสียงแพรลดังขึ้นเบา ๆ ขณะที่เธอหันไปมองนาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะ นิ้วชี้แตะริมฝีปากคล้ายจะห้ามใจไม่ให้พูดต่อ ริวกับโอมสบตากัน briefly โอมลอบถอนหายใจก่อนจะก้มจิ้มมือถือของเขาเล่น
“โตนท์บอกว่าขอไปสูดอากาศแถวหน้าอาคารเรียน จำได้ไหม…เมื่อคืนก็แบบนี้ละ” ริวตอบเสียงเบาเหมือนไม่อยากรบกวนความเงียบ
คำว่าเมื่อคืนทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป ช่องว่างในอากาศหนาวยะเยือกยิ่งว่างเปล่า แพรลหันไปมองร่องรอยรองเท้าบูทหิมะใกล้ประตู
“แต่เมื่อคืนเขาก็กลับมาใช่มั้ย วันนี้ชักนานไป…” แพรลว่าขณะขยับถุงมือในมือเหมือนไม่มั่นใจว่าควรทำอย่างไรต่อดี
เฟิร์นแค่ยิ้มบาง ๆ ไม่พูดอะไร เธอคอยแบ่งความคิดกับตัวเองมากกว่าคนอื่นอยู่ตลอด โอมหรี่ตา วางมือถือลงแล้วกระแอม “โทรหากันไหม?”
“เขาไม่รับสาย” ริวรีบตอบทันที มันคือความเงียบที่แฝงไว้ด้วยความวิตก แพรลเม้มริมฝีปากแน่น
เสียงหิมะนอกหน้าต่างดังเหมือนจะย้ำความเป็นจริงที่ยากเกินรับ แพรลตัดสินใจใส่เสื้อโค้ท “เดี๋ยวฉันไปดูเอง เฟิร์นไปกับฉันไหม?”
เฟิร์นลังเลเล็กน้อยแต่ก็ลุกขึ้นคว้า scarf ผืนหนาขึ้นมาคลุมตามด้วย
“โอมกับริวรอที่นี่นะ ถ้าโตนท์กลับ มาแจ้งด้วย” แพรลหันมาย้ำ เงาที่ทอดขวางไปตามพื้นห้องชั้นล่างประหนึ่งปริศนา เฟิร์นกับแพรลเดินฝ่าประตูลงสู่โถงหอพักอันเงียบเชียบ เสียงรองเท้าย้ำกับกระเบื้องดังสลับกับเสียงหายใจที่กลายเป็นไอขาวแบ่งเวลาผ่านชั่วขณะ
“เธอกลัวไหม?” เฟิร์นถามเบา ๆ ระหว่างเดินเบียดท่อนแขนกับเพื่อนสนิท แพรลส่ายหัวแต่แววตาสั่นไหว “แค่กังวล กลัว…ไม่รู้สิ กลัวอะไรกันแน่”
ทั้งคู่ฝ่าหิมะไปยังอาคารเรียนใหญ่ของมหาวิทยาลัย อากาศนอกอาคารทำให้ต้องหยีตาสู้ลมหนาว มือที่สอดเข้าในกระเป๋าจับจนแน่น
“โตนท์!” แพรลตะโกนสุดเสียง เสียงสะท้อนกลับมาสั้น ๆ ไม่มีเงาร่างใดในลาน พวกเธอมองหากันอยู่ครู่หนึ่งจนแตกความหวัง แล้วจึงตัดสินใจย้อนกลับ ภายในใจต่างคิดถึงเหตุร้ายที่บางทีก็เกินจะเอื้อมถึงด้วยตรรกะปกติ
ในห้องพัก ริวจ้องโทรศัพท์ค้างอยู่บนมือ “เพื่อนเราจะเป็นไรไหมวะ”
โอมเงียบไปนานก่อนจะพูดออกมา “ถ้าหาย…จริงจังขนาดนี้ ครั้งนี้มัน…แปลก ๆ จริง ๆ”
ความเงียบคลุมทับทุกความคิดเหมือนหิมะถล่มทับบ้านไม้เก่า ๆ กระทั่งเฟิร์นกับแพรลเปิดประตูเข้ามาอีกครั้งโดยไร้คำตอบ
“เจอไหม?”
แพรลส่ายหัว ถอดเสื้อโค้ทยื่นบนเตียง เฟิร์นวาง scarf เงียบ ๆ แล้วเดินไปเปิดหน้าต่างกระทบกับกลิ่นหิมะใหม่ “เขายังไม่กลับ” เสียงเธอถอดถอน ขาดปลายประโยค แสงไฟหัวเตียงส่องให้เห็นควันลอยจากลมหายใจเธอเพียงนิดเดียว
ช่วงเย็นนั้นทุกคนเงียบ กินข้าวกันไม่ลง ไม่มีใครคิดจะเปิดทีวี เพลงเก่าค้างที่ลำโพงบลูทูธถูกปิดไปตั้งแต่ตอนบ่าย พวกเขาตัดสินใจโทรหาอาจารย์ที่ปรึกษา
เสียงปลายสายห้วน ทรงพลัง “มีใครเห็นเขาครั้งสุดท้ายตอนกี่โมง?”
“บ่ายสองครับ…ที่โรงอาหาร”
อาจารย์เงียบ “ถ้าวันนี้หายไป ท่ามกลางหิมะ มันไม่ปลอดภัยเลย แจ้ง รปภ. เรียบร้อยยัง”
“ยังครับ”
“อย่าเพิ่งวุ่นวายกันเอง พรุ่งนี้เช้ารอฟังข่าว ถ้ายังไม่มีวี่แววค่อยแจ้งความ”
เมื่อวางสาย ทุกคนต่างตกอยู่ในความคิดของตนเอง ริวถอดแว่น มองไปที่รูปถ่ายกลุ่มกับโตนท์บนผนังห้องเป็นเวลานาน โอมกลอกตา “จริง ๆ มีอะไรที่เราไม่รู้รึเปล่าวะ…”
บรรยากาศเย็นยะเยือกยังคงกดทับ เสียงนาฬิกาเดินอย่างเชื่องช้า เหมือนทุกวินาทีคือการรอคอยที่ไม่มีที่สิ้นสุด
เช้าวันใหม่ อากาศเย็นลงกว่าเดิมหิมะยังไม่หยุดตก ในห้องอาหารหอพัก นักศึกษากลุ่มใหม่ ๆ พูดถึงการหายตัวไปของโตนท์อย่างสมเพชและหวาดกลัว ข้อความในไลน์กลุ่มวิ่งเป็นสายยาวเฟื้อย แพรลอ่านแล้วหายใจลึก “เราไม่ควรบอกใครเยอะกว่านี้ไหม เฟิร์น?”
เฟิร์นส่ายหน้า “บอกแต่เท่าที่จำเป็น มันแปลก จริง…เคยมีคนหายกลางหิมะมาก่อนมั้ย?”
ริวและโอมต่างนิ่งงัน ฝ่ายหนึ่งอยากขุดหาความจริง แต่อีกฝ่ายกลัวว่าคำตอบที่ได้จะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
ตอนสาย โอมแอบเดินไปยังอาคารเรียนคนเดียว ขณะเหยียบหิมะเคี้ยวยุบ หูได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาจากด้านหลัง
“โอม!” เสียงเรียกแผ่ว ๆ ทำให้เขาชะงักและหันกลับไป แพรลกับเฟิร์นวิ่งตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยให้เพื่อนลุยเดี่ยว โอมชะงักไปชั่วครู่ก่อนถอนหายใจแรง
“พวกนายกลัวอะไรนักหนา…ถ้าโตนท์เจอเรื่องไม่ดีขึ้นมาล่ะ…” เขาสั่นเทาในเสียงของตนเอง เฟิร์นยืนข้าง ๆ อย่างหนักแน่น มือกำกระเป๋าเป้แน่น
การค้นหาดำเนินต่อไป ไม่มีใครพบเบาะแสของโตนท์เลย ทั้งหิมะขาวโพลน…ทั้งรอยเท้าถูกซัดลบ ไม่มีร่องรอยใดให้ยึดเหนี่ยว
กระทั่งเย็นวันนั้น มีเสียงกรี๊ดลั่นหอพัก ดึงให้ทุกคนวิ่งตามเสียงนั้นอย่างไร้สติ ในห้องน้ำชั้นสอง รอยเลือดจาง ๆ เลอะพร่าตามพื้นกระเบื้อง เธอคนนั้น—ปีหนึ่ง—นั่งร้องไห้จนตัวสั่น
“ฉันเข้าไปล้างมือ แล้วเห็นอะไรแดง…ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
ริววิ่งตรวจสอบรอบ ๆ ไม่พบสิ่งใดนอกจากคราบเลือดจาง ๆ เป็นเส้นบางทอดยาวไปจนสุดห้องน้ำ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีกระเป๋า ไม่มีเครื่องแต่งกายของโตนท์อยู่ที่นั่นเลย
เสียงลมหายใจของทุกคนหนักขึ้น กลิ่นเลือดเจือมาในอากาศ ล่องลอยในขณะทุกคนเงียบกริบ โอมพูดทั้งที่ยังไม่หายใจปกติ “พวกเราต้องคุยกันตรง ๆ ได้ไหม…”
ห้องพักคืนนั้นเหมือนกลายเป็นโลกอีกใบ ริวเปิดประสบการณ์ใหม่ในฐานะผู้นำโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาจ้องตาเพื่อน ๆ ทีละคน “เคยมีเรื่องแปลก ๆ หรือปัญหาอะไรที่จริง ๆ แล้วไม่เคยอยากพูดใช่ไหม”
แพรลเลียริมฝีปาก เหงื่อตกบนหน้าผากทั้งที่อากาศหนาว “มัน…มันเกี่ยวกับคำสาปใช่ไหม เฟิร์น นายเคยได้ยิน—” เธอกระซิบเหมือนกลัวว่าอะไรบางอย่างจะได้ยิน
เฟิร์นลังเลดึงถุงผ้าขึ้นมากอดไว้แนบอก เธอเสียงสั่น “แม่ฉันเคยเล่า… ถ้าใครขโมยแหวนเงินที่ฝังอยู่ใต้หอ จะมีแต่เรื่องร้าย ๆ…มีคนหายตลอด แม่ไม่อยากพูดถึงเลย”
โอมส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่มีใครเคยเห็นแหวนนั่นจริง ๆ … แล้วถ้ามันเป็นแค่เรื่องหลอกเด็กล่ะ”
“แต่คนบางคนอาจอยากรู้จนยอมเสี่ยง…” เสียงแพรลขัดขึ้น เธอหันไปทางหน้าต่างอย่างมีจุดหมาย “โตนท์พูดตลอดว่าอยากลองขุดดู” ริวเงียบ “โตนท์ไม่ใช่คนงมงาย”
ความเงียบปกคลุม ทั้งหมดรู้ว่าความเชื่อกับความจริงต่างกันน้อยเกินไปในตอนนี้ ในใจทุกคนต่างเก็บซ่อนบาดแผล หวาดกลัวว่าอดีต—หรือความผิดบางอย่าง—อาจตามมาทวงคืน
คืนนั้นมีเสียงเหมือนมีบางอย่างลากผ่านทางเดิน ทุกคนหายใจพร้อมกัน เฟิร์นขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม แพรลจ้องตาไปยังประตูห้อง ริวกับโอมนอนห่างออกไปคนละมุม ตาไม่ยอมปิดลง ลมหายใจดังในห้องมากกว่าปกติ
“มันต้องมีเหตุผล…โตนท์ไม่ใช่คนแบบนี้” ริวกระซิบขณะตาค้าง
“หรือเขาอาจมีความลับที่เราไม่เคยรู้…” โอมตอบเบา ๆ แล้วห้องทั้งห้องก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
เช้าใหม่ พวกเขาตัดสินใจช่วยกันสืบสวน ทุกคนเริ่มทบทวนพฤติกรรมของโตนท์ในช่วงหลัง รอยร้าวปรากฏชัดขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายเก็บอะไรไว้บ้าง โอมเริ่มกล่าวหาแพรลว่าใกล้ชิดกับโตนท์เป็นพิเศษ แพรลสวนกลับด้วยน้ำเสียงประชดอย่างเห็นได้ชัด “นายก็กับเขาเหมือนกัน ใช่รึเปล่า?”
เฟิร์นทนไม่ไหวลุกพรวด นัยน์ตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำ “โตนท์…เขาเคยสารภาพกับฉันว่าเขารู้สึกผิดกับบางอย่างในอดีต… เขาเอ่ยว่าจะชดเชย…”
เสียงนกกระทบหน้าต่างห้อง ทำให้ทุกคนสะดุ้ง เงาสะท้อนหิมะขาวนอกหน้าต่างยิ่งขยายความอ้างว้าง ทุกคนตัดสินใจจะขุดหาคำตอบเอง ทั้งสี่ออกไปใต้ถุนหอพักแม้อากาศหนาวจัด หิมะบดบังทุกอย่างแต่กระนั้นก็พบว่ามุมใต้บันไดมีร่องรอยพลั่ว recent เล็ก ๆ ราวกับมีใครขุดอะไรบางอย่างเมื่อคืน
“ถ้าเขาขุดแหวนจริง…?” ริวพูดไม่ออก ดวงตาทุกคนเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
โอมก้มลงแตะดิน ใบหน้าซีดเผือด “นี่มัน…กลายเป็นมากกว่าตำนานไปแล้วว่ะ”
เสียงไซเรนจากรถตำรวจดังแว่วมาไกล ๆ พวกเขายืนล้อมกันเป็นวงแคบ ฝีเท้าเด็กหอพักเริ่มมุงดู
ตำรวจเดินตรวจรอบพื้นที่พร้อม รปภ. อาจารย์ที่ปรึกษามาถึงด้วยสายตาเหนื่อยล้า “เด็กกลุ่มนี้…เห็นอะไรผิดปกติไหม”
โอมกลืนน้ำลาย “ตรงนี้เขาขุด…เมื่อคืนครับ”
ตำรวจพยักหน้า ผู้ใหญ่นำพลั่วตัวจริงมาขุดเร่งมือ หิมะถูกกวาดเป็นกองขาวริมทาง… กระทั่งพบกล่องเหล็กสนิมเก่าฝาหลุด ท่ามกลางอากาศเย็นจนมือชา ทุกสายตามองแน่นิ่ง ข้างในกล่องมีเพียงแหวนเงินขึ้นผื่นและกระดาษเหลืองซีดเขียนด้วยหมึกจาง
แพรลเป็นคนหยิบขึ้นอ่าน น้ำเสียงเคร่งเงียบ “ถ้ามีใครขุดแหวนนี้…สิ่งจะสูญหายคือสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต”
ความเงียบคล้ายพายุหมุนผ่าน ทุกคนแต่ละคนต่างนึกถึงสิ่งที่สำคัญกับตนเอง… โตนท์อาจได้สูญหายไปเพราะความอยากรู้หรือความผิดในใจลึก ๆ ทั้งเพื่อนทั้งพ่อแม่ต่างเงียบงันในพิธีกรรมสั้น ๆ ของตำรวจ ก่อนแยกย้ายแพรลลอบถามเฟิร์นด้วยเสียงพร่า “เธอ…คิดว่าโตนท์ยังมีโอกาสกลับมาไหม”
เฟิร์นมองหิมะ ลมหายใจของเธออยู่นิ่ง “ฉันไม่รู้…แต่ถ้าเปลี่ยนอะไรได้ ฉันจะไม่เลือกความอยากรู้นำหน้าหัวใจ”
คืนนั้น ริว เฟิร์น แพรล และโอมนั่งล้อมกัน ไม่มีเสียงพิซซ่า ไม่มีแสงทีวี มีเพียงแสงเทียนเล็ก ๆ กลางห้อง เสียงของแต่ละคนเปล่งออกมาทีละน้อย ริวยอมรับต่อหน้าทุกคนว่า แม้เขาจะเป็นคนใจเย็นที่สุด แต่เขาก็อิจฉาโตนท์ เขาเคยพูดแย่ ๆ ใส่โตนท์ในวันสุดท้ายนั้นจนไม่กล้าพูดขอโทษ
แพรลสารภาพว่าเธอเคยแอบอ่านข้อความลับในมือถือโตนท์เพราะไม่ไว้ใจ เฟิร์นร้องไห้โฮออกมา เสียงแตกพร่า “ถ้าพวกเราซื่อสัตย์กันกว่านี้ บางทีทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปโดนไม่ต้องเสียเขาไป”
โอมลุกเดินมาทางหน้าต่าง มองออกไปยังท้องถนนเงียบเหงา “เรากำลังโดนคำสาปหรือแค่ผลของการไม่ซื่อสัตย์ต่อกันเองวะ?”
คืนถัดมา หิมะยังตกเหมือนเดิม เสียงลมหวนทั้งเมือง บนเตียงแต่ละคนลืมตาค้าง ทุกคนในกลุ่มเจอฝันเดียวกัน—โตนท์ยืนอยู่กลางลานหิมะแต่ไม่เอื้อนเอ่ยอะไรเลย มองพวกเขาอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะหายไป
แต่เมื่อเช้ามาถึง ตำรวจโทรมาอีกครั้ง ศพของโตนท์ถูกพบข้างกำแพงสนามเด็กเล่นเก่า… ไม่มีรอยแผล ไม่มีร่องรอยดิ้นรน มีแต่รอยยิ้มจาง ๆ ภายใต้หิมะบาง ๆ และแหวนเงินที่วางข้างร่างเขา
เสียงสะอื้นของเฟิร์นดังสุดห้อง แพรลร้องไห้ โอมเดินออกจากห้องไปจนหายลับ ริวโถมตัวลงกับข้อศอก น้ำตาเปื้อนกระดาษโน้ตบนโต๊ะ ทุกคนเศร้า ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาอีกแล้ว
วันที่โตนท์ถูกนำร่างไปประกอบพิธี ฝนกับหิมะเปลี่ยนผสมกัน ฟ้าสว่าง หมอกบาง ๆ ผ่านหน้าต่างมหาวิทยาลัย ริวเดินเข้าไปสบตากับอาจารย์ผู้แก่ชรา “เขาต้องการให้เราเรียนรู้จากสิ่งนี้ใช่ไหมครับ…”
“การสูญเสีย ยากกว่าไขปัญหาเสมอ” อาจารย์กล่าวเบา ๆ
หลายวันผ่านไป กลุ่มเพื่อนแยกย้ายกันไปตามเส้นทางใหม่ แต่ละคนเติบโตขึ้นจากความผิด ความกลัว และความรักที่ไม่เคยเอ่ย โอมเริ่มเขียนบันทึก แพรลกล้าตรงไปตรงมากับหัวใจตัวเอง เฟิร์นมุ่งมั่นจะซื่อสัตย์กับทุกคนที่เธอรัก ริวไม่หนีความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป
แสงสุดท้ายของฤดูหนาวสะท้อนผ่านหน้าต่างหอพักพลางลูบไล้ใบหน้าทั้งสี่ที่ยังเหลือ รอยยิ้มและคราบน้ำตาผสมบนโต๊ะเก่า พวกเขายังคงอยู่… เติบโตขึ้น… ภายใต้หิมะที่ยังไม่ละลาย และความทรงจำของโตนท์ที่ฝังอยู่ในทุกลมหายใจ