ลมหายใจสุดท้ายที่หอพักหมายเลขเจ็ด
เสียงแว่วของเปียโนจากห้องใต้หลังคาดังลอดออกมาตามซอกทางเดินหอพักที่มีกลิ่นฝุ่นคละคลุ้ง ธันวาเดินช้า ๆ สะพายกระเป๋าหนังสีเก่า ฝ่าแสงไฟนีออนที่กระพริบไม่สม่ำเสมอ เพิ่งเรียนเสร็จค่ำแล้วใจยังสั่น ไม่ใช่เพราะข้อสอบวิชา criminal psychology แต่เป็นเพราะข่าวลือเรื่องเอมอร นักศึกษาหญิงปีหนึ่งหายตัวไปเมื่อคืนวาน เสียงซุบซิบในหอพักเหมือนจะดังกว่าเสียงเปียโน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ธันวาเปิดประตูเข้าห้อง กวาดสายตาเห็นนัยน์ตาเจนจิรา เพื่อนร่วมห้องที่ยังนั่งอ่านหนังสือด้วยท่าทางกังวล เขายิ้มแหย ๆ พยายามทำตัวปกติแต่แววตาเจนจิราเต็มไปด้วยคำถามที่ค้างคา
“เมื่อคืน นายได้ยินเสียงอะไรมั้ย?” เจนจิราถามพลางขยับแว่นกลมขึ้น “ชั้นสองเหมือนมีคนเถียงกันดังมาก…”
ธันวาชะงัก เลือกพูดแค่ “เปล่า… ฉันนอนหลับสนิท” ทั้งที่เขาได้ยินเสียงประตูปิดกระแทก เสียงร้องไห้แผ่ว ๆ จากชั้นสอง…แต่เลือกจะไม่รับรู้
เมฆขลับเดินผ่านหน้าหอ ยกมือทักพลางชวนสูบบุหรี่นอกระเบียง ธันวาหลีกเลี่ยง แสร้งหัวเราะ “คืนนี้ไม่ว่าง งานค้าง” เมฆขลับถอนหายใจเดินผ่านไป เสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นลึกในหัวใจและตอกย้ำความเหงาในใจธันวา
แสงไฟกลางโถงวูบวาบพร้อมเสียงสาวฝั่งตรงข้ามหอพักส่งเสียงหัวเราะใส่โทรศัพท์ หัวข้อบทสนทนาดูเหมือนเรื่องเอมอรหายตัว ส่วนใครบางคนบนบันไดส่งสายตาประหลาดมา… ธันวารู้สึกเหมือนหอพักหายใจสั้นลง และความอึดอัดรุมเร้า
หลังเที่ยงคืน ธันวาฝันเห็นเงาคนวิ่งผ่านหน้าห้อง ในหัวคล้ายได้ยินเสียงกระซิบชื่อเขา แต่เมื่อลืมตาขึ้นกลับเห็นเพียงเงาพัดลมหมุนวน รอยน้ำหยดอยู่หน้าประตูห้อง ธันวาเดินออกไปสำรวจ ท่ามกลางความเงียบงันของหอพัก
ห้องน้ำรวมไร้เงาคน แต่เสียงฝักบัวยังหยดน้ำ แสงสลัวเผยขาเปื้อนเลือดเป็นทาง ธันวาถอนหายใจเฮือก เขาไม่ได้เมา เขาแน่ใจ เจนจิราเดินตามหลัง “นายแน่ใจมั้ยว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรเหรอ?”
“ฉันก็อยู่ด้วยกันกับเธอนี่” ธันวาพูดกลบเกลื่อน ไม่กล้ามองสบตา
รัตนา รองหัวหน้าหอพักเดินมาในชุดนอนลายดอก ถือสมุดบันทึกหุงข้าวสีชมพู “ใครยังไม่นอน ช่วยลงชื่อหน่อย ชั้นต้องส่งรายงานกับอาจารย์ เคสเอมอรกลัวจะบานปลายแล้ว” น้ำเสียงแข็งแต่สายตาเต็มไปด้วยความกังวล
ณ ห้องพักเล็ก ๆ ในหอ รอบดึก มีเพียงแสงไฟจากหน้าต่าง ธันวาเลื่อนดูมือถือ คำถามจากกลุ่มแชทคนในหอดังขึ้นเรื่องเอมอร ธันวาพยายามนอน เขาได้กลิ่นน้ำหอมฉุนลอยมากับลม ความคิดถึงเอมอรที่เคยช่วยเหลือเขาในวันยากลำบาก ผุดขึ้นปนกับความรู้สึกผิดบางอย่างที่ผ่านมา
รุ่งเช้า ห้องอาหารหอพักเต็มไปด้วยกลิ่นข้าวผัดกับเสียงสนทนา ทุกสายตาจ้องจับสังเกตซึ่งกันและกัน เมฆขลับเอาหนังสือพิมพ์วางบนโต๊ะ รูปเอมอรขึ้นหน้าหนึ่ง “แม่เอมอรมาที่หอวันนี้แน่ะ”
“หวังว่าเธอจะปลอดภัยนะ…” เจนจิราพูดเบา ๆ ธันวาก้มหน้าเขี่ยข้าวในจานไม่แตะ
“นายดูแปลกไปตั้งแต่เมื่อคืน” เมฆขลับกระซิบ “ถ้านายรู้อะไรบอกฉันบ้าง เผื่อจะช่วยกันได้”
เสียงรถตำรวจจอดหน้าหอพัก ฮือฮาทั้งโถงรับแขก ตำรวจห้องสอบสวนเริ่มตั้งโต๊ะ ธันวาคลื่นไส้ เขารู้สึกแรงกดดันล้อมรอบ คำถามเริ่มกระทบจิตใจเขาอีกครั้ง
“ตุ้บ… ไม่เห็นเหรอ เอมอรทะเลาะกับพี่ผู้ชายคนนั้น!” เพียว เพื่อนอีกคนในหอสะกิดเจนจิรา “ธันวาก็อยู่ใกล้ ๆ ด้วยเมื่อคืน”
“ฉัน…” ธันวาอ้าปากจะพูดแต่กลืนคำ คืนวานภาพเอมอรร้องไห้และชายหนุ่มในมุมอับบนบันไดโลมาวนในหัว ภาพที่เขาเลือกไม่เข้าไปช่วย
ตำรวจเรียกธันวาซักถาม เขาตอบแบบไม่สบตา “ไม่ได้ยินอะไรผิดปกติครับ… เมื่อคืนผมอยู่ในห้องกับเพื่อน” น้ำเสียงฝืด เขารู้ว่ารัตนาเห็นแววตาแปลก ๆ ของเขา
ตำรวจเดินตรวจทั่วหอ ทุกคนดูหวาดกลัวเจือระแวง เมฆขลับบ่นกับธันวาข้างห้อง “ฉันว่าสถานที่นี้ซ่อนความลับไว้เยอะกว่าที่เราคิด”
สายวันใหม่ แม่เอมอรมาถึง สะอื้นไห้หน้าลิฟต์ พลางวิงวอน “ขอให้ลูกปลอดภัยเถอะ… ใครรู้ ช่วยบอกแม่ทีลูกของแม่เป็นยังไง” คำพูดร้าวรานและน้ำตาของแม่เอมอรแทงใจธันวาอย่างลึกซึ้ง
คืนนั้น ธันวายืนเหม่อริมระเบียง สายลมพัดผ่านใบหน้า เขานึกถึงอดีตเคยตัดสินใจผิดจนทำให้เพื่อนโดนทำร้าย เขาคือคนที่กลัวความผิดพลาด และกลัวการเป็นคนขาดความกล้า
เจนจิรามานั่งข้าง ๆ “นายกลัวอะไรอยู่?”
ธันวาปิดตา “ฉันกลัวการพูดความจริง… กลัวว่าใคร ๆ จะเกลียด”
“จริง ๆ สิ่งที่นายกลัวที่สุด อาจกลายเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยทุกคนก็ได้” เจนจิราพูดแผ่ว ๆ แต่หนักแน่น
ขณะนั้น เมฆขลับเข้ามาแจ้งว่าตำรวจขอเช็กกล้องวงจรปิดหอ แต่พบว่าฟุตเทจตั้งแต่เที่ยงคืนของคืนที่เอมอรหายไปโดนลบ ทุกคนตามไปพรึบ
รัตนาโต้แย้งเจ้าหน้าที่ “ไม่มีใครเข้าห้อง CCTV ได้นอกจากฉัน!” แต่ใบหน้าเครียดเกินเหตุ
ธันวาเดินไปที่ใต้บันได จุดที่เห็นเอมอรกับชายปริศนาทะเลาะ ความกลัวในใจปลุกเร้าแต่เขาบอกตัวเองว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
“ฉันเคยเห็นเอมอรคุยกับพี่คนนั้น… แต่ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น” ธันวาให้ปากคำกับตำรวจในที่สุด มือสั่นระริก
เพียวเข้ามาช่วยเสริมข้อมูล “คืนก่อน เอมอรถูกคนแปลกหน้ารุมด่า เหมือนไม่อยากปล่อยให้เธอไปมีความสุข” เพียวพยายามแต่ดูหวาดกลัว
ฝ่ายรัตนาเริ่มถกเถียงกับเจ้าหน้าที่อย่างร้อนรน “มันไม่แฟร์เลย ทุกคนมองว่าฉันต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง” น้ำตาไหลซึมด้านข้างแก้ม
ระหว่างค้นหาหลักฐานในหอเพื่อตรวจสอบ เจนจิราพบสร้อยข้อมือของเอมอรตกใต้บันไดพร้อมเศษเส้นผม ธันวารู้สึกหัวใจเต้นแรง จากนั้นพบสมุดบันทึกเอมอรในห้องน้ำ
พอเปิดอ่านบันทึก มีข้อความว่า “กลัว กลัวมาก… ไม่มีใครช่วยฉัน… พวกเขากลัวความจริงพอกันหมด”
ธันวานั่งผิดหวังที่สวนหย่อมหอพัก ตัดสินใจสารภาพกับตำรวจ “ผมเห็นเอมอรมีปัญหากับรุ่นพี่ผู้ชาย แต่ผม…เลือกจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะกลัว” คำสารภาพนี้ทำให้เจนจิราน้ำตาคลอและเมฆขลับนิ่งเงียบ
ตำรวจเริ่มตั้งสมมติฐานใหม่ กลับไปตรวจหลักฐานรอผล DNA รัตนาถูกกดดันหนักกว่าเดิม
คืนนั้นธันวานอนไม่หลับ แอบฟังเสียงในโถง เห็นรัตนาโทรศัพท์กระซิบกระซาบกับใครบางคน “ฉันจะปกป้องน้อง… ไม่ว่าใครจะมองยังไงก็ตาม”
รุ่งเช้าถึงจุดเปลี่ยน เจ้าหน้าที่ประกาศตรวจดีเอ็นเอเส้นผมกับเลือดในหอ ตรงกับของเอมอร ทั้งหอพักปั่นป่วน
เหตุการณ์ตึงเครียด รัตนาถูกสอบสวน เธอสันนิษฐานว่าอาจปกปิดข้อมูลเพื่อปกป้องน้องชายตัวเองที่เป็นผู้ต้องหาในคดีรุนแรง
ธันวานั่งนิ่งกับเจนจิรา “นายไม่น่าไว้ใจฉันสินะ”
“สิ่งที่นายกลัว นายก็ทำให้มีค่าขึ้นมา เพราะมันเป็นความจริง นายพูด… ฉันเลยไม่ต้องอยู่กับความลับคนเดียวอีกต่อไป” เจนจิรากอดเขาแน่น
ท้ายที่สุด ธันวาตัดสินใจเล่าความจริงต่อหน้าเพื่อนร่วมหอ เผยความผิดที่เคยนิ่งดูดาย ผลสะท้อนทำให้คนอื่นเปิดใจถึงสิ่งที่เคยปิดบังกันเอง มิตรภาพในหอกลายเป็นความกล้าร่วมกันปกป้องคนผิดและค้นหาความจริง
ธันวาถูกอภัยจากเพื่อน คนในหอพักเผชิญความจริงร่วมกัน แม้เอมอรจะสูญหายไปและยังไม่มีใครรู้ชะตากรรม แต่ทุกคนปลดปล่อยตนจากพันธนาการแห่งความกลัวและความลับ สิ่งที่เหลืออยู่ คือภาพธันวายืนบนดาดฟ้า มองแสงอาทิตย์เช้าวันใหม่ สะท้อนใบหน้าเปียกน้ำตาแต่ยิ้มได้อีกครั้ง ในหอพักหมายเลขเจ็ดที่เพิ่งลืมตาใหม่