ชมรมแมว (เกือบวุ่น) วายบูรณะ
เสียงกริ่งเปลี่ยนคาบยังไม่ทันจาง กันต์ก็โดนลากตัวเข้าห้องปกครองกลางโรงเรียน ทุกครูพร้อมหน้าพร้อมตา ขณะที่กันต์สาวแว่นจอมคิดมากเริ่มจินตนาการไปถึงสารพัดบทลงโทษ สีหน้าคุณอรวี หัวหน้าปกครองคล้ายจะบอกว่าครั้งนี้ซวยกว่าเดิม “เธอกับเพื่อน ๆ อีกสองคนทำชมรมแมวใช่ไหม?” เสียงคุณอรวีเอ่ยขึ้น กันต์มองซ้ายขวาเห็นเมศ—คนเอื่อยที่วันไหนก็เหมือนไม่ได้นอน และเฟิร์น—สาวแฮนด์บอลใจกล้า หน้าหงอ ๆ เหมือนกันหมด
“ผมไม่ได้สมัครนะครับ ครู ผมแค่เซ็นชื่อผิดไปเฉย ๆ” เมศว่าเสียงเบา “อ้าว! ฉันต่างหากที่งงว่าชื่อฉันไปอยู่ในใบสมัครได้ไง” เฟิร์นสวนทันที ไม่ทันขาดคำ คุณอรวีพูดตัดบท “จะสมัครด้วยเหตุผลไหนไม่เกี่ยว! งานนี้ถ้าไม่ฟื้นฟูชมรมแมวได้ในหนึ่งเดือน—พวกเธอถูกพักการเรียนทุกคน”
กันต์ถึงกับกลืนน้ำลาย เสียงกริ่งเปลี่ยนคาบรอบใหม่ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบ
“มันเคยมีแมวจริง ๆ เหรอ?” กันต์ถามตอนหลบมุมโรงอาหาร ทั้งสามยืนหน้าถอดสี “เค้าว่าคุณครูรองผู้อำนวยการเคยเลี้ยงแมว แล้วชมรมนี้ก็ไว้ดูแล…แต่แมวหายหมดตั้งแต่โรงพลเก่าถล่มเมื่อปีก่อน” เมศพูดลากเสียง “กติกาคือ ต้องมีโปรเจกต์เกี่ยวกับแมวโชว์หน้าเสาธง แถม…ต้องมีแมว!” เฟิร์นนับนิ้วแล้วถอนหายใจ กันต์เอามือกุมขมับทันที คนที่กลัวสัตว์ขนฟูน้อยที่สุดในกลุ่มก็เธอนี่ล่ะ
เมศซึ่งดูสงบกว่าจริง ๆ กำลังวาดแปลนสมมุติห้องชมรมในสมุดระบายสี “เอาน่า เราตั้งชมรมทิพย์ก็ได้มั้ย ลองหาแมวแถวนี้มาก่อน”
เฟิร์นพูดขำ ๆ “ถ้าเอาแมวสามสีของเจ้แทรกข้างโรงอาหารมาได้จะให้ค่าขนมหนึ่งร้อย” ทั้งสามจึงเริ่มแผนแรก—ออกตามหาแมวย่านโรงเรียน
“ฮัลโหล?” กันต์โทรหาญาติที่บ้านอยู่ใกล้ ๆ “พี่เอื้อมยังเลี้ยงแมวอยู่มั้ย ขอยืมมาหนึ่งตัว—แค่วันเดียว!”
แต่คำตอบคือ “เอาน้องปิ่นไปได้ก็เอาไปเลย ขอให้มันไม่กัดใครก็พอ”
วันรุ่งขึ้นเอง “น้องปิ่น” แมวเปอร์เซียแก่หน้าขรึม ก็เข้ามาอยู่ในห้องชมรม แต่แทนที่จะเชื่อง น้องปิ่นกลับข่วนจนเฟิร์นร้องเสียงหลง
“เอ้า มันไม่ชอบโรงเรียน!”
“มันไม่ชอบโลกนี้รึเปล่า” เมศยกกระเป๋าขึ้นกันก่อน
สุดท้าย กันต์เลยเสนอให้เอาน้องปิ่นกลับไป “เดี๋ยวครูเห็น…ชมรมโดนพักทั้งคนทั้งแมวแน่ ๆ”
วันต่อมา เมศบ่นระหว่างปั่นจักรยานไปรอบโรงเรียน “ถ้างั้นเราจะหาแมวที่ไหนละ ไม่มีแมวก็ต้องหาโปรเจกต์ให้มันดูมีสาระมาก ๆ เข้าไว้ไหม”
เฟิร์นหัวเราะ “ถ้ามีแมวปลอมได้ ฉันจะเอาแมวโมเดลใส่ชุดนักเรียนไปโชว์หน้าเสาธง”
“หรือ…เราจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแมว?” กันต์คิดมากจนทำสมุดเลอะหมึก
“จะดีเหรอ เดี๋ยวดูเหมือนไร้สาระ” เมศแย้ง
“ชมรมแมวเปิดพื้นที่ให้คนเลี้ยงหมาเข้ามาร่วมกิจกรรมดีไหม?” เฟิร์นเสนอแบบประชด ทันใดนั้นเมศหยิบโทรศัพท์ขึ้นพิมพ์อะไรบางอย่างเร็วจี๋ “เราประกาศรับสมัครแมวชั่วคราวดีกว่า!”
ไม่กี่นาทีต่อมา โพสต์ประกาศ “รับรับสมัครแมวร่วมโปรเจกต์” ในกลุ่มนักเรียนก็เกิดขึ้น ผลคือ—มีแต่เพื่อนล้อกลับ ด้วยข้อความหลากหลาย
เวลาผ่านไป หนึ่งสัปดาห์ ชมรมแมวที่ไม่มีแมวกลายเป็นหัวข้อล้อเลียนประจำโรงเรียน บางคนส่งตุ๊กตาแมวมาแซว บางคนฝากแมวเซรามิค บางคนส่งรูปแมวมีม แต่แมวจริง ๆ สักตัวก็ไม่มี
“รู้สึกเราถูกแกล้งซะมากกว่า” กันต์ถอนหายใจ ขณะดูของที่เพื่อนแกล้งเอามาวาง “ดูแผ่นซีดีแมวเต้นนี่สิ!” เฟิร์นหัวเราะคนเดียว
เมศนั่งเฉย ๆ ก่อนพูด “ถ้าบังเอิญมีแมวหลงเข้ามาละ?”
“เอ้า แล้วจะรอแมวตกหลังคารึไง?” เฟิร์นขยี้หัว
ทันใดนั้นเมศเหลือบเห็นป้ายประกาศบริเวณโรงอาหาร “ประกวดคลิปวีดีโอแมว หัวข้อ แมวในโรงเรียน”
สามคนสบตากัน “เอาวะ จุดนี้เราต้องมีแมวจริง ๆ”
“เราจะสร้างแมวปลอม!” กันต์พึมพำระหว่างเดินไปห้องชมรม ตัวเธอตาบวมเพราะคิดมากมาทั้งคืน “ฉันจะทำแมว AI แบบโฮโลแกรม!”
“เธอทำเป็นเหรอ?” เฟิร์นถาม
“ไม่น่าจะทัน ถึงทำได้ก็ผิดกฎ” เมศโยกหัวอย่างเซื่องซึมสุดขีด
“คนจริง แมวจริง งานเกือบจริง ทุกสิ่งจริงใจ” กันต์พาดพิงป้ายชมรมที่แขวนแถลงการณ์อยู่ “หรือจะปลอมตัวเป็นแมว!” เฟิร์นเสนอประชด เมศหัวเราะก๊าก
“โอ๊ย อย่าเลย เดี๋ยวเข้าใจผิดกลายเป็นคลิปไวรัลในกลุ่มครู”
วันถัดมา มีเสียงร้องแมวแว่วจากหลังโรงอาหาร สามคนรีบวิ่งไปเจอแมวโปร่งบางตัวหนึ่ง แน่ใจว่า “แมวจริง!”
“อย่าเพิ่งรีบตื่นเต้น แมวชาวบ้านแน่ ๆ” เมศแย้ง
“ลองเรียกมาดูก่อน”
เฟิร์นค่อย ๆ ยื่นไก่ฉีก คิดว่าแมวต้องชอบ แต่แมวกลับเดินหนีเฉย กันต์ว่า “สงสัยมันกลัวกล้อง”
“หรือมันรู้ว่าเรากำลังหมดหวัง” เมศแซว
ทั้งสามล้มเหลวในการจับแมวและเอามาถ่ายคลิป ผล—ต้องนั่งแต่งเรื่องเล่าเรื่องแมวแทน
ในวันประกวดโปรเจกต์หน้าเสาธง กันต์กังวลมาก มือเย็นเฉียบ เฟิร์นพยายามเท่สุดชีวิต ส่วนเมศแกล้งสัปหงกอยู่ข้างเวที
ทันทีที่ครูอรวีเดินมา “ไหนแมวของพวกเธอ?”
กันต์รีบส่ายหน้า “แมวซ่อนตัวครับ มันขี้อายมาก”
“ภาพแมวก็ได้ ขอให้มีความเกี่ยวข้อง”
เฟิร์นหยิบภาพแมวที่เพื่อนล้อมาแปะอีกรอบ ยืนพรีเซนต์หัวข้อ “ความหมายของแมวต่อโลกร่วมสมัย”
เมศเปิดเสียงแมวร้องจากมือถือ พูดอู้อี้ว่า “แมวกับเสียงในใจคนเรา มันเหมือนกันนะครับ”
ครูอรวีขมวดคิ้ว “ถ้าฉันไม่ฟังเสียงแมวพวกเธอ คงอดหัวเราะไม่ได้แล้ว!”
ทันใดนั้น เฟิร์นเกิดปิ๊งไอเดียกลางอากาศ “เราเป็นแมวเองได้ไหม…” แล้วก็ลงมือ—แสดงละครสั้นชื่อ “แมวจูเนียร์แห่งชมรมบูรณะ” โดยเฟิร์นเล่นเป็นแมว ทีแรกกันต์กับเมศอายจนเหงื่อตก แต่เมื่อได้จังหวะ ก็ผลัดกันเสริม—เฟิร์นกลิ้งตัวร้องเหมียว กันต์ทำท่าหวงโซฟา เมศสวมบทแมวหิวมาม่ากลางเวที
เสียงหัวเราะจากเพื่อน ๆ เริ่มดังขึ้น
ครูอรวีถาม “คิดได้ยังไง!”
“เราเข้าใจแมวจากการลงมือเป็นแมวครับ” กันต์ตอบตะกุกตะกัก
“เออ…ก็สร้างสรรค์ดี”
วันรุ่งขึ้น ชมรมแมวได้รับรางวัลชมเชยด้าน “การประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์” กันต์ถอนหายใจ แต่รู้สึกโล่งในหัวใจ “จริง ๆ มันก็ดีเหมือนกันนะ เอาตัวรอดแบบนี้”
เมศงัวเงีย “มีแมวไม่มีแมว สุดท้ายก็เป็นชมรมของเพื่อนกัน”
“รอบหน้าทำชมรมหมามั่งดีกว่า” เฟิร์นขำ
“นี่เธอจะหนีอีกแล้วเหรอ” กันต์แกล้งทำเสียงขู่
สามคนหัวเราะขณะเดินลงบันไดโรงเรียน ทิ้งท้ายด้วยเสียงแมวร้องดังขึ้นจริง ๆ จากทางหลังโรงอาหาร สุดท้าย…แมวตัวที่ทุกคนหา กลับเลือกมานั่งข้าง ๆ พวกเขาเฉย ๆ—ไม่มีใครตั้งใจจับต้องไม่มีพิธีรีตอง เรื่องเล็ก ๆ ที่วุ่นวาย ก็กลายเป็นเรื่องประหลาดใจดี ๆ ในชีวิต บางที เราอาจไม่ต้อง “จับแมว” เพื่อรักษาชมรม—แต่แค่เข้าใจและอยู่กับมันอย่างที่เราเป็นก็พอ
“รอบหน้าชมรมอะไรก็ขอไม่มีสัตว์นะ” กันต์แซว
“แต่ถ้ามีโครงการ ‘ตามหาไก่’ ฉันขอถอนตัวเลย” เฟิร์นประกาศ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนใหม่สามคน ที่ครั้งหนึ่ง…เกือบโดนพักการเรียนเพราะชมรมแมวที่แทบไม่มีแมว