ผีเสื้อติดกรงเหล็ก
ดำขลับไปทั่วอากาศยามเช้าทำให้หมอกบางลอยกรุ่นคลุมหมู่บ้าน สัตว์ปีกเพิ่งเริ่มเปล่งเสียงเบา ๆ ตามรั้วไม้ มันเป็นเวลาเดียวกับที่ “ชมพู” ยืนควั่นพู่กันบนผืนผ้าใบเก่าใกล้หน้าต่างบ้าน ร่างเธอยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกลิ่นหญ้าเปียก เธอเงยหน้าแทบไม่รู้ตัวเมื่อเสียงร้องแหลมของ “ขวัญ” เพื่อนสนิทตั้งแต่ประถมดังขึ้นตรงมุมสนามหญ้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รีบไปสิ! วันนี้พ่อเรามีปลาช่อนให้แบ่งนะ ชมพู! อย่ามัวช้า!” ขวัญส่งเสียง เรียวปากยิ้มมีเสน่ห์ฝังในดวงตาของเธอ
ชมพูขมวดคิ้ว พยักหน้าช้า ๆ เธอเหลือบตามองข้อมือขวาของตัวเอง มีรอยขีดสีน้ำเงินจาง ๆ เหมือนภาพจำฟุ้งในหัว — ความรู้สึกเสียดแทงที่มักเกิดขึ้นเวลาอยู่กับขวัญเสมอ มันเป็นความรู้สึกที่ชมพูไม่กล้าสารภาพออกไป
ทั้งสองเดินเคียงกันลงทางลูกรังเลาะขอบทุ่ง นกกระจิบบินเฉียดศีรษะ ขวัญหัวเราะเสียงดัง ดวงตาเปล่งประกาย เอื้อมหยิบดอกหญ้าโยนใส่ชมพู ทว่า เงาสะท้อนความเยียบเย็นบางอย่างในแววตาขวัญ ทำให้ชมพูขยับตัวเล็กน้อยเหมือนมีกำแพงระหว่างกัน ทั้งสองเดินมาหยุดตรงหน้าบ้านไม้ท้ายหมู่บ้าน บ้านหลังนี้ว่ากันว่ามีผี เรื่องเล่าที่เด็ก ๆ เอามาขู่วันฝนพรำ
“กล้าเข้าไปรึเปล่า?” ขวัญถาม แววตาคมกริบ
“บ้านนั้นสกปรกจะตาย กลัวเชื้อราซะมากกว่า…” ชมพูฝืนยิ้ม ตอบตะกุกตะกัก ซึ่งก็เป็นข้ออ้าง เธอไม่เคยกลัวผี — เธอกลัว “บางอย่าง” ที่ไม่มีชื่อ
ขวัญหัวเราะเยาะ ก้าวฉับ ๆ เข้าไปด้านใน ทิ้งชมพูยืนลังเลอยู่หน้ารั้วไม้ผุ ๆ เสี้ยววินาทีต่อมา เสียงเรียกสั้น ๆ ก็ดังขึ้นจากในร่มเงาบ้านร้าง
“ชมพู! เข้ามาสิ มาดูอะไรนี่!”
ภาพทุกอย่างหยุดนิ่งในหัวชมพูชั่วขณะ เธอตัดสินใจเดินตามเข้าไป ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนน่าเวียนหัว
ผ่านช่องประตูสีซีด กลิ่นอับฟุ้ง ผืนน้ำขังในถัง สนิมเกาะตามตะปู บรรยากาศขู่เข็ญให้ทุกฝีเท้าเรียวแข็งทื่อ ขวัญยืนอยู่กลางห้อง แสดงของบางอย่างในมือ — กล่องไม้เก่าสลักลายผีเสื้อ
“นี่อะไรน่ะ?” ชมพูถามเสียงแผ่ว ทั้งอยากรู้และไม่อยากรู้ในเวลาเดียวกัน
“ลองเปิดสิ” ขวัญว่าพลางยื่นกล่องมา ดวงตาสีดำสนิทของเธอฉายแววขบขัน แต่แฝงความเศร้าไว้ลึก ๆ
ชมพูลังเล ก่อนจะค่อย ๆ เปิดฝากล่อง… มีผีเสื้อสีฟ้าสดสองสามตัวปลิวออกมากระพือปีกใส่แสงแดดรวมทั้งผงฝุ่นโปรย เหตุการณ์สั้น ๆ นั้นฝังลึกในใจ ทั้งสองยืนมองกันนิ่ง ๆ เสียงผีเสื้อสั่นปีกเบาหวิว มันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนจะหยุดนิ่ง
“ขวัญ เรากลัว…” ชมพูพูดไม่จบ เพราะขวัญหัวเราะขัดขึ้นมาก่อน — คล้ายปกปิดบางอย่าง
—
แก้วตาแม่ขวัญเอียงแสงโค้งครามตอนบ่าย หัวค่ำครั้งนั้นข่าวลั่นว่าขวัญหายตัวไป ไม่มีใครพบเจอเธออีก ชาวบ้านพากันจุดตะเกียงเดินหาทุกสะพานไม้ ตะโกนชื่อเธอใต้ร่มไผ่ ใคร ๆ ก็คิดถึงเหตุการณ์หลอน ๆ ที่บ้านไม้ท้ายหมู่บ้าน ชมพูนิ่งงันในห้องตัวเอง ไม่กล้าออกไปพบใคร กระจกหน้าต่างสะท้อนภาพหยดน้ำตาไหลเงียบ ๆ
ฝันร้ายตามหลอกเธอทั้งคืน ภาพฝ่ามือล่องหนสัมผัสใบหน้า กลิ่นผีเสื้อ กล่องไม้เก่า ความรู้สึกผิดกัดกินใจวูบแล้ววูบเล่า
รุ่งอรุณวันถัดมา พ่อขวัญเคาะประตูบ้านชมพูเสียงดังก้อง เธอลงไปเปิดอย่างไม่เต็มใจ ดวงตาพ่อขวัญแดงก่ำ “ชมพู! เธออยู่กับขวัญคนสุดท้าย… จำอะไรได้ไหม?”
ชมพูอยากจะโกหก แต่อาการมือสั่นกับเสียงแผ่วเบาทำให้แค่ก้มหน้า “หนู… หนูเห็นขวัญเดินเข้าบ้านไม้ท้ายหมู่บ้าน หนู… ขอโทษค่ะ”
ในแววตาคนนั้นมีทั้งความผิดหวัง เศร้า และไม่ไว้ใจ
หลังจากนั้น ทุกคนในหมู่บ้านเริ่มมองเธอเปลี่ยนไป เด็กคนอื่นเริ่มกระซิบกระซาบลับหลัง ระหว่างพักกลางวันที่โรงเรียน พักนึงเพลงเสียงกระซิบแว่วถึงหูเธอ
“แกล้งกันสนุกดีเนอะ…” “ชมพูอยู่กับขวัญ ถึงขวัญหาย…” “เห็นว่าเล่นของด้วยนะ”
เสียงกระซิบนั้นบาดลึกเหมือนมีดปลายทู่ ๆ ชมพูพยายามเมิน ไม่สู้สายตามองเยาะของเพื่อน
เมื่อเดินข้ามทุ่งกลับบ้าน เธอหันหลังเจอตะวัน — เด็กหนุ่มผิวคล้ำ ผู้เงียบขรึมที่ใคร ๆ ต่างคิดว่าแปลก ไม่มีใครคบ แต่ตะวันกลับยืนดักหน้าเธอ
“ชมพู…” เขาพูดเหมือนจะลังเล “บ้านไม้ท้ายหมู่บ้านนั่น… เมื่อคืนมีคนแปลก ๆ แอบเข้าไป เราเห็นแสงไฟด้วยนะ”
ชมพูเงยหน้า ตะวันดูไม่ล้อเลียนเหมือนคนอื่น น้ำเสียงจริงจังจนใจเธอสั่น
“ใคร…”
“ไม่รู้ แต่น่ากลัว” ตะวันสบตา เงียบ วางมือที่ไหล่ชมพูแผ่วเบา “อย่า… อย่าเพิ่งกลับไปที่นั่นถ้าไม่จำเป็น”
ชมพูพยักหน้า น้ำเสียงตะวันทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ทว่าในหัวใจยังเต้นแรงด้วยคำถามและกลัวตัวเองจะทำอะไรผิดซ้ำอีก
คืนนั้น ชมพูนอนกระสับกระส่าย ภาพผีเสื้ออยู่ในหัวไปหมด ราวกับได้ยินเสียงปีกกระพือแผ่ว ๆ ในความมืด เธอจ้องเพดานขาวในห้อง สะกดกลั้นใจไม่ร้องไห้จนสุดท้ายก็ผล็อยหลับไปในพายุความคิด
—
วันที่สองของการหายตัว ทุกอย่างรอบตัวเหมือนถูกกดทับ — ตำรวจเข้ามาตรวจค้นพื้นที่ร้าง วุ่นวายอยู่หลังทุ่ง ขวัญยังคงไร้เสียงไร้เงา
แม่ชมพูเฝ้ามองลูกสาวจากกลางครัว แววตาเป็นห่วงแต่ก็อ่อนแรง เธอต้มข้าวต้มจนหอมไปทั้งบ้าน — ทว่าชมพูกลับกินไม่ลง มือเย็นเฉียบ
ตอนสาย ชมพูตัดสินใจเดินไปหาตะวันอีกครั้งที่สวนข้างบ้าน
“เมื่อคืนเห็นอะไรอีกหรือเปล่า?”
“ฝัน… เหมือนฝันว่าใครบางคนจ้องเรา” ตะวันที่สายตาดูสุขุม เหมือนฝากอะไรในเสียงนั้น
“เธอกลัวมั้ย?” ชมพูถามเบา ๆ
“กลัว… แต่เราอยากรู้ ว่าขวัญเป็นอะไร…”
ชมพูเม้มริมฝีปาก รู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอกลัวที่สุด ไม่ใช่ผีศพ แต่เป็นความจริงที่อาจเปิดบาดแผลเก่าของตัวเอง
แมวขาวเฉียดร่างผ่านฝ่าเท้า ลมหวิวงส่งกิ่งไม้กระทบหน้าต่าง ใบไม้ร่วงลงพื้น เงียบราวกับหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านหยุดหายใจ
—
เช้าวันใหม่เสียงรถยนต์วิ่งช้า ๆ มาแต่ไกล ที่หน้าบ้านชมพู รถสายตรวจจอดลง ตำรวจนายหนึ่งเดินตามแม่ชมพูเข้าไปด้านใน
“คุณแม่คะ หนูจะไปดูบ้านไม้กับตะวันแป๊บนึงได้มั้ย?”
แม่ชั่งใจนานก่อนจะพยักหน้า นางลูบศีรษะลูกสาว “อย่าไปนานนะลูก ถ้าเห็นอะไรผิดปกติ กลับมาทันที”
ชมพูเดินออกไปพร้อมตะวัน ลมพัดแรงขึ้น ต้นข้าวเขียวไหวราวโบกมือลา หลังบ้านร้างเหมือนแลบลิ้นท้าให้พวกเขาเข้าใกล้ขึ้นทุกที
สองคนเดินเคียงกันเงียบ ๆ ท่ามกลางเสียงขลุกขลิกของแมลงตามพงหญ้า
“เราว่ากล่องผีเสื้อต้องซ่อนบางอย่าง — ทำไมถึงมีแต่ขวัญถึงเห็น?” ตะวันกระซิบเมื่อเข้าใกล้ระเบียงบ้าน
ชมพูครุ่นคิด สายตาไม่กล้าสบตาตะวัน “เมื่อก่อนขวัญเคย… เห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น เราสองคนรับรู้คล้าย ๆ กัน แต่มันแสบ… เหมือนมีใครบางคนแอบอยู่ใต้ผิวเรา”
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานพับดังยามที่ชมพูดันประตูบ้านร้าง มันเปิดออกยอมให้เดินเข้าไปอีกครั้ง แสงแดดยามเช้าสาดส่อง ฝุ่นฟุ้งในอากาศ
กลางห้องโถงนั้นไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากกลิ่นบางอย่าง กลิ่นน้ำหอมเก่า — เหมือนกลิ่นผีเสื้อที่ชมพูจำได้ติดจมูก