แสงในม่านหมอก
อากาศยามเช้าที่หมู่บ้านภูตะวันเย็นเยือก หมอกขาวหนาหนักพัดผ่านบ้านไม้ชราตามไหล่เขา สิงห์สะพายกระเป๋านักเรียนเดินลุยฝ่าหมอกไปยังป้ายรถสองแถว ตอนเดินสวนกับคุณตาอ้น คนขับรถสองแถวประจำหมู่บ้าน เขาเงยหน้าขึ้นสบตาชั่วครู่ ไม่ได้พูดอะไร ต่างฝ่ายต่างชินกับความเงียบอึ้งของกันและกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าเฉื่อยชาดังแทรกเข้าไปในความเงียบในจังหวะเดียวกับเสียงกิ่งไม้ไหว สายตาของสิงห์เหลือบไปเห็นเงาของดาริน เพื่อนหญิงผมสั้นผู้มีใบหน้าคมเข้ม เธอยักคิ้วให้เขาน้อย ๆ ทัดผมหลังใบหู แล้วเอ่ยเบา ๆ “นายฝันร้ายหรือเปล่าวะ คืนนี้ฟ้าดูประหลาดนะ”
สิงห์ไปไม่เป็น แววตาหลบเลี่ยง เขาฝืนหัวเราะ อ้อมแอ้มตอบ “เปล่า แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
จู่ ๆ ผลึกน้ำค้างตกกระทบใบสน หยดลงเสื้อยีนส์ของสิงห์ เสียงประกาศรถสองแถวดังกลบบทสนทนา ทั้งสองก้าวขึ้นรถไปโดยไม่พูดต่อ เบาะไม้เก่า ๆ สะท้อนเสียงร้องไห้แผ่วเบาจากด้านหลัง คือนาวา เด็กชายเงียบขรึมในแว่นใหญ่ เขานั่งกอดกระเป๋าแน่น มองออกไปนอกหน้าต่าง คล้ายว่ากำลังตามหาอะไรในม่านหมอกที่ไม่มีสิ้นสุด
ทั้งสามคนลงรถหน้าโรงเรียนภูกว้าง เสียงกริ่งแผ่วดังรับเช้าวันใหม่ เพื่อน ๆ สมัครสมานหัวเราะกันกลบเสียงลมหนาว สิงห์เดินแยกไปที่โต๊ะข้างหน้าต่าง ดารินตามมานั่งข้าง ๆ ชะเง้อมองนาวาที่หยิบนิยายสืบสวนขึ้นมาอ่าน
“นาวา อ่านอะไรอยู่?” ดารินชะโงกไปถาม เสียงขาดเอื้อนเอ่ยปกติ
นาวาเหลือบตามอง ไม่ตอบทันที เขาเอาหนังสือลง เงียบไว้ครู่ ก่อนจะพูดเบา ๆ “เล่มนี้…เขียนถึงคนที่หายไปในหมอก เหมือนแถวบ้านเรา”
คาบเรียนแรกผ่านไปอย่างยากเย็นสำหรับสิงห์ สมาธิไม่เข้าที่ ครูสยามพูดช้าชวนง่วง สิงห์หันออกหน้าต่าง จ้องม่านหมอกที่ปกคลุมหมู่บ้านเสมอช่วงฤดูนี้ ใจเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย
เสียงโทรศัพท์สั่นกระตุกในกระเป๋าใต้โต๊ะ สิงห์แอบเปิดดูข้อความที่ส่งมาติด ๆ ‘ไปเจอที่สนเก่าหลังเลิกเรียน’ ดารินส่งมา
หลังโรงเรียนเลิก พวกเขากลับมาที่เนินต้นสนเก่าซึ่งอยู่ริมทางเดินกลับหมู่บ้าน ต้นสนยักษ์ยืนต้นในหมอก เดินเข้าไปใกล้ ๆ กลิ่นเรณุกลางดินชื้นคลุ้ง สิงห์ทำท่าไม่กลัว แต่อาการหายใจถี่ ๆ บอกว่าเขากังวล ดารินมองเขา ปากจะพูดแต่ลังเล
“นาวา มานี่สิ” ดารินหันไปเรียกนาวาซึ่งยืนรอห่าง ๆ
นาวาเดินมายืนข้าง ๆ เอื้อมมือขุดลงดินใต้ต้นสน สักพักพบกล่องเหล็กเก่า ๆ มีสนิมจับแน่น สิงห์ใจเต้นแรงเมื่อกล่องนั้นถูกเปิดออกมาเงียบ ๆ
ข้างในมีเศษกระดาษสีซีด ๆ และเครื่องรางไม้แกะสลักแปลกตา สิงห์สัมผัสเครื่องรางนั้นด้วยมือที่สั่น “ของใคร?”
นาวาเอ่ยเสียงต่ำ “เขาว่ามันเป็นของที่ต้องสาป… ใครถือแล้วไม่คืนจะ ‘หายไป’ เหมือนลุงไกร…”
ดารินกัดริมฝีปาก ตัวสั่น เธอมองสบตาทั้งสองคนด้วยความหมายลึกซึ้ง “ถ้าเราช่วยกัน อาจหาทางแก้คำสาปนี้ได้… หรือ…จะลองเสี่ยง?”
สิงห์ใจแข็งพอจะเอื้อมจับเครื่องรางโดยไม่พูดอะไร เครื่องรางนั้นเบา อุ่นกว่าที่คิด แปลกใจตัวเองที่ไม่ปล่อยทิ้ง
คืนนั้น หมอกปกคลุมแน่นจนเห็นแสงไฟในบ้านแค่ราง ๆ สายลมพัดกระทบหน้าต่างห้องสิงห์ เขานอนไม่หลับ ลุกขึ้นเปิดผ้าม่าน มองต้นสนไกลลิบ
โทรศัพท์สั่น ‘หลับหรือยัง’ ดารินทักมา สิงห์ลังเลจะตอบหรือไม่ สุดท้ายก็แค่พิมพ์ ‘ยัง’
เวลาผ่านไป สิงห์ได้ยินเสียงแปลก ๆ ราวกับมีใครเดินใต้หน้าต่าง เขาชะโงกหน้าดู ไม่มีอะไรนอกจากเงาต้นไม้ เครื่องรางในลิ้นชักเหมือนจะสั่นเอง คืนนั้นเขาฝันเห็นแสงประหลาดและเสียงเรียกเบา ๆ จากผู้หญิงในม่านหมอก
เช้าวันถัดมา สิงห์พบว่าตัวเองพูดน้อยลงกว่าเดิม ระหว่างกินข้าวสมาชิกในบ้าน—แม่และน้องสาว—แค่สบตากัน ชามข้าวใส่ต้มจืดเคลื่อนผ่านโต๊ะด้วยความอึดอัด เหมือนมีกำแพงบาง ๆ กั้นอยู่
กลางวัน ริมรั้วโรงเรียน ดารินกวักมือเรียกสิงห์มาคุยเป็นส่วนตัว นาวายืนฟังเงียบ ๆ “นายตกลงจะเอาไงกับเครื่องราง กับ…กับลุงไกร?” ดารินถามสูดลมหายใจลึก
สิงห์เม้มปาก นึกถึงการหายตัวไปลึกลับของลุงไกรเมื่อสองปีก่อน ไม่มีใครในหมู่บ้านกล้าพูดถึง
นาวาเอื้อมมือวางบนไหล่สิงห์เบา ๆ “บางที กุญแจของเรื่องนี้อาจอยู่ในอดีต—ของบ้านนายเอง…”
คำพูดนั้นหนักแน่นเกินวัย สิงห์ใจสั่น
ช่วงบ่าย สามคนแยกย้ายกลับบ้าน สิงห์รีบกลับห้อง พลิกค้นตู้เก็บของเก่า กล่องไม้ใบหนึ่งตกลงมา ในกล่องมีภาพถ่ายขาวดำของชายคนหนึ่งหน้าตาคล้ายพ่อสิงห์ในวัยหนุ่ม เขียนหลังรูปว่า “ผู้ถือแสง”
รอยปากกาจาง ๆ ข้างรูป ‘แสงแท้ในใจคน—เท่านั้นที่พาออกจากหมอก’ สายตาสิงห์แข็งค้าง หัวใจเต้นรัว
คืนนั้น กลางหมอกขาวจัด มีเสียงใครบางคนเดินวนรอบบ้าน สิงห์ค่อย ๆ ย่องออกนอกบ้าน เครื่องรางในกระเป๋ากางเกง เขาฝ่าหมอกไปหาต้นเสียง พลันทันใด เห็นเงาหญิงสาวร่างโปร่งในชุดโบราณยืนใต้ต้นสน แสงเย็นบนตัวเธอฉายชัดในหมอก
“ไม่ต้องกลัว” เสียงเธอแผ่วเบาแต่มั่นคง “อย่าปล่อยมือจากความจริง นายต้องจำให้ได้”
สิงห์ยืนนิ่ง ตัวแข็งกลัว หญิงปริศนาเพียงยิ้มและจางหายเข้าไปในหมอก ปล่อยเด็กหนุ่มร่างสั่นอยู่ลำพัง ท่ามกลางความเงียบลึกของราตรี
วันถัดมา สิงห์เล่าเหตุการณ์คืนก่อนให้ดารินกับนาวาฟัง เสียงในวงสนทนาเคร่งขรึม ดารินกอดอก ถอนหายใจห้วน ๆ “ถ้าเครื่องรางต้องคืนใครสักคน ก็คงคนในบ้านนาย”
“แต่จะทำยังไง มันหายไปนานแล้ว…” นาวาพูดเสียงอ่อน ในแววตาซ่อนแววกลัว
บ่ายวันนั้น พวกเขาไปที่เรือนเก่าลุงไกร กุญแจประตูขึ้นสนิม สิงห์กลั้นใจไขเข้าไป กลิ่นอับและควันธูปคลุ้ง นาวาเดินไปเปิดหน้าต่างช่วยให้แสงลอดเข้ามา ดารินหันไปดูโต๊ะไม้ พบสมุดเก่าปกขาด ๆ ขีดเขียนเต็มไปหมด
สิงห์พลิกเปิดดู ข้างในมีจดหมายฉบับหนึ่ง เขียนว่า “ใครถือแสงในใจ ผู้นั้นจะพ้นหมอก” ด้านล่างเซ็นชื่อ ‘ไกร’
เสียงไม้ลั่นใต้เท้า ทุกคนชะงัก มีเงาขาวเลือนในกระจกบานตรงมุมห้อง สิงห์เดินเข้าไปเงียบ ๆ จ้องมอง เงานั้นในกระจกคล้ายลุงไกร—หรือร่างของคนที่หายไปในหมอก
เขายื่นเครื่องรางไปหาเงาในกระจก จังหวะที่มือเกือบสัมผัส กำแพงหมอกนอกหน้าต่างปั่นป่วน มีเสียงกระซิบว่า “อย่าปล่อยให้ความกลัวปิดแสงในใจ”
สิงห์หอบหายใจ รีบกอดเพื่อนทั้งสองคนแน่น ดารินน้ำตารื้น “เราจะช่วยกัน…เราจะไม่กลัว”
บรรยากาศอึมครึมจางลงทันที มีแสงบาง ๆ รอดผ่านม่านหมอกเข้ามาในบ้าน สิงห์ค่อย ๆ ปล่อยมือจากเครื่องราง ใจสั่นแต่แน่วแน่
หลังวันนั้น สิงห์กล้าสบตาผู้คนมากขึ้น เขาเริ่มพูดกับแม่และน้องสาว เอ่ยถึงเรื่องลุงไกรอย่างเปิดเผย แม้ยังไม่มีใครแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่หายไป แต่ไม่มีใครรู้สึกต้องกลัว ‘คำสาป’ แบบเดิมอีกแล้ว
ฤดูหมอกถัดมา สิงห์ ดาริน และนาวา นัดพบที่ต้นสน พวกเขาถือเครื่องรางกลับไปฝังที่เดิม ต่างมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบา ๆ สายตาสิงห์เต็มไปด้วยความหวัง ท่ามกลางแสงละมุนที่แทรกผ่านม่านหมอกเข้ามา