สุดสัปดาห์ป่วนหอเก่า-กลุ่มเพื่อนสุดปั่น
เสียงตะโกนลั่นเสียงแรกของเป๋ ดังก้องไปทั่วซอยเล็กๆ ในตลาดเก่าล้อมหอพัก “ไอ้แวน! มึงมาได้แล้ว! เดี๋ยวงานพังหมด!” เพื่อนซี้คนนั้นกำลังรัดผ้าใบกับราวโลหะอย่างทุลักทุเล มือหนึ่งถือแว่นที่หลุดอีกข้าง “เออ! มึงอย่าให้กูหล่นก่อน!”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!จิดาภา สาวขี้ระแวงที่ถูกชวนมาช่วย ด้วยเหตุผลที่ยังกระจ่างไม่ออก เดินถือกล่องเครื่องมือเก่า จ้องเป๋เหมือนจะตรวจหาสารประกอบพิษในอากาศ “แน่ใจนะว่าหอหลังนี้ไม่ได้โดนสาปอะไรไว้?”
ขณะเดียวกัน ตอง เพื่อนที่ดูเฉื่อยแต่เซนส์แรง เดินลากเก้าอี้ มีแมวหางกุดนั่งบนกระเป๋าเป้ “ช่างมันเถอะจิด เขาให้มาฟรี มีที่นอนฟรีจะแคร์อะไรนัก” เป๋หอบกล่องอุปกรณ์ของตัวเองมายื่น “ส่วนพวกแก เก็บงานในหอ กูจะยกตู้เย็นเอง!”
เพื่อนแต่ละคนใส่อารมณ์ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างห่วงเรื่องตัวเองด้วยสไตล์สุดขั้ว แวนขอโทษที่ลืมหยิบถุงมือ แต่ยังพยายามติดไฟกะพริบ ตองแวะคุยกับแมว หันมาเจอเป๋โวยวายเรื่องตู้เย็นเก่าที่ขาบิ่นอยู่ริมบันได
แค่เปิดฉาก ก็พร้อมชนกับดราม่าเล็กๆ ทันที — จิดาภาถามเป๋ว่าจริงๆ แล้วตกลงงานนี้เขาเรียกมาช่วยอะไรแน่ “ซ่อมหอ? หรือจะจัดปาร์ตี้ไล่ผี?” เป๋เชื่อมั่นเต็มที่ “ทำทั้งสองได้ม่ะ?”
งานเริ่มวุ่นตั้งแต่ขั้นแรก ต่างคนต่างเหลวไหลในแบบของตัวเอง จิดาภากำลังยึดจับสายไฟหมายจะซ่อม แต่แวนดันเข้าใจว่าอยากซ่อนหลักฐานไฟไหม้ ตองขนข้าวกล่องมาวางจนเต็มโต๊ะคิดว่าคือการป้องกันวิญญาณหิว
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ความวุ่นวายกลับยิ่งใหญ่ขึ้น กลายเป็นสงครามอารมณ์ย่อมๆ “นี่กูหมายความว่าจะขัดกระเบื้อง! ไม่ใช่ขัดใจเพื่อน!” เป๋โวยเสียงดัง
ระหว่างนั้นจิดาภาเดินมุมซ้ายสุดหอ ได้ยินเสียงเหมือนหอนเบาๆ เงียบไป 3 วิ ก่อนสะกิดตอง “เมื่อกี้แกได้ยินอะไรป่ะ?” ตองหันมา “เสียงเป๋อ่ะไม่? มันตะโกนตลอดนั่นแหละ”
ทุกคนหัวเราะ เจือความเหนื่อยแต่จริงใจ เป๋กลั้นใจหยิบไม้กวาด ดันกองขยะเจอสมุดบันทึกเก่า เผลอเปิดดู หน้าแรกเขียนว่า สัญญาเพื่อนตลอดชีวิต เป๋นิ่ง “นี่มันสมัยม.ต้นป่ะวะ?”
ความสงสัยคลุมบรรยากาศ หนึ่งในพวกเขาแกล้งลืม—จิดาภา “จำได้ว่าแกบอกจะไม่ทิ้งเพื่อนคนไหนไว้เบื้องหลัง” เป๋หน้าเหวอ รีบเปลี่ยนเรื่องว่า “จัดตู้เย็นดีกว่า!” แต่ก็เจอกองปริศนาอีกกองในตู้
ขณะถกกันควรเก็บสมุดนี้หรือไม่ จู่ๆ การอภิปรายเล็กๆ กลายเป็นศึกมดงาน แต่ละคนผลัดกันโยนความทรงจำใส่กัน จนความจริงพร่ามัวไปหมด
“ตกลงเราเคยให้สัญญาไหมว่ะ?” แวนเริ่มแตกประเด็นใหม่ “หรือพวกเราคิดไปเอง?”
ความไม่แน่ใจเริ่มพาเพื่อนๆ ทะเลาะกันเล็กๆ เป๋หัวร้อน “กูไม่ได้โกหกนะเว้ย! กูแค่อยากซ่อมหอ แล้วทำไมต้องกลายเป็นศาลแฟ้มคดีความ?”
จิดาภาขึงตอนไม่เลิก “เพราะแต่ละคนหวังจะได้อะไรสักอย่างจาก ‘สัญญา’ นี้ไง!” มุมหนึ่งของห้อง ตองเสนอ “เราน่าจะสักชื่อบนประตูห้องเลย จะได้เลิกถก”
ในที่สุด ทุกคนเบื่อที่จะเถียง เลยลงขันช่วยกันหาทางเนรมิตหอให้เหมือนใหม่ เป๋มั่นใจว่าแผนตัวเองไปได้ดี เรียกประชุม “เอาอย่างนี้ พวกแกต้องช่วยเคลียร์ของตั้งแต่ชั้นล่าง”
แน่นอนว่าเข้าใจผิดกลับมาอีกครั้ง—แวนเข้าใจว่าต้องย้ายของทั้งหมด จึงไปลากโทรทัศน์กับตู้ปลาออกนอกบ้านจนปลาหก จิดาภารีบคว้าผ้าเช็ดน้ำโดยไม่เห็นว่าตองกับเป๋แอบคุยกันเรื่องแผนซ่อมทีวี
“แล้วไงทีวีอยู่ข้างนอก!” ตองกึ่งยิ้ม “กูว่าตู้ปลาแห้งเร็วดีอะ” เป๋หายใจลึก เอียงหัวส่ายหน้า “ฟังแต่ละครึ่งเดียวตลอด”
แผนต่อไปคือติดตั้งอินเตอร์เน็ต (ที่ไม่มีใครเข้าใจระบบเลยแม้แต่คนเดียว) ทุกคนเถียงกันว่ารหัสไวไฟควรใช้ชื่ออะไรดี แต่สุดท้ายลบไปลบมาเหลือเครื่องหมายคำถามตัวเดียวในกล่องรหัส สร้างความปั่นป่วนสัปดาห์ให้ทุกคนต้องใช้โน้ตบุ๊กต่อสาย LAN แทนอย่างทุลักทุเล
ขณะเดียวกัน เป๋พยายามเก็บรวบรวมภาพถ่ายเก่าเพื่อคิดเซอร์ไพรส์เพื่อน แต่กลับเอาไฟล์ผิด ส่งรูปทริปเหวี่ยงตอนปีหนึ่งไปให้กลุ่มหมู่บ้านแทน เพื่อนคนอื่นเริ่มสงสัยว่า “มันจะจัดงานอะไรหรือเปล่า?”
จิดาภาตอบแบบใจเย็น “อย่าเพิ่งคิดเยอะ อะไรๆ ก็ไม่เคยเป็นไปตามแผนเป๋อยู่แล้ว”
ตอนเย็นเป๋เปลี่ยนกลยุทธ์อย่างว่องไว เรียกทุกคนมาทุบเค้ก (โดยไม่ถามใครล่วงหน้า) หวังต่อสายสัมพันธ์ให้สวยหรู แต่คนอื่นเข้าใจว่าจะเป็นการประชุมด่วนเรื่องสัญญา ทุกคนลากผ้าห่มมานั่งตั้งวง สัญญาว่าต่อไปจะตั้งใจฟังกันจริงๆ…แต่ยังถกกันเรื่องปัญหาของเมื่อคืนต่อ
เมื่อดึกเป๋นอนไม่หลับ แอบได้ยินเสียงขยับในครัว ก็คิดไปเองว่าเป็นผีหอ จึงกระโดดแอบหลังประตู จิดาภาเปิดไฟเข้ามาเจอเป๋นั่งชูไม้กวาดเสียงดัง ทำให้ตื่นกันทั้งหอ ทุกคนมารวมตัวในครัว สุดท้ายแค่ตองเดินลงมาให้อาหารแมว เสียงขยับคือถุงข้าวกล่องเท่านั้นเอง
วันถัดมา เหตุการณ์สะสมความเข้าใจผิดต่อเนื่อง เริ่มที่แวนโทรไปรายงานคุณลุงเจ้าของหอว่ามี “โปรเจกต์ปรับปรุงครั้งใหญ่” แต่ดันสื่อสารผิด คุณลุงจึงเข้าใจว่าพวกเขาจะย้ายออก พาเจ้าหน้าที่มาสำรวจหอในวันอาทิตย์ จิดาภาถามเป๋ “แล้วเราจะบอกยังไงดีเนี่ย?”
เป๋เริ่มวิตกว่าเพื่อนอาจโกรธเรื่องสัญญาเก่า หรือจะโทษตนที่ทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกแบบนี้ “กูทำให้หอนี้ซวยรึเปล่าวะ?”
ทุกคนถกเถียงกันกลับไปกลับมา ในขณะที่เป๋ยิ่งคิดมากจนพูดไม่ออก จิดาภายิ้มบางๆ “มันไม่มีใครซวยไปกว่าคนที่เอาทุกอย่างไว้กับตัวเองหมดหรอกเป๋”
ตองลากเป๋มาคุยนอกรั้ว เงียบกันไปพักหนึ่ง “แกมักคิดถึงเพื่อนก่อนตัวเอง เวลานั้นเองเลยลืมถามว่าเพื่อนคิดอะไรอยู่มั้ย?”
แวนมาสมทบ แทนที่จะปลอบกับไปหยอก “เอาเถอะ เราก็ยังอยู่ที่นี่กันครบใช่มะ ข้าวกล่องยังเหลือตั้งสิบกล่อง ถ้าจะย้ายต้องกินให้หมดก่อน”
ปัญหาเริ่มเคลียร์ เป๋เสนอให้ช่วยกันซ่อมหอแบบไม่ต้องมีเงื่อนไขหรือสัญญาใดอีก “เอาดีๆนะ ใครอยากอยู่ก้อยู่ ไม่อยากก็ไม่ต้องฝืน”
วันสุดท้ายก่อนเจ้าของหอจะเข้ามา พวกเขาช่วยกันเก็บของจนหอบ ห้องเก่าๆ กลับดูอบอุ่นมากขึ้นเพราะแต่ละคนเริ่มเห็นค่าของกันและกัน
เจ้าของหอมาเจอตอนทุกคนนั่งรวมกินข้าว (ส่วนใหญ่เป็นข้าวกล่อง) แทนที่จะโวยวาย ดันหัวเราะกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อารมณ์ขำๆ แพร่ไปทั่ว
ก่อนจบ เป๋หยิบสมุดสัญญามาให้เพื่อนๆเซ็นใหม่ พร้อมแจ้งว่า เขียนได้แค่ข้อเดียว “ใครคิดถึงกัน ก็มาหากันได้ตลอด” ทุกคนเห็นด้วย หัวเราะกันเองที่ทำเรื่องเล็กให้บานปลาย สุดท้ายจบด้วยการเซลฟี่กลุ่มหน้าแมวประจำหอ “ชีวิตอยู่แบบวุ่นๆ ดีแล้วป่ะ?”
เมื่อค่ำลง เสียงหัวเราะยังดังก้องประตูหอ เรื่องวุ่นวายจบด้วยความเข้าใจ และแวนก็เผลอปิดประตูติดตัวเองไว้อีก ทั้งกลุ่มต้องช่วยกันหากุญแจปิดฉากสุดท้ายด้วยรอยยิ้ม