คืนข้ามคำสาป ณ เกาะวิเวก
แสงแดดยามเช้าทะลุม่านเมฆบนฟ้าขมุกขมัว เสียงเครื่องยนต์เรือสำรวจเล็กๆ สั่นอยู่ใต้ฝ่าเท้า เบญจานั่งกอดแขนตัวเองตรงหัวเรือ หน้าเธอดูจะซับซ้อน ทั้งคาดหวัง ทั้งกลัว อัยย์ เพื่อนสนิทผู้มีแววตาสงสัยตลอดเวลา หันมามองเธอ จ้องใบหน้าฉายความซึมเศร้านิดๆ “เย็นนี้เราจะกลับฝั่งหรือเปล่าเบญ” อัยย์ถามน้ำเสียงคล้ายล้อเล่น แต่ความกังวลซ่อนอยู่เบื้องหลัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ธันวา โค้ดเด็กหนุ่มร่าเริง เอื้อมมือถูก้านพวงมาลัย ตะโกนสวนเสียงลม “ไม่กลับก็ไปนอนเกาะกันเลย! ใครกลัววะ! คืนนั้นดาวเต็มฟ้าเลยนะ”
เบญจาก้มหน้า หัวเราะฝืน “จะกลับ… แกล้งขอวิจัยข้อมูลแค่วันเดียว ไม่คิดว่าจะต้องขึ้นเรือแบบนี้”
อัยย์ยิ้มเหยียด รอยยิ้มพาดผ่านรอยแผลเก่าตรงมุมปาก “อ.ณิชาเคยบอกว่าเกาะนี้มีเรื่องแปลก พวกพี่ปีสี่เคยไปแล้วหายกันเป็นปี…”
ธันวาส่ายหัว “ตำนานเทียม เล่าให้เด็กปีหนึ่งกลัว ขี้ขลาดมากกว่า! แล้วเอาไง ถ้าคืนนี้นั่งเล่นผีถ้วยแก้วกันในป่าสุดหรอ?”
เบญจามองออกไปกลางทะเล เสียงคลื่นเริ่มดังขึ้น บนขอบฟ้าเห็นเงาเกาะสีเทาหม่น ชายฝั่งรกร้าง ทันใดนั้น คลื่นใหญ่ซัดเข้ามาหนักเรือตะแคง น้ำไหลทะลักลงเรือ เสียงอัยย์ร้องดัง “จับไว้! เบญ!”
ชั่วพริบตาเดียว ภาพทุกอย่างขาวโพลน เสียงน้ำซัด บ้านเมืองฉุดร่างจมหาย เบญจากวาดน้ำคว้าชีวิตตนภายใต้เงาคลื่นสาดฟาดเรือจม ทุกอย่างดับวูบ…
เสียงคลื่นกระหน่ำยังไม่หยุดลง กลิ่นดิน กลิ่นเค็มของทะเลเข้าคลุกจมูก เบญจาลืมตาอย่างช้าๆ เห็นเพียงผืนทรายหยาบ ร่างเธอกึ่งเปียก กึ่งเจ็บทั่วตัว สามารถลุกขึ้นนั่งโดยรอบอึมครึม เงื่อนไม้ใหญ่สูงทะมึนบดบังท้องฟ้า เธอหันซ้าย-ขวา เห็นอัยย์นอนหายใจแรง ส่วนธันวาห่างออกไปใกล้ซากเรือเล็กฟากตลิ่ง
เบญจาตะกายลุกเดินโซเซไปหาอัยย์ นิ้วแตะต้นคอเพื่อน เพ่งมองดวงตาอัยย์ที่ค่อยๆ ลืมตางัวเงีย “เรารอดเหรอ…” เสียงกระซิบสั่น พระอาทิตย์โดนเมฆปกคลุม ความรู้สึกเย็นเฉียบลงแทรกอยู่ในอากาศ
ธันวายืนเคาะกิ่งไม้ เงยหน้ามองลึกไปในแดนป่า “เกาะวิเวก… สมชื่อจริงๆ เงียบเกิน จะว่ามัน…ตายทั้งเกาะรึเปล่าเนี่ย?”
สามคนหยัดยืน มือสั่น ทั้งสามเดินไปยังซากเรือ หาของเท่าที่หลงเหลือ อัยย์หยิบโทรศัพท์มือถือมาดู ไม่มีสัญญาณ เบญจาเปิดกระเป๋าเป้ เหลือเพียงขนมปังแห้งเหี่ยวก้อนเดียว ธันวาปามีดพกเล่มสั้นลงกับทราย “อยู่กันสามคน รอดมั้ยล่ะทีนี้ ไม่มีใครเห็นพวกเรา ไม่มีเครื่องส่งสัญญาณ ไม่มีน้ำกินด้วยซ้ำ”
ความเงียบอึดอัดปกคลุมกลุ่มเพื่อน ธันวายกมือเสยผม ประสานสายตากับเบญจา “เบญ คิดอะไรวะ ถ้าต้องติดเกาะจริงๆ”
เบญจากำแขนตัวเองแน่น ตอบแผ่ว “ไม่รู้…แต่เราต้องช่วยกัน” เธอมองลึกเข้าไปในป่าไม้ รู้ดีว่าคืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่น่ากลัวกว่าความหิว…
พวกเขาตัดสินใจเดินสำรวจรอบเกาะ ไม่นานก็เจอศาลไม้ที่ถูกทิ้งร้าง หลักศิลาแตกหัก กับรูปปั้นเด็กไร้หน้า เสียงธันวากระซิบ “ใครสร้างแบบนี้วะ น่ากลัวชะมัด…” อัยย์ลูบรูปปั้นอย่างลังเล ก่อนหันมามองเบญจาตาแดงระเรื่อ “บางทีคนบนเกาะนี้ไม่อยากให้พวกเรากลับก็ได้…”
อัยย์ส่งเสียงหัวเราะแห้ง ๆ “อย่าเพิ่งคิดมากดิวะ” แต่ท่าทีดูจะเปลี่ยนไปสังเกตได้ เบญจามองเพื่อนทั้งสองคนอย่างไม่ไว้ใจ ความกลัวคืบคลานเข้ามาโดยที่ไม่มีใครต้องพูดอะไรต่อ
แสงอาทิตย์ร่วงโรย เสียงใบไม้ลู่ลมหวีดหวิว สามคนเดินลัดเลาะขอบเกาะ สังเกตริ้วรอยเท้าเก่าที่ทอดลึกเข้าไปในป่า รอยเท้าเหล่านั้นดูเล็กจนน่าแปลกใจ เบญจาเดินนำหน้าอย่างระวัง ธันวาเดินถอยหลังสอดส่ายสายตาระแวงรอบตัว “เฮ้ นี่ถ้าเป็นฝีมือ… ไม่เอาดีกว่า อย่าคิดไรบ้าๆ เลย” เสียงของเขาสั่นสะท้อนความลังเลอย่างไม่เคยมี
อัยย์ก้มเก็บไม้แห้งมา”น่าจะจุดไฟได้ ใกล้มืดละ..เบญ เอายังไงต่อดี” เบญจายืนนิ่งไปชั่วครู่ หายใจเข้าออกลึกตัดสินใจ “คนที่นี่…อาจไม่ได้ไปไหน แต่อาจอยู่ที่นี่และคอยมองเราอยู่ก็ได้”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งหนักขึ้น อากาศเย็นลงอย่างผิดปกติ ธันวาลังเลสักครู่ก่อนจะเดาะลิ้น “คืนนี้เรานอนใกล้กัน รับมือกับคืนแรก…ถ้าใครฝันร้าย ห้ามตื่นขึ้นวิ่งหนีเองนะ โอเคมั้ย?”
เบญจานั่งลงตรงหลุมทราย ริมปากเหว แสงสลัวของไฟจากไม้แห้งค่อยๆ ส่องใบหน้าพวกเขา สามคนต่างคนต่างนั่งเงียบ อัยย์ชำเลืองมองธันวาที่พยายามไม่สบตาใคร
รอบกองไฟเงียบกริบ อัยย์เปรยขึ้นเบา ๆ “ตอนเรือล่ม นายร้องหาแม่ด้วยนะธันวา” เสียงหัวเราะแห้งๆ ของธันวาดังเป็นระยะ ก่อนที่เขาจะตอบ “เออ อย่าว่ากันสิ คนกลัวอะไรก็ร้องได้ทั้งนั้นแหละ”
เบญจาเอามือไล้ขาเดินไปส่องรอบ ๆ ศาลร้าง จู่ๆ ได้กลิ่นเน่าดึง ๆ เธอสำลักนิดหนึ่ง อัยย์ตามเข้ามา”เป็นไร?” เบญชี้ไปยังหลุมลึกใกล้รูปปั้นเด็กไร้หน้าที่เต็มไปด้วยกระดูกสัตว์ป่า มีเปลือกหอยเก่า ๆ ซ้อนกัน บางเปลือกมีรอยเลือดแห้ง อัยย์เบนสายตาอย่างไม่กล้ามองต่อ
ธันวาเดินเข้ามาหยิบเปลือกขึ้นพลิกดู ขยี้คิ้ว “เหมือนจะเคยมีอะไรแปลกๆเกิดที่นี่จริงด้วย…ใครจะเชื่อว่าเกาะเล็กๆ เป็นได้ขนาดนี้”
อัยย์ค่อยๆ พูดเบา ต่ำจนเบญจาแทบไม่ได้ยิน “จำที่อาจารย์เล่าว่า ที่นี่มีคำสาปไหม”
เบญจาแน่นิ่งไป ก่อนเอ่ยด้วยเสียงฝืด “ไม่มีใครเคยเห็นกับตา แม้แต่คนเล่าเอง” ธันวาฟังพลางยิ้มฝืนแล้วเปลี่ยนเรื่องเร็ว “โอ๊ย จะคิดอะไรกันมาก ตื่นเต้นดีออก—เราจะไม่ได้ออกจากที่นี่ง่ายๆอยู่แล้วนี่” เสียงหัวเราะของเขาเคลือบความหงุดหงิดและหวาดกลัว
ตกค่ำ ลมหนาวเย็นเฉียบ ทุกคนรวมกลุ่มรอบกองไฟ อัยย์ถือไม้สั้น ๆ กระซิบ “คืนนี้ ใครฟังเสียงแปลก ๆ ห้ามเดินออกจากวงไฟเด็ดขาด ได้ยินมั้ย?” ทุกคนพยักหน้ารับ
คืนนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบา ๆ คล้ายของเด็กดังขึ้นรอบวงไฟ เบญจามองซ้ายขวา ตาโตด้วยความตกใจ ธันวาเขยิบมาใกล้เธอ ส่วนอัยย์เงี่ยหูฟัง สายตาล่อกแล่กอยู่ในเงามืด
ทันใดนั้น เงาสีดำกระโจนผ่านหลังต้นไม้ ธันวาเผลอลุกขึ้นทันที อัยย์กระโจนไปคว้ามือเขาดึงไว้ “อย่าออกไป!” เบญจาเสียงสั่น “อะไรกันน่ะ” ทั้งสามจ้องเงานั้นที่ค่อย ๆ เลือนหายไป
เช้าต่อมา ทุกคนหน้าซีดเผือด ไม่มีใครนอนหลับจริงจัง เบญจาสังเกตเศษข้าวของถูกขยับที่ในคืน แววตาอัยย์เริ่มไม่แน่ใจในความจริงที่ตนเห็น ธันวาเดินรอบเกาะพลางสบถ “เมื่อคืน…ไม่ใช่สัตว์ธรรมดาใช่ไหม?”
อัยย์ผุดหัวจากหม้อเปล่า “สัตว์หรือผีน่ะ แล้วแต่จะคิด แต่เราต้องรอดออกไปให้ได้ก่อนเบญจา สัญญาหน่อย” เบญจามองสบตาเพื่อน หัวใจสั่นไหว “ถ้าใครสัญญาแล้วผิดคำ… คำสาปคงไม่ปล่อยไว้แน่” เธอกลืนคำพูดลงคอ
ทั้งสามแบ่งหน้าที่หาน้ำ หาของกิน เจอเพียงผลไม้ป่าดิบ มีเสียงแว่วเหมือนคนกระซิบตลอดเวลาในสวน…
กลางวันผ่านไปด้วยความตึงเครียด ไม่มีใครยิ้มเบิกบาน ธันวาทะเลาะกับอัยย์เรื่องทางกลับ ทั้งเบญจาก็แอบซ่อนไม้แหลมในกระเป๋าเป้ สายตาเธอเริ่มระแวงแม้แต่เพื่อนตนเอง
ตะวันคล้อยต่ำ เสียงใบไม้ยังไม่สงบ เบญจาเดินตามรอยเท้าเล็ก ๆ ที่พาไปกลางป่า เธอได้ยินเสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ที่ไม่มีที่มา หันไปเห็นเพียงเงาเคลื่อนไหวลิบ ๆ ก่อนที่เสียงจะจางหายไป
เบญจากลับมาหน้าศาล เผชิญหน้าพร้อมทั้งอัยย์และธันวา ทั้งคู่มองเธอด้วยความสงสัย เธอตั้งใจปิดบังบางอย่าง อัยย์ถามตรง “เบญ ทำไมออกไปคนเดียว” เบญจาหลีกเลี่ยงสายตา “แค่จะสำรวจน่ะ” ธันวาหรี่ตา ดูเหมือนจะไม่เชื่อ “ทุกคนมีอะไรปิดบังกันรึเปล่า”
ความเครียดคลุ้งในอากาศ “ถ้ามีอะไรก็บอกมาเลย ก่อนที่เราจะโดนเล่นงานทั้งกลุ่ม” เสียงธันวาเข้มขึ้น อัยย์ดูเหมือนจะเห็นด้วย ทุกคนเงียบงันอึดอัด เบญจาเม้มปากไม่ยอมพูดก่อน
เวลาค่ำอีกคืนหนึ่ง เสียงแปลก ๆ ยังวนเวียน เสียงลมหายใจ รอยเท้าเด็ก ทั้งหมดเหมือนวนเป็นวงจรคำสาป พวกเขายอมรับว่าการอยู่บนเกาะนี้กำลังกัดกินจิตใจ และความลับบางอย่างจะระเบิดได้ทุกเวลา…