ชมรมแก่นแก๊งแห่งหอเอฟ
รถสองแถวคันเก่าถอนสมอข้างประตูหอพักเอฟ พลันเปิดฉากชีวิตมหาวิทยาลัยของสามสหายสายป่วน “หมึก” หนุ่มมั่นในโลกของตนเอง “รริน” เด็กสาวเจ้าระเบียบกับลิสต์งานแน่นทุกจุด และ “พลาย” เด็กบ้านนาเสียงดังขี้เหวอ ทั้งสามไม่ได้เจอกันแต่ต้นปี แต่โดยชะตาฟ้าลิขิต (หรือไม่ก็ความซวย) ทั้งหมดตกกระไดพลอยโจนมาแชร์ห้องพัก 3 คนบนชั้น 4 ริมสุดที่มีเสียงตู้เย็นครางทุกตีสามเป็นแบคกราวน์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หมึกโยนเป้ลงกับพื้น ฟุบตัวร้อง “หิว ตายแน่ ถ้าไม่ได้กินบะหมี่คืนนี้โลกคงระเบิด” รรินถอนหายใจยาวเป็นนิสัย “ไม่มีไฟฟ้าชั่วคราว ถึงพรุ่งนี้” ป้ายใหญ่หน้าหอเอฟประกาศอย่างแจ่มชัด พลายดูดน้ำเปล่า ปากยังหยอด “จะต้มบะหมี่ยังไง อุณหภูมิร่างกายฉันช่วยได้ไหม…”
แผนแรกจึงไปขอความช่วยเหลือจากยามป้าเปิ้ล ยามประจำหอผู้เชื่อทุกอย่างที่แต่งเติมได้ เธอเสนอโคมไฟหัวเตียง “เอาไปสิลูก สมัยก่อนป้าเอาโคมนี้ต้มน้ำขิงป้าเองยังรอด” หมึกชูบะหมี่ไหว้กับโคมไฟ ชะโงกดูปลั๊กไฟที่ไม่ทำงาน ทุกคนชะงัก
“เอาวางกับแดดพรุ่งนี้มั้ย” พลายเสนอแบบจริงจัง รรินสวน “เธอนี่ คิดอะไรง่ายไปมั้ย บะหมี่มันต้มน้ำไม่ใช่รดต้นไม้…” พลายนิ่งอึ้งแต่อยากตลบมุก “หรือเราจะใช้ไอร้อนจากหัวเธอหมึก เห็นบ่นจนควันขึ้น” หมึกกลอกตา
ตกดึก ทุกคนหิวจนไม่มีแรงบ่น แอบปีนไปห้องข้าง ๆ ที่มีเสียงหัวเราะคิกคัก “เห็นเปิดไฟแน่ๆ” แต่ผลกลับกลายเป็นห้องชมรมหมากฮอสกลางคืน ที่ไม่ได้เล่นหมากฮอสแต่ประชุมเปิดบัญชีเงินกองกลาง
“เอ่อ พี่ครับ มีน้ำร้อนมั้ย…” เสียงหมึกเบา ผนังข้างในเงียบ ทุกคนจ้องหน้ากัน พี่ปีสี่ขรึม ๆ ถามว่า “น้ำร้อนอะไร เอาไปต้มน้ำตาเหรอ?” พลายเอียงคอ “ไม่ใช่ครับ เอาไปต้มมาม่า” พี่เขาเปิดไฟหัวใจ “งั้นช่วยลงชื่อเข้าร่วมชมรมหมากฮอสด้วยสิถึงจะให้!”
ห้าคืนผ่านไปไม่นาน ทุกอย่างเริ่มวุ่น จากหนึ่งซองบะหมี่กลายเป็นแก๊งนำขบวนป่วนหอ นำโดยหมึกที่มั่นใจว่าจะรวบรวมเงินกองกลางได้เยอะถ้า “ออกแบบโลโก้ชมรมเจ๋ง ๆ” รรินกลับจริงจัง “แต่ถ้าไม่มีบันทึกบัญชีเงินเข้าออกเราจะเป็นชมรมชัดเจนไม่ได้!” พลายขอแทรก “แต่ถ้าไม่มีขนม เราก็หิวเหมือนเดิม…”
เมื่อโลโก้ชมรมถูกผลักดันจนเกินจริง หมึกเสนอทรง “เสือกินบะหมี่” ที่ดูออกแนวแมวตดอ้วนมากกว่า ทั้งแก๊งระเบิดเสียงหัวเราะ ผลงานศิลป์กลายเป็นที่ร่ำลือของหอด้วยความสงสัยว่ามันคือสัตว์พันธุ์อะไร รรินขอวางระเบียบ “โอเค ชาบูหมึกไม่ผ่าน” พลายมองโลโก้ได้แต่แอบเอาไปเป็นรูปไลน์กลุ่มลับ
ข่าวลือเกี่ยวกับความวุ่นวายของชมรมใหม่นี้หลุดไปถึงรุ่นพี่ฝ่ายกิจกรรม พี่ภาคิณจอมเคร่งเครียดผู้มีความกังวลตลอดเวลา ขาดเพียงสมุดจดรายชื่อชมรมจะพานั่งประชุมข้ามคืน “ถ้าไม่มีรายงานผลการประชุม ถือว่าชมรมนี้ไม่ผ่าน…”
หมึกมั่นใจเสนอให้สมาชิกทุกคนช่วยกันแต่งข้อบังคับ เล่มกฏว่าด้วย “บทที่ 1 ห้ามกินบะหมี่บนหลังเสือ เว้นแต่น้ำจะเปียกหมอน” รรินถอนหายใจ “เรื่องบ้าอะไรวะ…” พลายบ่นกระปอดกระแปด “อยากกินบะหมี่จะตาย แต่อยากรู้ด้วย ว่าปฐมนิเทศชมรมต้องเต้นรำไหม”
แผนเอาชนะฝ่ายกิจกรรมจึงเกิดขึ้น: ทุกคนตกลงกันว่าจะโชว์การปฏิบัติจริง ต้มบะหมี่กลางวันแสก ๆ หน้าอาคารกิจกรรม และตอบคำถามกรรมการแบบมั่นหน้าหน้าตา หมึกตั้งใจโชว์ความรู้ด้านอุณหภูมิ พลายตั้งใจจะโชว์กินเร็ว รรินลิสต์คำตอบสวยหรูในกระเป๋า
ถึงวันจริง ดันลืมเอาหม้อมา ท้ายสุดนั่งแกะซองบะหมี่กับน้ำปลิ้นในขวดน้ำทิ้งไว้กลางแดด พลายจิ๊กหม้อจากห้องครัวสาธารณะตอนใคร ๆ ไม่เห็น หมึกยิ้มเป๊ะใส่ทุกคน พี่ภาคิณถาม “ทำไมชมรมต้องต้มบะหมี่กลางแดด?” รรินตอบจริงจัง “เพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ทรัพยากรจำกัด!” พลายเติม “และเพื่อป้องกันพลังงานไฟฟ้าสิ้นเปลือง!”
แต่แล้ว ลืมว่าหม้อเป็นของห้องอาหาร ภารโรงบึกบึนเข้าลากหม้อกลับไปสามนาทีหลังนำเสนอ เอกสารคำขอตั้งชมรมของพวกเขาโดนหยิบไปด้วย พวกเขาวางหน้าเศร้าว่า “คงไม่ได้เกิดเป็นชมรมบะหมี่โลกแน่ ๆ”
ช่วงนี้ รรินผันไปนั่งตรวจรายจ่ายหมากฮอสแล้วส่ายหน้า หมึกฟุ้งซ่านหาวิธีโปรโมทเรื่องใหม่ พลายยืนต้มบะหมี่สำเร็จรูปบนระเบียงห้อง แต่ใช้แดด และกินไปด้วยคิ้วขมวด ทุกอย่างเหมือนวุ่นวายจะจบลง
แต่แล้ว หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมที่เชื่อมโยงข้อมูลผิดยื่นจดหมายขอบคุณ “ที่แนะนำให้ช่วยกันประหยัดไฟฟ้า และสนับสนุนใช้พลังงานที่มีอยู่” ชมรมบะหมี่กลายเป็นแคมเปญรณรงค์การใช้ชีวิตอย่างประหยัดประจำหอเอฟ ชาวหอทุกคนงง คิดว่าเป็นโครงการระดับประเทศ
พลายพรูลมหายใจ “โอเค ต่อไปถ้าจะกินมาม่าต้องขออนุญาตเปิดโครงการหรือไง?” หมึกหยิบหมอขนมมาเหน็บ “ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ปีหน้าทำไบโอแก๊สจากความเหนื่อยของเราเลยเป็นไง?” รรินยิ้มเจื่อน ตอบ “แต่เงินกองกลางยังไม่มีแม้แต่บาทเดียว…” และทุกคนหัวเราะงอหาย เหลือแค่สมุดกฏประหลาดกับโลโก้เสือติดผนังห้องเป็นที่ระลึก
คืนนั้น ทั้งหอไฟดับสนิทตามเคย แต่เสียงพูดคุยยังดังในห้อง 401 “พรุ่งนี้ เผื่อจะต้องจดทะเบียนชมรมแปรงฟันด้วยนะ เดี๋ยวใครไม่อนุมัติ…” เสียงหัวเราะผสมความขำปนน้ำตาส่งท้ายค่ำคืน ทุกอย่างจบลงอุ่น ๆ ด้วยอีกหนึ่งมาม่าเย็น ๆ ที่ไม่ต้องต้ม แต่กินด้วยรอยยิ้ม