คำสาปหมู่บ้านดาวน้ำค้าง
เสียงกบร้องคลอกับหมอกหนาที่ลอยต่ำเหนือคันนา หนูไหมอุ้มกระเป๋าเป้ใบใหญ่ เดินตามร่างของยายอ่อนผ่านทางแคบที่ขดตัวขึ้นเขา เธอพยายามเหลียวตามต้นไม้สูงเรียงรายสองข้าง หายใจลึก สีหน้าครึ่งหวาดกลัว ครึ่งรำคาญ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมหมู่บ้านนี้ต้องอยู่บนเขาขนาดนี้คะ ยาย?” เธอถาม น้ำเสียงแทรกความเหนื่อยและกวน
ยายอ่อนเพียงผงกหัว บ่ายหน้าขึ้นไปต่อ “ที่นี่ปลอดภัยสำหรับคนอย่างเรา…ของบางอย่าง ไม่ได้อยู่นอกหมอกได้”
ไหมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในคำตอบ แต่ไม่มีแรงจะซักต่อ เกือบเที่ยงคืนแล้ว เมื่อไฟสีส้มในหมู่บ้านเล็กๆ ปรากฏขึ้นกลางสายหมอก เสียงสุนัขเห่าไกลๆ ดังประปราย บ้านไม้เก่าตั้งเรียงกันบนเนิน เข็มนาฬิกาแขวนเหนือประตูแสดงเวลาเที่ยงคืนพอดิบพอดี
เช้าวันต่อมา เสียงไก่ขันกับกลิ่นข้าวใหม่ปลุกไหมขึ้นจากเตียงไม้ เธอเดินออกจากห้อง เห็นยายอ่อนยืนคุยกับหญิงวัยกลางคนผิวกร้านคนหนึ่ง ยายแนะนำหญิงผู้นั้นว่า “พี่แตน” ลูกสาวบ้านข้างๆ ยิ้มบางอย่างหลบๆ แต่ไม่นานก็ถามด้วยเสียงแหบว่า “ได้ยินเสียงเด็กเมื่อวานมั้ยลูก ไหม?”
ไหมส่ายหน้า สบตาสงสัย “เสียงอะไรเหรอคะ?” พี่แตนจ้องสายตาอยู่อึดใจ ก่อนหลบสายตา “อ๋อ ไม่มีหรอก แม่แค่ฝันน่ะ เอาไว้ถ้ามีอะไรแปลกก็ไม่ต้องสนใจ”
ไหมขยับตัวอย่างอึดอัด รู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ปกติในแววตาคนรอบข้าง เธอลงไปล้างหน้านอกชาน เห็นเด็กชายคนหนึ่งปีนรั้วไม้ด้านข้างตาดำโตชะโงกมอง “หนูชื่ออะไร?” เขาถาม
“ไหม จะมาดูรึไงว่าคนกรุงเทพฯ หน้าตาแปลกมั้ย” เธอหยอก เด็กชายหัวเราะ “พี่ไหม ไม่กลัวผีเหรอ”
ไหมชะงัก “ที่นี่มีผีเหรอ” เธอพูดเล่นๆ แต่สีหน้าของเด็กชายจริงจัง “คืนนี้ อย่าเดินออกนอกบ้านนะครับ” เขาพูดจบ วิ่งหายไปหลังแนวเฟิร์น
ตอนเย็น ไหมเดินตามหลังยายไปตลาดกลางหมู่บ้าน หญิงชายต่างวัยต่างสนทนาเสียงเบา หันมามองไหมแล้วหลบตา เสียงหนึ่งกระซิบ “ลูกตะเพิดแหละ กลับมาอีกแล้ว”
ไหมนั่งเบียดกับยายในร้านก๋วยเตี๋ยวไม้สัก อากาศขุ่นเคือง ป้ามี ขายก๋วยเตี๋ยวมองยิ้มเจื่อน “ยายเขาเล่าไหมฟังมั้ย เรื่อง…น้ำค้าง?” ไหมส่ายหน้าทันที “น้ำค้างอะไรเหรอ?”
“คืนเดือนดับอย่างวันนี้ น้ำค้างจะไหลย้อน” ป้ามีพูดพร้อมตักน้ำซุปใส่ชามเสียงดัง เหมือนจะเปลี่ยนเรื่อง
กลางคืน ความเงียบเย็นเฉียบแทรกเข้าใต้ผ้าห่ม เสียงอะไรบางอย่างแผ่วเบานอกหน้าต่างไม้ ไหมขยับตัว หัวใจเต้นแรง จู่ๆ เด็กชายที่เจอตอนเช้า วิ่งผลุบออกจากเงาต้นกล้วย “อย่าออกไปดูนะ” เสียงเขาเหมือนขอร้อง
ไหมคลานไปแนบหน้าต่าง เห็นเพียงเงาร่างไหวริ้วๆ ในหมอก เธอเม้มปากแน่น หันหลบหน้าต่าง กอดแขนแน่น กำเสื้อจนแน่นเหมือนข่มกลัว
เช้าตรู่วันใหม่ ในหมู่บ้านมีเสียงวิ่งโกลาหล เด็กชายคนหนึ่งหายตัวไปชื่อ “เนม” พ่อแม่ร่ำไห้อยู่หน้าบ้าน ไหมยืนมองจากรั้ว เย็นชาราวถูกแช่แข็งหัวใจ เธอก้าวเท้าเข้าใกล้แต่ไม่กล้าเอ่ยอะไร ยายอ่อนจับมือสะกิดเบาๆ “อย่าไปยุ่ง…”
“แต่เขาหายไป…” ไหมกระซิบ สายตาไล่ตามรอยเลือดจางๆ บนพื้นโคลนหายเข้าป่า รอยรองเท้าฝังดินหายไปตรงชายป่า
เมื่อคืนไหมฝันถึงน้ำค้างหยดลงบนหน้าผากเด็กคนนั้น เสียงกรีดร้องฝังในหัว เธอสะดุ้งกลางดึก ยายอ่อนเอื้อมมาลูบผม “อย่าทิ้งฉันไปเหมือนแม่ไหมนะลูก”
ไหมนอนนิ่ง น้ำตาสะกดไว้ เธอไม่กล้าถามถึงอดีตของแม่ตัวเองที่หายไปจากหมู่บ้านนี้เมื่อสิบปีก่อน
วันต่อมา เด็กคนเดิมที่เตือนเธอ เดินมาหา “พี่ไหม ผมชื่อเอื้อ วันนี้ช่วยตามหาพี่เนมไหม”
ไหมลังเล แต่เห็นความหวาดกลัวในตาเอื้อ “แล้วถ้าเราเจอ…จะเกิดอะไรขึ้น?”
“อย่าให้เจอหลังฟ้ามืด” เอื้อพูดสั้นๆ
ทั้งสองออกเดินเท้าเลาะสวนกาแฟ ปีนขึ้นไปตามแนวเขา เงาเมฆบดบังแสง อากาศเย็นลง ไหมจับมือขวาตัวเองแน่น เสียงนกโผล่พุ่งขึ้นจากพุ่มไม้ เอื้อหยุดกะทันหัน ชี้ให้ดูเศษผ้าเปื้อนเลือดติดกิ่งไม้
ไหมใจสั่น เจ็บเสียดในอก เอื้อกัดฟัน “แม่ผมบอกว่าที่นี่ถูกคำสาป คนที่หลุดเข้าไปในหมอก จะไม่ได้กลับออกมา”
ไหมไม่อยากเชื่อ แต่ภาพยายอ่อนที่ปกป้องเธอและคลุมเครือของแม่ในอดีตทำให้ใจแว่วสะเทือน เธอลึกๆ ก็อยากรู้ความจริง
คืนนั้นเอง พายุหมอกจัดเข้า หมู่บ้านเงียบสนิท ไหมได้ยินเสียงเด็กหัวเราะไม่ใกล้ไม่ไกล เธอกลั้นหายใจ ดึงผ้าห่มคลุมศีรษะจนมิด จุดไฟฉายใต้ผ้าห่ม มือสั่นเล็กน้อย “เอื้อ…เอื้อ!” เธอกระซิบ เรียกในความเงียบ
เสียงเอื้อดังผ่านประตูไม้ “คืนนี้อย่าออกมา พรุ่งนี้เจอกันที่สวนกาแฟ มีอะไรจะเล่า”
เช้าวันถัดมา ฟ้าเปิด ไหมเดินสวนกับยายอ่อนที่ถือมัดดอกหญ้า เธอหยิบดอกหญ้าดู เมล็ดขาวพราวเหมือนหยดน้ำค้าง ยายจงใจเหลือบตามอง “ของพวกนี้ใช้ไล่ผีกลางคืน” เธอพูดกึ่งกระซิบ ไหมไม่ตอบ
เอื้อรออยู่ที่คลองหลังหมู่บ้าน นั่งเหม่อนิ่ง “แม่ผมบอกว่าคำสาปมาจากสายน้ำหมอก ปีก่อนเด็กหายไปสี่คน เห็นแสงวูบที่ชายป่า…”
ไหมกัดฟัน “เราจะเข้าไปดูมั้ย?”
เอื้อมองหน้าไหมนาน “พี่กลัวมั้ย”
ไหมสูดลมหายใจ “กลัวสิ แต่ถ้าแม่เราหายไปเพราะสิ่งนี้จริง เราก็ต้องรู้ให้ได้” น้ำเสียงกลัวยิ่งกว่าคำพูด
ทั้งคู่เดินเข้าสู่ชายป่าตอนกลางวัน เงาดำทาบร่มไม้ เสียงลมตีใบไม้หน้าหวีดหวิว กลีบดอกหญ้าปลิวตามลมหายเข้าเร้นในพงหนา พวกเขาเจอรอยเท้าเด็กจางๆ จู่ๆ เอื้อสะดุดเข้าเงามืด มือคว้าข้อมือไหมแน่น
“กลับเถอะพี่ ผมว่าผมเห็นอะไรในนี้แล้ว—”
เสียงแตกพร่าริมปากเหว เหมือนเด็กหัวเราะตามหลัง ไหมหันขวับ ยืนแข็ง น้ำตาเอ่อเบ้า เธอกำมือขวาแน่น เอื้อพูดสั่น “ผมกลัว…”
ไหมกัดฟัน ยังคงยืนต้านไว้ “มันต้องมีทางหยุดสิ่งนี้…มากกว่าหนี”
คืนนั้นหมอกหนาพัดแรง คนในหมู่บ้านปิดบ้านเงียบ งดตะเกียง ทุกบ้านจุดดอกหญ้าขาวกลางลาน ทุกรายจ้องไปยังเนินสูงราวกับกลัวอะไรบางอย่างจะไหลมาจากป่า ฝ่ายไหม นั่งข้างยายอ่อนในครัวไม้ พูดไม่ออก ยายสังเกตเห็นความกังวลในตาเธอ “รู้มั้ย ยายเสียแม่ไหมให้กับหมอกเมื่อสิบปีก่อน แต่ยายอยู่ได้เพราะรู้ว่าความจริงมันอาจโหดร้ายกว่าโกหก”
ไหมเงียบชั่วขณะ น้ำเสียงเครือ “ถ้าการรู้ความจริง ต้องเสียใครไปอีกล่ะคะ”
ยายอ่อนถอนใจ “คนเราอยู่กับความสูญเสียได้ แต่ถ้าอยู่กับความกลัวไปตลอดชีวิต มันเหมือนตายนับครั้งไม่ถ้วน”
ไหมกำลังชั่งใจ เสียงมือเคาะประตูเบาๆ เอื้อยืนหน้าซีด “เจอของเนมแล้ว” ไหมลุกพรวด ออกไปกับเอื้อใต้แสงจันทร์ที่ลอดเมฆหมอก
ในป่า เศษผ้าเด็ก รอยเท้า และเศษสร้อยคอขาดกองคล้ายส่งสัญญาณ ไหมย่อเข่าสัมผัสมันอย่างอ่อนโยน น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เธอกุมสร้อยข้อนั้น เปรยลมหายใจ “ถ้าเราหยุดสิ่งนี้ไม่ได้…จะไม่มีใครกล้ารักใครที่นี่อีกเลยเหรอ?”
เอื้อพูดเสียงอ่อน “แม่บอกใครละเมิดคำสาป คนที่เหลือจะต้องคอยชดใช้…”
ไหมตัดสินใจปะทะความกลัว เดินลึกเข้าไปในหมอกกับเอื้อ ไฟฉายสั่นไหว พวกเขาเจอรอยเลือดหยดนำลึกเข้าไปตรงโขดหินใหญ่ เงาเด็กน้อยผ่านแสงไฟไปอย่างพริบตาเดียว
ไหมตะโกนเรียก “เนม!” เสียงสะท้อนย้อนกลับมาเย็นเยียบ
เอื้อกุมมือไหมแน่นกว่าเดิม “ถ้าเราไม่ย้อนกลับตอนนี้—” เสียงประหลาดประหนึ่งเด็กน้อยหัวเราะเจื้อยแจ้วแทรกออกมาจากหมอก กลิ่นหญ้าขาวแรงจัดจนแสบจมูก
ซึ่งแต่ละก้าวข้างในแม้ใกล้กันแต่กลับรู้สึกไกลเหมือนอีกโลกหนึ่ง หมอกล้อมรอบจนแทบมองไม่เห็นกันเอง ไหมเผลอปล่อยมือเอื้อ “เอื้อ!”
เธอวิ่งควานหา เสียงขาเด็กวิ่งกระทบดิน ร่างเล็กๆ กระโดดลอดกอเฟิร์น เอื้อหายไปราวกับต้องมนตร์ เธอร้องไห้ น้ำตาอาบแก้ม กลัว สูญเสีย โกรธ ตีกันวุ่นในใจ
เธอหันกลับ สะดุดท่อนไม้ล้มครูดกับโขดหิน หน้ามืด ไหมเห็นเงาผู้หญิงผมยาว เธอกระซิบ “แม่…” เสียงนั้นพร่าเลือนในหมอก
ไหมตั้งสติ “แม่ ถ้าแม่อยู่ในนี้จริง หนูมาทวงแม่คืน” น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
หมอกค่อยๆ เปิดช่องแคบๆ เผยร่างเงาใส จับตัวไหมแน่นด้วยอ้อมแขนเย็นเยียบ “เจ้าคิดว่าสิ่งใดแลกกับอิสรภาพจากคำสาปนี้ได้?”
ไหมกลั้นใจ “ความจริง…”
เสียงลมหายใจเย็นวาบรอบหัวใจ ใบหน้านั้นกลายเป็นใบหน้าของตัวเธอเอง
หมอกถอยไปช้าๆ เหลือเพียงเสียงหายใจแผ่ว ไหมพบเอื้อนั่งกอดเข่าอยู่ข้างโขดหิน เธอค่อยๆ กอดอกเอื้อไว้ เอ่ยเบาๆ “เราจะไม่หนีสิ่งนี้อีก”
ทั้งสองเดินออกจากป่าสู่หมู่บ้านยามสาง เศษหมอกลอยอ้อยอิ่งราวกับไม่อยากให้ใครออกมาได้
เช้าวันใหม่ หมู่บ้านโกลาหลแต่สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป ไม่มีใครหายตัวอีก เสียงหัวเราะเด็กๆ กลับมา เหมือนกับอะไรบางอย่างถูกปลดปล่อย
ไหมหยิบสร้อยข้อมาจากในกระเป๋า เดินเข้าหายายอ่อน น้ำตาคลอ “แม่อยู่อย่างสงบแล้ว” เธอกระซิบ ยายอ่อนลูบผมหลานช้าๆ น้ำตาซึม แต่แววตาสงบนิ่ง
เสียงเด็กวิ่งไล่กันในหมู่บ้าน ดอกหญ้าขาวผลิบานริมรั้ว หมอกค่อยๆ จางลง ใบหน้าของไหมมองเหม่อไปยังทิวเขา ไม่ใช่เพราะความกลัวอีกต่อไป หากแต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตที่กล้าเผชิญความจริง
ภาพสุดท้าย เห็นเด็กหญิงวัยรุ่นนั่งขอบรั้วไม้ ข้างเธอคือเอื้อ เสียงหัวเราะจางๆ ล่องลอยเหนือยอดหมอก พระอาทิตย์อย่างกล้าหาญเบิกฟ้าเหนือหมู่บ้านดาวน้ำค้างอีกครั้ง