ชมรม(ไม่)ลับ ฉบับโกลาหล
เสียงกริ่งพักเที่ยงดังขึ้นพร้อมความวุ่นวายในโรงอาหาร โรงเรียนมัธยมวังวนเป็นแหล่งรวมนักเรียนแต่ละประเภท ตั้งแต่สายติวเตอร์ยันสายหลุดโลก แต่ไม่เคยมีใครแปลกเท่าคู่เพื่อนซี้ ‘ภณ’ กับ ‘จุ้ย’ เลยสักครั้ง ภณ วัยสิบหก หน้าตาจืด แว่นโต เจ้าความคิดมาก ตรงข้ามกับจุ้ย ผู้มั่นใจในทุกเงื่อนไข ชอบตัดสินใจแทนโลกไปล่วงหน้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ภณ! นายคิดจริง ๆ เหรอว่าเรา…” จุ้ยกระซิบ พลางแอบมองซ้ายขวา ก่อนขยับเก้าอี้ให้ชิดขึ้น “เราควรตั้งชมรมลับจริง ๆ ไหมเนี่ย?”
ภณวางข้าวกล่องลงสีหน้ากังวล “แต่เราตั้งเพราะไม่อยากเข้าชมรมใด ๆ เพราะกลัวโดนรุ่นพี่ปั่นป่วน ไม่ใช่เหรอ? มันไม่ดู…เอ่อ…น่าสงสัยไปเหรอ”
จุ้ยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ยิ่งลับ ยิ่งไม่น่าสงสัย เชื่อเรา! ใครจะไปรู้ สุดท้ายชมรมลับของเราก็จะเป็นตำนาน! เราก็ได้อยู่เงียบๆ แถมมีสถานะสุดเท่ไปด้วย”
เสียงกระซิบกระซาบของทั้งคู่ ถูกรุ่นน้องชายคนหนึ่งที่ชื่อ “เติ้ล” ได้ยินเข้าไปพอดี
“พี่สองคนนั่น ตั้งชมรมอะไรกัน สงสัยจะต้องเกี่ยวกับสายลับแหง ๆ” เติ้ลหันมากระซิบกับเพื่อน
ภณถอนหายใจแรงก่อนจะลองพูดจิงจัง “จุ้ย ถ้ามีใครมาร่วมก็… เอ่อ เราจะทำไง? ชมรมเรามีแค่ชื่อกับโต๊ะพับเองนะ!”
แต่จุ้ยหาได้หวั่นไม่ “โกหกว่าสมัครเต็มไปก่อน เดี๋ยวพวกนั้นก็เบื่อไปเอง”
ฉากที่ 1 ยังไม่ทันจบ เสียงลือในโรงอาหารก็เริ่มบานปลาย “ชมรมลับ ของภณกับจุ้ยรับเฉพาะสายสืบนะ เขาว่า…ใครเข้าไปต้องหายตัวได้!”
ตัดมาช่วงบ่ายสอง ป้ายกระดานประกาศภายในห้องชมรมเล็กใต้บันได มีโปสเตอร์กระดาษเอสี่เย็บลวก ๆ เขียนว่า: “ชมรม(ไม่)ลับ ยินดีต้อนรับ — เฉพาะผู้ได้รับเลือก” ภณเดินวนหน้าห้องสามรอบก่อนกล้าเปิดเข้าไป พบจุ้ยนั่งกอดอก เอาเท้าพาดเก้าอี้อีกตัว ทำตัวโคตรลึกลับ
“แกจะจริงจังขนาดนั้นเลย?” ภณถามเสียงกลั้วหัวเราะ
“ก็ต้องตีเนียนให้สมบทบาทไง งานนี้ของจริง! ดูสิแล้วจะเวิร์กมั้ย” จุ้ยกระซิบบอก
เสียงฝีเท้าวิ่งมาหยุดหน้าห้อง: เป็นบอย เด็กปีหนึ่งและแฟนคลับแอคชั่นหนังจารชน “ขอสมัครครับพี่ ผมอยากเป็นสายลับ!”
ภณอึกอัก “เอ่อ รุ่นน้อง…นี่น่าจะเข้าใจผิดนะ—”
แต่จุ้ยแย่งตอบหน้าตาย “รับหมด! เอ้า เขียนชื่อ แล้วห้ามบอกใครว่าอยู่ชมรมอะไรนะ!”
หลังจากนั้นลำดับความป่วนก็เกิดขึ้นรัว ๆ อีก 3 โมงเย็นวันเดียวกัน มีเด็กม.ต้นพร้อมใจกันแห่หน้าห้องชมรม เดี๋ยวถาม เดี๋ยวแอบมอง เดี๋ยวซุบซิบ ชมรม(ไม่)ลับของภณและจุ้ย โดยไม่รู้ตัว กลายเป็นจุดรวมข่าวลือว่า ที่นี่คือแหล่งรับภารกิจลับของโรงเรียน
ภณพยายามจะยุติข่าวนี้โดยการโพสต์ประกาศว่า “ชมรมไม่มีภารกิจใด ๆ” แต่พอผ่านไป 1 วัน กลับกลายเป็นมีคนรีเควสท์ส่งจนป้ายล้ม ทุกคนมาแสดงตัวว่าอยาก “รับภารกิจ’)
ฉากหลังฉาก ผู้ช่วยที่รู้เรื่องจริงมีแค่ “น้ำฝน” เพื่อนร่วมห้องสาว ที่ตั้งใจจะช่วยภณกับจุ้ยออกแบบชมรมให้ดูปกติเพื่อไม่ให้พวกผู้ใหญ่จับผิด แต่น้ำฝนเองก็มีปัญหาของตัวเอง — คุณครูแนะแนวสงสัยปิดเทอมนี้จะยุบชมรมถ้าไม่มี mission ที่เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน
ระหว่างที่สามคนเริ่มปั่นหัวหาทางทำให้ชมรมมี “ภารกิจทำประโยชน์แบบลับ ๆ” เพื่อให้ครูพึงพอใจ ฝูงนักเรียนที่สงสัยก็แห่สมัครเข้ามาอีกเพราะอยากรู้ว่าทำอะไรกันแน่
ในแต่ละวัน ภณกับจุ้ยต้องคิดกิจกรรม “ลับ” เช่น แอบเอาขนมไปซ่อนให้หาระหว่างพัก หรือล่องหนในห้องสมุด ทั้งที่จริง ๆ แค่รีบหลบครูเวรทุกเช้า ส่วนใหญ่จบด้วยพวกเขาถูกจับได้เพราะ “แอ็คติ้ง” เกินพอดี
ปัญหาเริ่มบานขึ้น เมื่อข่าวลือแพร่ไปว่า “ใครผ่านการทดสอบชมรมนี้ จะได้ขึ้นชั้นเป็นตัวแทนไปแข่งเกมลับระดับประเทศ” นักเรียนห้องอื่นเริ่มเปิดสาขาชมรมลับเถื่อน ผลคือเกิดชมรมเลียนแบบทั่วไปโรงเรียนจนไม่มีใครจำได้ว่าใครของจริง จนถึงวันที่ครูแนะแนวเชิญประชุมด่วน
ระหว่างประชุม ภณใจไม่ดีคิดว่าแผนแตกแน่ มุมหนึ่ง จุ้ยนั่งไขว่ห้างพยายามเก๊กท่าฮีโร่ (แต่กางเกงขาดที่ตูดเล็ก ๆ ไม่มีใครกล้าทัก) น้ำฝนทนไม่ไหวต้องขอพรีเซนต์เอง ชี้แจงว่า “ชมรมลับของพวกเราจริง ๆ คือชมรมช่วยเหลือคนขี้อาย อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัย ใครไม่อยากเข้าชมรมอื่นก็มาอยู่กับเราได้”
คุณครูแนะแนวงงอยู่นาน ก่อนย้อนถามกลับด้วยสีหน้าสงสัย “แล้วที่ลือว่าพวกเธอส่งสายลับช่วยสอบแก้ 0 มันเรื่องอะไรกัน?”
จังหวะเงียบชั่วอึดใจ ทุกคนมองหน้ากันไปมา ทันใดนั้น “บอย” ลูกชมรมตัวแสบ คิดว่าเป็นโอกาสสร้างชื่อเสียง ออกตัวประสาน “จริงครับ! แต่เป็นสายลับช่วยเหลือเพื่อนเวลาสอบตก ให้กำลังใจครับ ไม่ได้โกง!”
เสียงฮาสนั่น ไม่รู้ใครหลุดขำก่อน ฉบับภณเงียบเป็นสันโดษก็พลั้งถามกลางวง “ตกลงเราตกลงใจกันชัดเจนนะว่า ชมรมเราคืออะไร?” จุ้ยตอบทันใด “ชมรมไม่ชัดเจนนี่แหละของแท้!”
ความอลเวงดำเนินต่อ ชมรมลับต้องคิดเควสท์ใหม่ทุกอาทิตย์ บางอาทิตย์ให้สมาชิกช่วยกันเขียนวิธีหลบครูเวร บางอาทิตย์สอนเพื่อนขี้กลัววิธีปฏิเสธคนขายของหน้าโรงเรียน ในทุกกิจกรรมมีแต่เสียงขำและความโกลาหล ไอเดียแปลก ๆ จากจุ้ยกับความคิดมากของภณ ก็กลายเป็นจุดสร้างสีสันจนสมาชิกจากแค่ไม่กี่คนขยายเป็นกลุ่มใหญ่
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้ำฝนบังเอิญประกาศผ่านไมค์โรงเรียน ขอให้สมาชิกชมรมลับรอรวมตัวประกาศข่าวด่วน แต่พูดผิดเรียกว่า “ประชุมสายลับแผนใหญ่” ดังสนั่น ทำให้อาจารย์ใหญ่เดินมาคุมสถานการณ์เอง
ทุกคนกลัวว่าคราวนี้ชมรมจะถูกจับสลาย ภณคิดมากจนจะร้องไห้ จุ้ยสบถเบา ๆ ว่า “เอาน่า ถ้าไม่เวิร์กก็เข้าอีกชมรม!” แต่ในจังหวะเงียบ คุณครูแนะแนวพูดขึ้นมาเบา ๆ เหมือนเข้าใจหัวอกเด็ก ๆ “บางที ชมรมที่ตั้งใจให้ลับ อาจเป็นชมรมที่ทุกคนกล้าเป็นตัวเองกันนะ” พวกเด็กล็อบบี้ลอบหันหน้ามายิ้มกัน
หลังจบเทอม ชมรม(ไม่)ลับยังคงอยู่ สมาชิกแวะเวียนมาเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้มีภารกิจลับ ไม่มีสายลับ มีแต่พื้นที่ให้นักเรียนขี้อายกับมั่นใจเกินไปมาป่วนกัน และทุกครั้งที่เข้าเงียบ ๆ เสียงขำจะดังขึ้นเสมอ
ท้ายสุด ก่อนปิดเทอม ภณเดินเข้าห้องชมรมพร้อมกล่องข้าวใหม่เอี่ยม “ชมรมเราถึงจะไม่ลับแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้หรอก… จริง ๆ แล้วเรารวมกันเพราะไม่อยากเข้าชมรมอื่นใช่มั้ย?” จุ้ยตอบ “ไม่ใช่สิ—เพราะถ้าขาดนายกับฉัน มันจะยังป่วนได้เท่านี้หรือเปล่าไง!”
เสียงหัวเราะกึกก้องห้องชมรม (ไม่)ลับ ก่อนกล้องจะตัดภาพไปที่ป้ายเก่า ๆ ที่เขียนว่า “ชมรม(ไม่)ลับ – เพื่อใครก็ไม่รู้ แต่ทุกคนก็มาเจอกันได้”
และพอเดินออกจากห้อง วงจรข่าวลือใหม่ก็เริ่มขึ้นอีก สมาชิกเก่าแกล้งหลอกว่าน่าจะมีสายลับรับสมัครใหม่ ส่วนภณกับจุ้ย เดินสบตากันแบบรู้ใจ ว่านี่แหละ… ความลับของพวกเขา คือความวุ่นวายที่ไม่มีใครลบได้เลย
จบพร้อมรอยยิ้ม ฮาก๊ากในแบบฉบับ (ไม่)ลับ!